รูมาตอยด์ กับโรคเก๊าต์ต่างกันอย่างไร?
หลายคนอาจยังสับสนระหว่างโรครูมาตอยด์กับโรคเก๊าต์ เพราะทั้งสองโรคมีอาการปวดข้อเรื้อรังคล้ายกัน โดยเฉพาะอาการปวด บวม แดง และอักเสบที่ข้อต่อ
แต่ในความเป็นจริง สาเหตุของทั้งสองโรคนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
โรคเก๊าต์ (Gout)
เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริก (Uric Acid) ในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการสลายตัวของสารพิวรีน (Purine) ในอาหารและในร่างกาย
เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเกินไป และไตไม่สามารถขับออกได้หมด กรดยูริกจึงตกผลึก (ยูเรต) ไปสะสมตามข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะที่ข้อนิ้วเท้า ข้อเข่า หรือข้ออื่นๆ
แหล่งของพิวรีนในอาหารส่วนใหญ่ มาจากเนื้อสัตว์และอาหารทะเล เช่น เครื่องในสัตว์, ปลาซาร์ดีน, หอยแมลงภู่ รวมถึงแอลกอฮอล์และน้ำตาลฟรุกโตสจากน้ำอัดลม
ส่วนผักและผลไม้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้เกิดเก๊าต์โดยตรง แม้บางชนิดจะมีพิวรีน แต่ก็มีผลต่อระดับกรดยูริกน้อยมาก และยังมีสารต้านการอักเสบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
ข้ออธิบายทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม (สรุปเข้าใจง่าย):
- พิวรีน (Purine) เป็นสารประกอบธรรมชาติที่พบได้ทั้งในเซลล์ของร่างกายและในอาหาร โดยเมื่อร่างกายย่อยพิวรีน จะได้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายคือ กรดยูริก
- โรคเก๊าต์เกิดจาก กรดยูริกสูงในเลือด ซึ่งสะสมจนตกผลึกเป็นยูเรตในข้อต่อ
- อาหารที่กระตุ้นเก๊าต์มากที่สุดคือ: เครื่องในสัตว์, เนื้อแดง, อาหารทะเลบางชนิด, แอลกอฮอล์, น้ำตาลฟรุกโตส
- ผักส่วนใหญ่ปลอดภัยต่อผู้ป่วยเก๊าต์ แม้มีพิวรีนบ้างแต่ไม่ได้เพิ่มกรดยูริกเท่ากับเนื้อสัตว์
- Interleukin (IL-6, IL-1β) เป็นสารก่อการอักเสบที่อาจเพิ่มขึ้นในภาวะข้ออักเสบจากผลึกยูเรต แต่ ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของเก๊าต์
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์
| กลุ่มอาหาร | ควรกิน (พิวรีนต่ำ) | กินได้พอประมาณ (พิวรีนปานกลาง) | ควรหลีกเลี่ยง (พิวรีนสูง) |
|---|---|---|---|
| เนื้อสัตว์ | เนื้อไก่ (ไม่ติดหนัง), ปลาเนื้อขาว | เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อเป็ด | เครื่องในสัตว์, ปลาซาร์ดีน, ปลาทู, หอยแมลงภู่ |
| ผัก | ส่วนใหญ่กินได้ เช่น คะน้า, ผักกาดขาว, แตงกวา | หน่อไม้ฝรั่ง, เห็ด, ถั่วฝักยาว, ผักโขม | - |
| ถั่วและธัญพืช | ข้าวกล้อง, ข้าวโพด, ถั่วเขียว | ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง | ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเมล็ดแห้ง |
| ผลไม้ | ผลไม้สดทั่วไป เช่น แอปเปิล, ส้ม, กล้วย | ทุเรียน, ลำไย | ผลไม้แห้งเชื่อม, น้ำผลไม้ผสมน้ำตาล |
| ไขมัน | น้ำมันมะกอก, น้ำมันรำข้าว | เนย, มาการีน | ไขมันสัตว์ |
| เครื่องดื่ม | น้ำเปล่า, ชาสมุนไพร | กาแฟดำ, น้ำผลไม้ไม่เติมน้ำตาล | เบียร์, เหล้า, น้ำอัดลม |
ควรกิน: เนื้อไก่ (ไม่ติดหนัง), ปลาเนื้อขาว
กินได้พอประมาณ: เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อเป็ด
ควรหลีกเลี่ยง: เครื่องในสัตว์, ปลาซาร์ดีน, ปลาทู, หอยแมลงภู่
ควรกิน: คะน้า, ผักกาดขาว, แตงกวา
กินได้พอประมาณ: หน่อไม้ฝรั่ง, เห็ด, ถั่วฝักยาว, ผักโขม
ควรหลีกเลี่ยง: -
ควรกิน: ข้าวกล้อง, ข้าวโพด, ถั่วเขียว
กินได้พอประมาณ: ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง
ควรหลีกเลี่ยง: ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเมล็ดแห้ง
ควรกิน: แอปเปิล, ส้ม, กล้วย
กินได้พอประมาณ: ทุเรียน, ลำไย
ควรหลีกเลี่ยง: ผลไม้แห้งเชื่อม, น้ำผลไม้ผสมน้ำตาล
ควรกิน: น้ำมันมะกอก, น้ำมันรำข้าว
กินได้พอประมาณ: เนย, มาการีน
ควรหลีกเลี่ยง: ไขมันสัตว์
ควรกิน: น้ำเปล่า, ชาสมุนไพร
กินได้พอประมาณ: กาแฟดำ, น้ำผลไม้ไม่เติมน้ำตาล
ควรหลีกเลี่ยง: เบียร์, เหล้า, น้ำอัดลม
รูมาตอยด์ กับโรคเก๊าต์ ต่างกันอย่างไร?
หลายคนอาจยังสับสนระหว่าง โรครูมาตอยด์ กับ โรคเก๊าต์ เพราะทั้งสองโรคมีอาการปวดข้อเรื้อรังคล้ายกัน เช่น ข้อบวม ปวด แดง และเคลื่อนไหวลำบาก
แต่สาเหตุของทั้งสองโรคนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง:
โรคเก๊าต์ (Gout)
- เกิดจากกรดยูริกในเลือดสูง
- มักเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง
- ยูริกตกผลึกที่ข้อ ทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลัน
- ข้อที่มักเกิด: นิ้วโป้งเท้า, ข้อเข่า
รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
- เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายข้อของตนเอง
- ไม่เกี่ยวกับกรดยูริก
- มักเริ่มที่ข้อนิ้วมือ, ข้อมือ, ข้อเท้า
- มีอาการเรื้อรัง อาจเกิดกับหลายระบบในร่างกาย
สำหรับโรคเก๊าต์ อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่ควรระวัง โดยเฉพาะอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์, ปลาทะเล, น้ำตาลฟรุกโตส และแอลกอฮอล์
ส่วนผักผลไม้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสาเหตุของกรดยูริกสูง และสามารถรับประทานได้ตามปกติ
พอเราย้ายฝั่งมาดูในส่วนของ รูมาตอยต์
รูมาตอยด์จะเกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
หรือระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ไปทำลายและกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบรอบข้อ
นี่คือความสำคัญ
เก๊าต์ ก็เกิดขึ้นจากการอักเสบ แต่เกิดจากการทานอาหารบางชนิดที่สะสมมากเกินไป
รูมาตอยด์ ก็เกิดจากการอักเสบเหมือนกัน แต่มันเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของเราไปทำลายหรือกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
อาการดูแล้วเริ่มจะเหมือนกัน
บั้นปลายมันมาจุดจบเดียวกัน นั่นก็คือความเจ็บปวด
แต่ที่มาและสาเหตุของมันมาไม่เหมือนกัน
แต่ว่า อาการของรูมาตอยด์ มันก็จะแตกต่าง ส่วนใหญ่ปวดได้ทุกจุดของร่างกาย แม้ข้อต่อบริเวณคอ ข้อc ตรงไหนก็ตามที่เป็นข้อต่อ ภูมิคุ้มกันของเราสามารถเข้าไปทำลายจุดต่างๆ ทุกจุด ได้ทั้งหมดเลย ถ้าภูมิคุ้มกันของเรามันเกเร
ถ้าเกิดขึ้นที่ข้อนิ้ว มันก็จะเกิดขึ้นในสามส่วนนะ ไม่จำเป็นที่จะเป็นเฉพาะที่ข้อนิ้ว แต่จะเกิดขึ้นที่ข้อต่อระหว่างแขนกับมือ หรือบริเวณข้อต่อนิ้วกับมือ และข้อกลางของนิ้ว เวลาเกิดขึ้นเค้าจะเกิดขึ้นเป็นแพ็คคู่ (ทั้ง 2 ข้าง) มันจะไม่เกิดขึ้นเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเหมือนโรคเก๊าต์
เมื่อมันเกิดแล้วมันจะเริ่มเบี้ยว ส่วนใหญ่จะเริ่มเบี้ยวจากนิ้วโป้งไปนิ้วก้อย นิ้วจะเริ่มหงิก และทุกๆนิ้วจะหันไปทางนิ้วก้อยของเรา นี่คือหลักการ มันจะไปตามแนวของการถูกทำลายโดยเซลล์เนื้อเยื่อ และระบบเส้นประสาท ระบบเส้นประสาทของคนเรานี้ ถ้าเป็นมือ มันจะอยู่ตรงกลางข้อมือถึงแขน สังเกตว่าถ้าคุณไปนวดมือ เค้าจะพยายามนวดตรงเส้นตรงกลางนี้ เพื่อให้มันเกิดการไหลเวียนที่ดี ลดกระบวนการการอักเสบต่างๆได้นั่นเอง นี่คือหลักการของทางแพทย์แผนไทย
ทีนี้เราย้อนกลับมา ที่แพทย์ทางเลือก พอคุณเข้าใจแล้วว่า เก๊าต์กับรูมาตอยด์ มีสาเหตุต่างกัน แต่ปลายทางเหมือนกันคือความเจ็บปวด เราจะได้ไปดูแลได้อย่างตรงจุดนะ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
รูมาตอยด์ – ต้องดูแลตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน
รูมาตอยด์ – ต้องดูแลตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน
รูมาตอยด์ – ต้องดูแลตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน
รูมาตอยด์กับเก๊าต์—ใครยังสับสนอยู่บ้าง?
สองโรคนี้มีอาการเจ็บปวดคล้ายกัน แต่ต้นเหตุไม่เหมือนกันเลย!
• เก๊าต์ เกิดจากการสะสม กรดยูริก (Uric Acid) มากเกินไป พอร่างกายขับออกไม่ทัน มันก็ตกค้างตามข้อต่อต่างๆ—นิ้วเท้า หัวเข่า ข้อศอก แล้วอักเสบขึ้นมา กลายเป็นอาการปวดจี๊ดๆ เจ็บจนแทบเดินไม่ได้
• รูมาตอยด์ นี่คนละเรื่องกันเลย! มันเป็นเพราะ ระบบภูมิคุ้มกันของเราเองดันเล่นงานตัวเอง ไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบๆ ลุกลามไปทั่วร่างกาย
รูมาตอยด์—โรคนี้เล่นงานข้อต่อทั้งตัว
ต่างจากเก๊าต์ที่ปวดเฉพาะจุด รูมาตอยด์เล่นทั่วร่างกาย! ข้อมือ มือ ข้อนิ้ว ข้อศอก หัวไหล่ หัวเข่า แม้แต่ข้อต่อที่คอ—มันก็ไม่เว้น! อาการจะเป็นสองข้างพร้อมกัน และถ้าปล่อยไว้นาน นิ้วมืออาจเริ่มผิดรูป หงิกงอ หันไปทางนิ้วก้อย—เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทโดนทำลาย
ดูแลรูมาตอยด์ ต้องแก้ที่ภูมิคุ้มกัน
ถ้าคุณอยากให้รูมาตอยด์ดีขึ้นจริงๆ อย่าแค่ลดปวด! คุณต้องไปแก้ที่ ภูมิคุ้มกัน เพราะนี่คือต้นเหตุที่แท้จริง
✅ Muniplus (มูนิพลัส) – ฟื้นฟูภูมิคุ้มกันให้สมดุล ไม่ให้มันทำงานมากไปหรือน้อยไป มีสารสกัดจาก แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่, ถั่งเช่า และขิง ที่ช่วยลดอักเสบและปรับระบบภูมิให้ทำงานได้ดีขึ้น
✅ U-Profex (ยูโปรเฟกซ์) – ซ่อมแซมกระดูกและข้อต่อที่ถูกทำลาย
✅ Uni-Oil (ยูนิออย) – ลดการอักเสบที่ปลายประสาท บรรเทาอาการปวด
ถ้าคุณใช้ทั้ง 3 ตัวนี้ร่วมกัน—คุณจะไม่แค่ลดอาการเจ็บปวด แต่ยังช่วยร่างกายให้กลับมาแข็งแรงจากต้นเหตุ!
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
Arthritis: โรคแพ้ภูมิตัวเองที่ส่งผลต่อข้อต่อ
Arthritis: โรคแพ้ภูมิตัวเองที่ส่งผลต่อข้อต่อ
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis): โรคแพ้ภูมิตัวเองที่ส่งผลต่อข้อต่อ
ความแตกต่างระหว่างรูมาตอยด์และเก๊าต์
แม้ว่าทั้ง โรครูมาตอยด์ (RA) และ โรคเก๊าต์ (Gout) จะเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อย แต่ต้นเหตุของทั้งสองโรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
• โรคเก๊าต์ เกิดจากการสะสมของ กรดยูริก (Uric Acid) ในเลือด เมื่อตกผลึกจะสะสมที่ข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน โดยมักเกิดกับข้อต่อจุดเดียว เช่น นิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า หรือหัวเข่า
• โรครูมาตอยด์ เป็นโรค แพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเนื้อเยื่อข้อต่อของตัวเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ข้อต่อบวม แดง และเสื่อมสภาพในระยะยาว
กลไกของโรครูมาตอยด์
รูมาตอยด์เกิดจาก ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้อักเสบอยู่ตลอดเวลา โดยมีสารอักเสบหลักๆ ได้แก่
• Interleukin-6 (IL-6)
• Interleukin-1 (IL-1)
• Tumor Necrosis Factor-alpha (TNF-α)
สารเหล่านี้ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้อต่อถูกทำลาย กระดูกและกระดูกอ่อนเสื่อมลง ส่งผลให้ข้อต่อผิดรูปถาวร หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
แนวทางการดูแลและบรรเทาอาการ
ปัจจุบันแนวทางการรักษารูมาตอยด์เน้นไปที่ การลดอักเสบและปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน โดยมีสารอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยบรรเทาอาการ ได้แก่
✅ แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่ (Black Elderberry) – ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
✅ ถั่งเช่า (Cordyceps) – มีฤทธิ์ช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลระหว่าง Th1 และ Th2
✅ สารสกัดจากขิง (Ginger Extract) – มี Gingerol และ Shogaol ซึ่งช่วยลดการอักเสบที่เกิดจาก IL-6 และ TNF-α
ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูจากรูมาตอยด์ควรครอบคลุม ทั้งระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมข้อต่อ ได้แก่:
1. Muniplus (มูนิพลัส) – ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบจากภายใน
2. U-Profex (ยูโปรเฟกซ์) – ฟื้นฟูข้อต่อและกระดูกที่ถูกทำลาย
3. Uni-Oil (ยูนิออย) – ลดการอักเสบที่ปลายประสาทและบรรเทาอาการปวด
สรุป
รูมาตอยด์เป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลจากหลายมิติ ทั้งการปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ควบคุมการอักเสบ และฟื้นฟูข้อต่อ การใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติที่มีผลการศึกษารองรับ ร่วมกับการดูแลสุขภาพโดยรวม อาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคและบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดูแลได้อย่างตรงจุดนั้นก็คือแบบแรกเลยก็คือไปหาหมอก่อน
ขยาย
![]()
![]()
![]()
อาการของโรคชิคุนกุนยา จะเป็นยังไง
อาการของโรคชิคุนกุนยา จะเป็นยังไง
เนื่องจากโรคไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยามียุงลายเป็นพาหะเช่นเดียวกัน รวมถึงอาการที่แสดงออกยังคล้ายคลึงกัน จึงอาจพบผู้ป่วยเป็นทั้ง 2 โรคพร้อมๆ กันได้ อย่างไรก็ตาม โรคชิคุนกุนยามีความรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้เลือดออกมาก ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อชิคุนกุนยาจะมีไข้สูงขึ้นอย่างเฉียบพลันกว่าโรคไข้เลือดออก และระยะเวลาของไข้ก็สั้นกว่าเพียง 2 วันเท่านั้น ขณะที่ไข้เลือดออก จะเป็นไข้นานถึง 4 วัน ส่วนใหญ่ไม่พบว่าผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาเกิดอาการช็อค เพราะเชื้อชิคุนกุนยาไม่ทำให้ พลาสม่ารั่วออกนอกเส้นเลือด ทั้งนี้ยังพบผื่นแดงตามร่างกาย ตาแดง และภาวะปวดตามข้อได้มากกว่าผู้ป่วยไข้เลือดออกด้วย
เชื้อชิคุนกุนยามีระยะฟักตัวของโรค 3-7 วัน หลังจากถูกยุงลายกัด และเมื่อครบระยะฟักตัว อาการจะแสดงออกดังนี้
ไข้สูงเฉียบพลัน และอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส หลังจากนั้น 2-3 วัน ไข้จะเริ่มลดลง
ปวดข้อและเมื่อยกล้ามเนื้อ มีภาวะข้ออักเสบ โดยพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่สามารถหายเองได้ใน 2 สัปดาห์ ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปอาจมีภาวะปวดข้อเรื้อรังได้
เกิดผื่นแดงตามแขนขาหรือทั่วร่างกาย
ตาแดง
รับประทานอาหารไม่ได้
คลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะ
อ่อนเพลีย หรืออาจท้องเสีย
คุณเคยได้ยินโรคที่ชื่อว่า ชิคุนกุนยา ไหม? ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในภาคใต้ ชิคุนกุนยา ก็เป็นโรคตัวหนึ่ง ที่เกิดจากยุงเป็นพาหะที่ส่งเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียไม่ดีเข้ามาสู่ร่างกาย มันก็เจ็บปวดข้อได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณต้องไปหาหมอก่อน
อันดับแรกถ้าคุณเจ็บปวดข้อ ถ้าคุณไม่มั่นใจว่ามันเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง คุณควรจะไปตรวจก่อนอย่างละเอียด อย่าตีความว่ามันคือ โรคเก๊าต์ หรือ รูมาตอยด์ บางทีคุณอาจจะเลี้ยงสุนัข แล้วเห็บหรือหมัดของมันกัดคุณแล้วปล่อยเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย คุณก็จะเจ็บปวดข้อได้เหมือนกัน เป็นไข้มาลาเรีย หรือ ชิคุนกุนยา ก็เจ็บปวดข้อได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณต้องไปหาสาเหตุก่อนที่คุณจะรักษาตามกระบวนการ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ที่เจ็บปวดข้อ—คุณมั่นใจหรือยังว่ามันคือรูมาตอยด์?
ที่เจ็บปวดข้อ—คุณมั่นใจหรือยังว่ามันคือรูมาตอยด์?
ก่อนที่คุณจะไปหาทางรักษา เคยตรวจเช็กกันให้แน่ใจหรือยังว่า อาการปวดข้อของคุณเกิดจากอะไรแน่?
คุณรู้ไหมว่า โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) ซึ่งมียุงเป็นพาหะ ก็ทำให้ปวดข้อได้เหมือนกัน?
หรือบางที อาจเป็นไข้มาลาเรีย หรือแม้แต่เชื้อแบคทีเรียที่มาจากเห็บหมัดสัตว์เลี้ยงของคุณ!
ดังนั้น สิ่งแรกที่คุณต้องทำ ไม่ใช่การเดาว่าเป็น “เก๊าต์” หรือ “รูมาตอยด์” แล้วหายามากินเอง—แต่คือ ไปพบแพทย์ก่อน!
ยาที่หมอให้กับผู้ป่วยรูมาตอยด์—แก้อาการ แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ
หากตรวจแล้วพบว่าเป็น รูมาตอยด์จริง หมอจะให้ ยากลุ่มลดอักเสบ หรือในบางกรณีอาจจ่ายยาในกลุ่มที่ใช้รักษามาลาเรียมาให้ เพราะมันมีผลช่วยลดอาการอักเสบได้ แต่ปัญหาคือ… มันไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ!
ลองนึกภาพว่าถ้าผู้ป่วยรูมาตอยด์เป็น หญิงตั้งครรภ์—ยาหลายตัวที่ใช้กันทั่วไปอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้! ดังนั้น การดูแลต้องทำอย่างระมัดระวัง
เพิ่มโอกาสฟื้นตัว—ด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงข้อต่อ
ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นรูมาตอยด์ และอยากเสริมการดูแลจากต้นเหตุ—คุณต้องให้ร่างกาย ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และ ฟื้นฟูข้อต่อที่เสียหาย ไปพร้อมกัน
✅ Muniplus (มูนิพลัส) – เสริมสร้างและปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน
✅ U-Profex (ยูโปรเฟกซ์) – ฟื้นฟูข้อต่อที่ถูกทำลาย
✅ Uni-Oil (ยูนิออย) – ลดอักเสบในระดับเซลล์และเส้นประสาท
หากคุณใช้สารอาหารเหล่านี้ร่วมกับการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี คุณอาจได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา—พร้อมกับข้อต่อที่แข็งแรงขึ้น!
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
อาการปวดข้อ—อาจไม่ใช่แค่รูมาตอยด์
อาการปวดข้อ—อาจไม่ใช่แค่รูมาตอยด์
ความสำคัญของการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
อาการปวดข้อไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรครูมาตอยด์เสมอไป ยังมี โรคติดเชื้อที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดข้อได้ เช่น
• ไข้ชิคุนกุนยา (Chikungunya Fever) – โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ ทำให้เกิดไข้และปวดข้ออย่างรุนแรง
• โรคมาลาเรีย (Malaria) – เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในยุงก้นปล่อง ซึ่งสามารถทำให้เกิดไข้และปวดตามข้อได้
• การติดเชื้อจากเห็บหมัด (Lyme Disease หรือ Rickettsial Infections) – เชื้อแบคทีเรียที่แพร่จากสัตว์เลี้ยงสู่คน สามารถทำให้เกิดอาการปวดข้อและอักเสบได้
ดังนั้น การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากมีอาการปวดข้อโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เพื่อระบุที่มาของอาการก่อนเริ่มการรักษา
แนวทางการรักษาโรครูมาตอยด์
หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis; RA) แพทย์มักให้ยา (ยากดภูมิ) กลุ่ม DMARDs (Disease-Modifying Antirheumatic Drugs) เพื่อลดการทำลายข้อต่อ และในบางกรณีอาจใช้ยา Hydroxychloroquine ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย เพราะมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการอักเสบในผู้ป่วยรูมาตอยด์ได้
ข้อจำกัดของยาและความเสี่ยงในหญิงตั้งครรภ์
ยาบางชนิดที่ใช้รักษารูมาตอยด์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์
การเสริมสารอาหารที่ช่วยลดอักเสบและฟื้นฟูข้อต่อ
การดูแลรูมาตอยด์ไม่ควรพึ่งพายาเพียงอย่างเดียว ควรเสริมด้วยสารอาหารที่มีผลต่อ การปรับสมดุลภูมิคุ้มกันและการฟื้นฟูข้อต่อ ได้แก่
• Black Elderberry (แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่) – มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
• Cordyceps (ถั่งเช่า) – มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน
• Ginger Extract (สารสกัดจากขิง) – มีฤทธิ์ยับยั้ง TNF-α และ IL-6 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบในรูมาตอยด์
ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลรูมาตอยด์ในระดับเซลล์
✅ Muniplus (มูนิพลัส) – ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบระดับเซลล์
✅ U-Profex (ยูโปรเฟกซ์) – ช่วยซ่อมแซมข้อต่อและกระดูกอ่อนที่ถูกทำลาย
✅ Uni-Oil (ยูนิออย) – ลดการอักเสบของเส้นประสาทและฟื้นฟูเนื้อเยื่อข้อต่อ
สรุป
รูมาตอยด์เป็นโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนเริ่มการรักษา การใช้ยาลดอักเสบอาจช่วยบรรเทาอาการ แต่การปรับสมดุลภูมิคุ้มกันและการฟื้นฟูข้อต่อเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
ก่อนอื่นเราต้องถามคุณว่าคุณไปหาหมอมาเรียบร้อยแล้วหรือยัง
ไม่ว่าเชื้อต่างๆใดที่ได้กล่าวมา แบคทีเรียหรือเชื้อปรสิตต่างๆที่มาจากเห็บหมัด
แล้วยังมีอีกหลายสาเหตุเลยที่จะทำให้คุณเกิดอาการเจ็บป่วยตามข้อต่างได้
ถ้าเรารู้ สาเหตุแน่ชัดแล้วว่าเราเป็น รูมาตอยด์ ถ้าไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาในกลุ่มของการลดการอักเสบ แต่การใช้ยาลดการอักเสบไม่ใช่ยาในกลุ่มของการดูแลรูมาตอยด์โดยตรง
คุณหมออาจจะจ่ายยาที่ใช้กับคนไข้มาลาเรีย มันสามารถที่จะลดอาการได้เหมือนกัน
เพียงแต่ว่า มันก็จะมีข้อจำกัด
คุณลองนึกภาพว่าถ้ารูมาตอยด์มันไปเกิดในคนท้อง แล้วยาหลายต่อหลายชนิด มันทำร้ายตัวอ่อนทำร้ายตัวเด็กในครรภ์ได้เลย
เพราะฉะนั้นวันนี้ การเป็นรูมาตอยด์ อันดับแรก ให้คุณไปตรวจดูละเอียดก่อนเลย
แล้วก็ควรจะอยู่ในช่วงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ไปตรวจเรียบร้อยแล้ว ได้ยามาแล้ว แล้วคุณดูแลเสริมด้วยสารอาหารที่มีพลานุภาพของเราไม่ว่าจะเป็น
✅ Muniplus (มูนิพลัส) – ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบระดับเซลล์
✅ U-Profex (ยูโปรเฟกซ์) – ช่วยซ่อมแซมข้อต่อและกระดูกอ่อนที่ถูกทำลาย
✅ Uni-Oil (ยูนิออย) – ลดการอักเสบของเส้นประสาทและฟื้นฟูเนื้อเยื่อข้อต่อ
เพิ่มเข้าไปเชื่อว่า คุณจะมีชีวิตใหม่ได้เลย
Uni-Oil + U-Profex + Muniplus
U -PROFEX
ทีนี้ถามว่าในส่วนของรูมาตอยด์จริงๆก็คือ ในส่วนของการที่เราต้องใช้ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) ไปช่วย 3 ด้านสำคัญ
เสริมความแข็งแรง…ให้กระดูกและข้อต่อ
ด้วยการบำรุงทั้ง 3 ด้าน
1. ช่วยเสริมสร้างกระดูกและไขข้อ
ㆍ Green Shell Mussel Powder (ผงหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์)
ㆍ Salmon Nasal Cartilage Extract (สารสกัดจากกระดุกอ่อนจมูกปลาแซลมอมอน)
ㆍ Collagen Type II (คอลลาเจนไทป์ทู)
ㆍ Belliric Myrobararan Extract (สารสกัดจากสมอพิเภก)
2.ช่วยลดอาการปวดและลดการอักเสบ
ㆍ Shark Cartilage Powder (ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม)
ㆍ Turmeric Extract (สารสกัดจากขมิ้นชัน)
3. ช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม
ㆍ Vitamin D3 (วิตามิน D3)
1. สารอาหารเสริมสร้างกระดูกและไขข้อ
บำรุงด้านที่ 1
จะช่วยในเรื่องของเสริมสร้างกระดูกไขข้อที่เกิดขึ้นจากการอักเสบและถูกทำลายไป
เรื่องนี้ช่วยอยู่แล้ว รูมาตอยด์ก็มีอาการเป็นอย่างนี้เหมือนกัน
ลดอาการเจ็บปวด ลดกระบวนการอักเสบได้ด้วยผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม สารสกัดจากขมิ้นชัน ซึ่งก็จะทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นตรงนี้นอกจากช่วยในเรื่องกระดูกทับเส้นประสาทระบบต่างๆแล้ว ยังช่วยในเรื่องของรูมาตอยด์ด้วยนั่นเอง
1. สารอาหารเสริมสร้างกระดูกและไขข้อ
ช่วยเสริมสร้างกระดูกและไขข้อ
* Green Shell Mussel Powder (ผงหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์)
* Salmon Nasal Cartilage Extract (สารสกัดจากกระดุกอ่อนจมูกปลาแซลมอมอน)
* Collagen Type II (คอลลาเจนไทป์ทู)
* Belliric Myrobaran Extract (สารสกัดจากสมอพิเภก)
1.1 สารสกัดจากกระดูกอ่อนจมูกปลาแซลมอน (Salmon Nasal Cartilage Extrac)
ขยาย
1.1 สารสกัดจากกระดูกอ่อนจมูกปลาแซลมอน (Salmon Nasal Cartilage Extrac)
1.1 สารสกัดจากกระดูกอ่อนจมูกปลาแซลมอน (Salmon Nasal Cartilage Extrac)
Salmon Nasal Cartilage Extrac
(สารสกัดจากกระดูกอ่อนจมูกปลาแซลมอน)
แซลมอน นาซอล คาร์ทิเลท เอ็กแทรค
เพราะ…. ในสันจมูกอ่อนของปลาแซลมอนมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก นั่นก็คือ
“โปรติโอไกลแคน” (Proteoglycan) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกันกับองค์ประกอบกายในกระดูกอ่อนของร่างการมนุษย์
เป็นไกลโคโปรตีน ที่มีรูปร่างคล้ายตาข่ายร่างแห มีหน้าที่จำเพาะในด้านการเสริมสร้างความยึดหยุ่นและลดแรงกระแทกของกระตูก
นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่น จึงได้นำสันจมูกอ่อนปลาแซลมอนมาทำการสกัด เพื่อให้ไห้ได้โปรตีโอไกลแคนออกมา
โดยการจะสกัดโปรตีโอไกลแคน
จะต้องใช้ปลาแชลมอน จำนวนมากถึง
1,600 ตัว
เพื่อให้ได้สารสกัด 1 กิโลกรัม
กลไกการทำงานของสารสำคัญในสารสกัดกระดูกอ่อนจมูกปลาแซลมอน
กลไกการทำงานของสารสำคัญในสารสกัดกระดูกอ่อนจมูกปลาแซลมอน
1.2 ผงหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ Green Shell Mussel Powder) กรีนเชลมัซเซล
ขยาย
หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เปลือกเขียว (Green-lipped mussel) มีสารสำคัญหลากหลายชนิดที่ให้ประโยชน์ทางสุขภาพ ดังนี้:
1. กลุ่มโปรตีนและกรดอะมิโน
• เป็นส่วนประกอบสำคัญของเอนไซม์และฮอร์โมนในร่างกาย
2. กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids)
3. ไกลโคซามิโนไกลแคน (Glycosaminoglycans)
4. แร่ธาตุและวิตามิน
5. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
6. สารไบโอแอคทีฟอื่นๆ (Bioactive Compounds)
สรรพคุณเด่นของหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์
หากต้องการใช้สารสกัดจากหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เพื่อสุขภาพ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย และปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัวหรือแพ้อาหารทะเล.
Green Shell Mussel Powder
(ผงหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์)
กรีนเชลมัซเซลพาวเดอร์
- สนับสนุนการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและข้อต่อ
- กระตุ้นการสร้างน้ำไขข้อ เร่งการซ่อมแซมเส้นเอ็น
- ลดอาการปวดโดยไม่เกิดผลข้างเคียง
- เพิ่มอัตราการเคลื่อนไหวของข้อ และลดอาการปวดข้อ
GlycOmega PLUS
หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์
ทำให้อาการปวดข้อ ข้อเข่าเสื่อม
และการเคลื่อนไหวดีขึ้น
อย่างมาก
ขยาย
Glyc Omega Plus
ส่วนประกอบสำคัญของ Glyc Omega Plus
คุณสมบัติเด่นของ Glyc Omega Plus
กลไกการทำงาน
ประโยชน์ของ Glyc Omega Plus
เหมาะสำหรับใคร?
สรุป:
Lyprinol
องค์ประกอบหลักของ Lyprinol
สรรพคุณของ Lyprinol
เปรียบเทียบ Lyprinol กับน้ำมันปลา
ข้อควรระวัง
สรุป:
Lyprinol เป็นสารสกัดจากหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เปลือกเขียวที่มีประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบและบำรุงสุขภาพข้อต่ออย่างปลอดภัย โดยเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หรือปัญหาการอักเสบในระบบต่างๆ ของร่างกาย.
1.3 คอลลาเจนไทป์ 2 (kollaGen II)
kollaGen II-xs
คอลลาเจนไทป์ 2
มีความสำคัญต่อสุขภาพและการทำงทำงานของข้อต่อ
จากงานศึกษาวิจัยพบว่า คอลลาเจนชนิดนี้สามารถดูดซึมผ่านลำไส้ และไปสะสมที่กระดูกอ่อน กลไกการทำงานของ Collagen type II ซึ่งเป็นคอลลาเจนบำรุงกระดูก มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับ ข้อต่อและข้อต่อเสื่อมมีอาการดีขึ้น
ขยาย
![]()
![]()
![]()
KollaGen II-xs เป็นยังไงล่ะ
kollaGen II-xs
คอลลาเจนไทป์ 2
มีความสำคัญต่อสุขภาพและการทำงานของข้อต่อ
ความปวดทั่วไป ลดลง 87.9%
ช่วงของการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ
ความเจ็บปวด ลดลง 76.1%
ความยืดหยุ่น เพิ่มขึ้น 62.4%
1.4 สารสกัดจากสมอพิเภก (Belliric Myrobaran Extract) บิลลิริก ไมโรบาราน เอ็กแทรค
Belliric Myrobaran Extract
(สารสกัดจากสมอพิเภก)
บิลลิริก ไมโรบาราน เอ็กแทรค
สารสำคัญที่พบมากในสมอพิเภก ประกอบด้วยสารกลุ่มโพลีฟีนอลและแทนนิน
พบสารกลุ่มฟีนอลิกที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ gallic acid, tannic acid,
syringic acid และ epicatechin รวมทั้งมี ascorbic acid หรือ
วิตามินซี อีกด้วย
การศึกษาฤทธิ์ทางเกสัชวิทยาพบว่า การกลุ่มโพลีฟีนอลและวิตามินซี
มีฤทธิ์ในการด้านอนุมูลอิสระและด้านการอักเสบ
การศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันโรคข้ออักเสบของสมอพิเภค
พบว่าการใช้สารสกัดจากสมอพิเภก ช่วยบำรุงกระดูก และกระดูกอ่อนในระหว่างการรักษาโรคไขข้ออักเสบ
ขยาย
ผลของสมอพิเภกที่มีต่อข้อกระดูกอ่อน (Cartilage Protection and Regeneration)
ผลของสมอพิเภกที่มีต่อข้อกระดูกอ่อน (Cartilage Protection and Regeneration)
1. กลไกการปกป้องกระดูกอ่อนข้อต่อ
2. การกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์กระดูกอ่อน
สมอพิเภก (Terminalia bellirica) ส่งผลต่อ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis, RA) อย่างไรล่ะ
สมอพิเภก (Terminalia bellirica) ส่งผลต่อ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis, RA) อย่างไรล่ะ
สมอพิเภกกับโรคเก๊าท์ (Gout) จะเป็นยังไง
สมอพิเภกกับโรคเก๊าท์ (Gout) จะเป็นยังไง
ขยาย
สมอพิเภก (Terminalia bellirica) สมุนไพรสำคัญในตำรับยาแผนโบราณ
สมอพิเภก (Terminalia bellirica) สมุนไพรสำคัญในตำรับยาแผนโบราณ
สารสำคัญในสมอพิเภก
ข้อควรระวังในการใช้
สรุป
พิวรีน (Purine) เกี่ยวกับโรคเก๊าท์ยังไง
พิวรีน (Purine) เกี่ยวกับโรคเก๊าท์ยังไง
โรคเก๊าต์ โรครูมาตอยด์
มีตัวช่วยเหมือนกันเลย กับในเรื่องของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น หรือ คนมีปัญหาน้ำข้อเข่าไม่พอ คอลลาเจนในข้อเข่าไม่พอ เยื่ออ่อนของผิวกระดูกถูกทำลาย ด้วยกระบวนการอักเสบใดๆต่างๆ แล้วมันก็จะเกิดการกระทบกันของระบบประสาท อันนั้น ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) เข้าไปทำงานเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะ สมอภิเภก กระดูกอ่อนปลาฉลาม จมูกปลาแซลมอน คอลลาเจนไทป์ 2 ขมิ้นชัน ช่วยได้หมดเลย
2. ป้องกันการสลายตัวของกระดูกอ่อน ช่วยลดอาการปวด-ต้านการอักเสบ
บำรุงด้านที่ 2
ช่วยลดอาการปวดและลดการอักเสบ
* Shark Cartilage Powder (ผงกระดูกอ่อนปลาดลาม)
* Turmeric Extract (สารสกัดจากขมิ้นชัน)
2.1 ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม (Shark Cartilage Powder) ป้องกับการสลายตัวของกระดูกอ่อนข้อต่อ
Shark Cartilage Powder
(ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม)
กระดูกอ่อนปลาฉลาม ประกอบไปด้วย โปรตีน คอลลาเจน และสารในกลุ่ม ไกลโคสอะมิโนไกลแคน Glycosaminoglycans) ซึ่งมีผลในการบรรเทาหรือรักษาระบบข้อต่อ และยังช่วยชะลออาการข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ
อีกทั้งยังมีสารบางชนิดที่มีฤทธิ์ในการด้านการอักเสบ ช่วยป้องกันการ
สลายตัวของกระดูกอ่อน โดยทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ Chondroitinase ที่เข้ามาทำลายคอลลาเจนและโปรตีโอไกลแคน บริเวณกระดูดอ่อน
จึงมีผลทำให้กระดูกอ่อนที่ข้อต่อแข็งยืดหยุ่นสูง
ทนต่อแรงกระแทกได้ดีช่วย
ป้องกันความเสียหายที่เกิดกับข้อต่อและกระดูก และยังอุดมไปด้วย
แร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นต่อกระดูกและฟัน
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม (Shark Cartilage Powder) ป้องกันการสลายตัวของกระดูกอ่อนข้อต่อ
ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม (Shark Cartilage Powder) ป้องกันการสลายตัวของกระดูกอ่อนข้อต่อ
ผงกระดูกอ่อนปลาฉลามเป็นแหล่งของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกระดูกอ่อนและข้อต่อ ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ ดังนี้:
ส่วนประกอบสำคัญ
กลไกการทำงานสำคัญ
ประโยชน์เด่นของผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
2.2 สารสกัดจากขมิ้นชัน (Turmeric Extract) แก้ปวด ลดอักการเสบ โดยไม่เกิดผลข้างเคียง
Turmeric Extract
(สารสกัดจากขมิ้นชัน)
เทอมาริก เอ็กแทรค
สารสกัดขมิ้นชัน มีสารเคอร์คูมินอยด์ที่มีฤทธิ์ด้านการอักสบได้หมือนกับยาต้านการอักเสบ ไดโคลฟีแนค ของยาแผนปัจจุบัน ขมิ้นชันยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ
ก่อให้เกิดผลดีในการลดการอักเสบ ชะลอการเสื่อมของข้อเข่า โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบหลายชนิด มีความปลอดภัยสูง
อีกทั้งยังพบอาการข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบัน
ขมิ้นชันมีประสิทธิผลใกล้เคียงกับการใช้ยาแก้ปวด
และยาต้านการอักเสบในยาแผนปัจจุบัน
3. เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก
บำรุงด้านที่ 3
ช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม
ㆍ Vitamin D3 (วิตามิน D3)
วิตามิน D3 (Vitamin D3)
Vitamin D3
(วิตามิน D3)
วิตามินดี มีผลต่อกระดูกทางอ้อม
โดยช่วย เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม
ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย คือช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหาร และรักษาระดับแร่ธาตุดังกล่าวในเลือดให้เป็นปกติ ยับยั้งการหลั่งฮอร์ไมนพาราไพรอยด์อันเป็นสาเหตุให้เกิดกระบวนการสลายของกระดูก
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid Hormone หรือ PTH)
Uni-Oil
- เก๊า (Gout)
- รูมาตอยด์ (RA)
- หมอนรองกระดูกทับเส้น
มีอาการกระดูกทับเส้นประสาท เส้นประสาทอักเสบ ควรทาน ยูนิออย (Uni-Oil) ควบคู่ด้วย
สารสำคัญใน ยูนิออย ที่ช่วยดูแลในเรื่องข้อและกระดูก
Black
sesame oil
น้ำมันงาดำ
นำมันงาดำ – ประกอบด้วยสาร Sesamin, vitamin B complex
ช่วยลดการอักเสบจากโรคข้อเข่า
Evening primrose oil
(อีฟนิ่ง พริมโรส ออย)
น้ำมันอีฟนิง พริมโรส ออย – ประกอบด้วย Gamma-linolenic acid
หรือ Omega-6 บรรเทาอาการปวดข้อ
🔎 Uni-Oil กับโรคเก๊า (Gout) - การปรับสมดุลกรดยูริก
🔎 Uni-Oil กับโรคเก๊า (Gout)
เก๊า เกิดจากการสะสมของ กรดยูริก (Uric Acid) ที่สูงเกินไป → ตกผลึกที่ข้อต่อ → อักเสบ ปวด บวม แดง
🟢 1. ปรับสมดุลกรดยูริก (Uric Acid Balance)
- สารสกัดจาก น้ำมันงา น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันงาดำ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (PUFA) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ที่ช่วย
- ลดการสร้างกรดยูริกเกินจำเป็น โดยการยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase (XO) ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างกรดยูริก
- ช่วยขับกรดยูริกออกทางไต (เพิ่มการขับยูริกในปัสสาวะ) ทำให้สมดุลของกรดยูริกในเลือดดีขึ้น
📌 ตรงนี้สำคัญ เพราะเก๊าไม่ได้เกิดแค่ “ผลิตเยอะ” แต่บางคน “ขับออกไม่ดี” → Uni-Oil ทำงานได้สองทาง
🟢 2. ลดการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Inflammation & Antioxidant)
- เก๊าเกิดการอักเสบรุนแรงเพราะ ผลึกยูเรตกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ให้ปล่อยสารก่ออักเสบ (Cytokines, ROS)
- Uni-Oil มีสารสำคัญ เช่น
- Sesamin, Sesamol (จากงา) → ยับยั้ง NF-κB pathway (ตัวการอักเสบหลัก)
- Omega-3 จากงาขี้ม่อน → เปลี่ยนการสร้างสารกระตุ้นอักเสบ (Prostaglandins, Leukotrienes) ให้ลดลง
- วิตามิน E, γ-tocopherol → ลดการทำลายเนื้อเยื่อจากอนุมูลอิสระ (ROS)
- ผลคือ
- ลดบวมแดง เจ็บที่ข้อ
- ปกป้องเซลล์ข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบ ๆ จากการถูกทำลายซ้ำ
🟢 3. เสริมการปกป้องไต (ข้อมูลเสริม)
- กรดยูริกสูงทำให้ ไตเสื่อมเร็วขึ้น (Urate nephropathy)
- สารต้านอนุมูลอิสระใน Uni-Oil ช่วย ลด oxidative stress ที่ไต → ทำให้ไตกรองและขับยูริกได้ดีขึ้น
✅ สรุปแบบเข้าใจง่าย
Uni-Oil ช่วยผู้ป่วยเก๊าโดย
- ลดการสร้างยูริก + เพิ่มการขับออก → ทำให้สมดุลยูริกดีขึ้น
- ต้านอักเสบ + ต้านอนุมูลอิสระ → ลดการอักเสบของข้อและปกป้องเซลล์
- ช่วยดูแลไต → ทำให้ร่างกายจัดการยูริกได้อย่างยั่งยืน
👉 ดังนั้น Uni-Oil ไม่ใช่แค่ “ลดอาการปวด” แบบยาแก้ปวดทั่วไป แต่เป็นการ จัดการที่ต้นเหตุ ของเก๊า คือ กรดยูริกและการอักเสบเรื้อรัง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
คุณสมบัติโดดเด่นในด้านการบรรเทาอาการปวดข้อและลดการอักเสบ
1️⃣ โรครูมาตอยด์ (RA)
- Evening Primrose Oil (GLA) → เด่นมากใน RA เพราะ GLA เป็น Omega-6 ที่ปรับสมดุลการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดข้อและข้อแข็ง
- น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน, ถั่วดาวอินคา, แฟลกซ์ → Omega-3 ช่วยยับยั้ง Cytokine อักเสบ
- ขมิ้นชัน + กระชาย + สาหร่ายสีแดง → Antioxidant / Anti-inflammatory
✅ ดังนั้น Primrose Oil เด่นใน RA จริง ๆ
2️⃣ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- การอักเสบของ เนื้อเยื่อรอบเส้นประสาท เป็นจุดสำคัญ
- สารต้านอักเสบและ antioxidant จาก ขมิ้นชัน, กระชาย, สาหร่ายสีแดง, น้ำมันมะกอก, อะโวคาโด จะเป็นตัวหลักช่วยบรรเทาอาการ
✅ สรุปความเข้าใจ
- RA → Primrose Oil เป็นสารเด่น
- Herniated Disc → ขมิ้นชัน, กระชาย, สาหร่ายสีแดง, อะโวคาโด, มะกอก เด่นกว่า
สารอื่น ๆ เช่น งาขี้ม้อน, แฟลกซ์, ถั่วดาวอินคา มีส่วนช่วยลดอักเสบเสริม ๆ
Evening Primrose Oil (น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส) และ Black Sesame Extract (น้ำมันงาดำ / งาดำ)
- Evening Primrose Oil (น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส) → จุดเด่นเรื่อง ปรับสมดุลการอักเสบ ลดอาการข้อแข็ง ปวดข้อ → จะเด่นใน รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) และ เก๊า (Gout/uric acid)
- Black Sesame Extract (น้ำมันงาดำ / งาดำ) → เป็น antioxidant + anti-inflammatory ช่วยลดอักเสบ ปกป้องเนื้อเยื่อและข้อเสริม → ใช้ได้ทั้ง หมอนรองกระดูกทับเส้น และ โรคข้ออักเสบอื่น ๆ
💡 สรุปง่าย ๆ:
- Primrose → ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบข้อเรื้อรัง (เด่น RA, Gout)
- งาดำ → ลดอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องข้อและเนื้อเยื่อ (เด่น Disc Herniation, ข้อเสื่อม, RA, Gout)
ตารางเปรียบเทียบสารสกัดเด่นกับโรคข้อ
โรค / ภาวะ | สารสกัดเด่น | กลไกหลักที่ช่วย | หมายเหตุ |
รูมาตอยด์ (RA) | – Evening Primrose Oil (GLA) → ลดอักเสบเรื้อรังของข้อ – น้ำมันงาดำ (Sesame Oil) → ต้านอนุมูลอิสระ + ปกป้องกระดูกอ่อน – น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน, ถั่วดาวอินคา, แฟลกซ์ (Omega-3) → ลด cytokine อักเสบ – ขมิ้นชัน, กระชาย, สาหร่ายสีแดง | 🔹 ลดอักเสบจาก Cytokine (TNF-α, IL-1, IL-6) 🔹 GLA ช่วยลดข้อแข็งและปวด 🔹 งาดำเสริมการปกป้องกระดูกอ่อนและลด oxidative stress | Primrose Oil = จุดเด่นที่สุดใน RA เพราะตรงกับงานวิจัย งาดำ = ช่วยเสริมไม่ให้ข้อถูกทำลายเร็ว |
– น้ำมันงาดำ (Sesame Oil) → เสริมแคลเซียม-แมกนีเซียม, ลดปวด – ขมิ้นชัน, กระชาย, สาหร่ายสีแดง → ต้านการอักเสบรอบเส้นประสาท – น้ำมันมะกอก + อะโวคาโด | 🔹 ลด การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบเส้นประสาท 🔹 งาดำช่วยเสริมแร่ธาตุ (Ca, Mg, Zn) → บำรุงกระดูกและลดการเสื่อม | จุดเด่นอยู่ที่การลดบวม/กดทับเส้นประสาทมากกว่าฮอร์โมน | |
เก๊า (Gout) | – น้ำมันงาดำ (Sesame Oil) → ต้านอนุมูลอิสระ, ลดปวด – ขมิ้นชัน, กระชาย, สาหร่ายสีแดง → ลดการอักเสบเฉียบพลัน – น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน / Flax (Omega-3) | 🔹 ลดการอักเสบจาก ผลึกยูริก 🔹 Antioxidant ปกป้องเซลล์จาก oxidative stress 🔹 Omega-3 ช่วยต้าน cytokine | ไม่มียาที่ละลายผลึกได้เอง → ต้องควบคุมอาหาร + ยาลดกรดยูริก แต่สมุนไพรช่วยบรรเทาอักเสบ |
✅ สรุปสั้น ๆ
- Primrose Oil (GLA) = เด่นใน RA (รูมาตอยด์)
- งาดำ (Sesame Oil) = เสริมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ หมอนรองกระดูกทับเส้น และ เก๊า เพราะช่วยบำรุงกระดูก + ลดอักเสบ + antioxidant
- ขมิ้นชัน, กระชาย, สาหร่ายสีแดง = ตัวกลางที่ช่วยได้ครบทั้ง 3 ภาวะ
สารสำคัญใน ยูนิออย ที่ช่วยดูแลในเรื่องข้อและกระดูก
ขยาย
![]()
![]()
![]()
วิชาการจริง ๆ เกี่ยวกับ Primrose Oil และ Sesame Oil (งาดำ)
- Primrose Oil (GLA)
- กลไกหลัก: GLA → เปลี่ยนเป็น DGLA → ต้านการอักเสบ (ลด Prostaglandin E2)
- งานวิจัยเด่น:
- ใช้ใน โรครูมาตอยด์ (RA) → ลดปวดข้อ, ลด morning stiffness
- บางงานทดลองใช้กับ เก๊า (Gout) → ช่วยบรรเทาอักเสบ แต่ ไม่ใช่ตัวหลัก เพราะเก๊าเกี่ยวข้องกับกรดยูริกเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ cytokine
- ใช้ใน โรครูมาตอยด์ (RA) → ลดปวดข้อ, ลด morning stiffness
- สรุป: ตัวหลักใน RA → “Primrose Oil เด่นใน RA”
- กลไกหลัก: GLA → เปลี่ยนเป็น DGLA → ต้านการอักเสบ (ลด Prostaglandin E2)
- งาดำ (Sesame Seed Oil)
- กลไกหลัก: มี sesamin, sesamol → Antioxidant / Anti-inflammatory / กระดูก-ข้อ
- งานวิจัยเด่น:
- ลดปวดและอักเสบในผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อม (OA)
- มีข้อมูลว่า ต้าน oxidative stress + ป้องกันกระดูกพรุน
- งานใหม่บางส่วนชี้ว่าอาจช่วยเรื่อง เมตาบอลิซึมกรดยูริก → เชื่อมโยงกับ โรคเก๊า ได้
- ลดปวดและอักเสบในผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อม (OA)
- สรุป: ตัวเสริมที่ดีมากใน เก๊าและ OA
- กลไกหลัก: มี sesamin, sesamol → Antioxidant / Anti-inflammatory / กระดูก-ข้อ
ข้อสรุปเชิงการใช้งานร่วมกับ U-Profex
- RA: เน้น Primrose (Uni-Oil) + U-Profex (ฟื้นฟูกระดูกอ่อน) + พิจารณา Muniplus หากต้องการปรับภูมิคุ้มกันโดยตรง
- Gout: เน้น Black Sesame (Uni-Oil) + U-Profex (ช่วยข้อ) และควบคู่กับการควบคุมกรดยูริกตามแพทย์ (ยา ULT)
- Herniated Disc: เน้น ขมิ้นชัน/กระชาย/astaxanthin + งาดำ + U-Profex เพื่อครอบคลุมทั้งการลดอักเสบและบำรุงโครงสร้าง
ข้อควรระวัง (แสดงชัดเจนในหน้าโปรดักต์)
- ข้อมูลนี้เป็นคำแนะนำเชิงโภชนเภสัช ไม่ทดแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาของแพทย์
- ผู้ที่ใช้ Warfarin หรือยาละลายลิ่มเลือด ควร ปรึกษาแพทย์ก่อน (บางน้ำมัน/สมุนไพรอาจมีปฏิกิริยากับยาหรือเพิ่ม/ลดฤทธิ์ยา)
- หากมีประวัติ แพ้ถั่ว/เมล็ดพืช/งา/อาหารทะเล ให้พิจารณาก่อนใช้
- สำหรับอาการเฉียบพลันรุนแรง (เช่น การกำเริบของเก๊าอย่างรุนแรง หรือมีปัญหาการขับถ่าย/อั้นปัสสาวะไม่อยู่) ควรรีบพบแพทย์ทันที
ตารางเปรียบเทียบสารสกัดเด่นใน Uni-Oil
(สำหรับการดูแล รูมาตอยด์ / หมอนรองทับเส้น / เก๊า)
โรค / ภาวะ | สารสกัดเด่นที่เหมาะสม | กลไกหลัก |
รูมาตอยด์ (RA) | น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (GLA) + น้ำมันงาดำ (Sesamin) | ลดอักเสบจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ, ลดปวดข้อ, ปรับสมดุลการสร้าง Prostaglandin |
น้ำมันงาดำ (Sesamin + แคลเซียมธรรมชาติ) | ต้านการอักเสบ, ลดการกดทับเส้นประสาท, เสริมความแข็งแรงกระดูกและข้อต่อ | |
เก๊า (Gout) | น้ำมันงาดำ + น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส | ลดการอักเสบเฉียบพลัน, ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ, ช่วยฟื้นฟูข้อต่อจากการทำลายของกรดยูริก |
✅ คำอธิบาย
- รูมาตอยด์ (RA): จุดเด่นคือ อีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งมีกรดไขมัน GLA ที่ช่วยลดการสร้างสารก่ออักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) ร่วมกับ งาดำ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดปวด
- หมอนรองกระดูกทับเส้น: งาดำ เหมาะที่สุด เพราะมี Sesamin ที่ช่วยลดการอักเสบและเสริมสร้างกระดูก ขณะที่แคลเซียมในงาดำช่วยลดการเสื่อมของโครงสร้างกระดูก
- เก๊า: ต้องใช้ “คู่หู” คือ งาดำ + พริมโรส เพราะงาดำช่วยฟื้นฟูข้อและลดอักเสบ ส่วนพริมโรสช่วยควบคุมการอักเสบจากกรดยูริกในระยะยาว
วิธีการรับประทาน Uni-Oil ก็คือหลังอาหารเช้า 1 เม็ด
หลังอาหารเย็น 1 เม็ด
วิธีรับประทานยูนิออยล์ที่ดี เห็นผลที่สุด
เนื่องจากว่าหนึ่งเม็ด 1200 มิลลิกรัม
คุณต้องทาน 2 เม็ดในหนึ่งวัน เพราะร่างกายควรจะได้รับมากกว่า 2000 มิลลิกรัม 2 เม็ดก็คือ 2400 มิลลิกรัม หักลบกลบกันแล้ว เมื่อเวลาดูดซึมไม่ได้เกิดความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 90% ก็จะเหลือ 2000 มิลลิกรัมพอดี
เช้า 1 เม็ดเย็น 1 เม็ดถึงจะดี ที่สุด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ยูนิออย (Uni-Oil) ได้ที่:
การบำบัดฟื้นฟู ข้อต่อกระดูก (Joint Recovery treatment) Uni-Oil
สำหรับคนที่เป็นโรค
รูมาตอยด์
อยากจะให้ไปโฟกัสที่ มูนิพลัส (Muniplus)
นั่นหมายความว่านี้ ถ้าคุณรับอยู่โปรเฟกซ์และยูนิออยไปแล้ว รับมูนิพลัสเพิ่มเข้าไป ด้วยนั่นเอง
ทีนี้ถามว่ามูนิพลัส ช่วยอะไร
รูมาตอยด์ เกิดจากการที่ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติแล้วเริ่มมาทำลายเซลล์แล้วก็เนื้อเยื่อในร่างกายเราเอง ฉะนั้น จะต้องกระตุ้นให้ร่างกายเราเกิดการสมดุลย์ตัวเองให้ได้
Muniplus
Muniplus (มูนิพลัส) จะทำหน้าที่ดูแลภูมิคุ้มกันองค์รวม คือผลิตภัณฑ์เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเราสร้าง immune system ก็คือ ภูมิคุ้มกันแบบองค์รวมขึ้นมา และปรับระบบภูมิคุ้นกัน ให้เกิดความสมดุล
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Muniplus – กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สมดุล
Muniplus – กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สมดุล
Muniplus – กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลจากภายใน
ภูมิคุ้มกันของคุณ—แข็งแรงพอหรือยัง?
Muniplus (มูนิพลัส) ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป แต่มันคือ ตัวช่วยที่กระตุ้นให้ร่างกายคุณสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง อย่างสมดุล ไม่มากเกินไปจนอาจเป็นภัย และไม่น้อยเกินไปจนเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย
ทำไมภูมิคุ้มกันต้อง “สมดุล”?
เพราะภูมิคุ้มกันที่อ่อนแออาจทำให้คุณเจ็บป่วยง่าย ในขณะที่ ภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ร่างกายโจมตีตัวเอง เหมือนในกรณีของโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune diseases) เช่น รูมาตอยด์ ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ
3 พลังจากธรรมชาติ ที่ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน
✅ แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่ – กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมต้านไวรัสและเชื้อโรคต่างๆ
✅ ถั่งเช่า – สมุนไพรทรงพลังที่ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดอักเสบในระดับเซลล์
✅ สารสกัดจากขิง – ตัวช่วยสำคัญที่ลดการอักเสบ และปรับภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างเป็นระบบ
ทำไมต้องทานร่วมกับ U-Profex และ Uni-Oil?
• Muniplus ดูแลภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลจากภายใน
• U-Profex ช่วยซ่อมแซมข้อต่อและกระดูกอ่อนที่เสียหาย
• Uni-Oil ลดอาการอักเสบ ฟื้นฟูระบบประสาทและเนื้อเยื่อข้อต่อ
ดูแลครบทุกมิติ = สุขภาพที่แข็งแรงขึ้น
เพราะรูมาตอยด์และโรคข้ออักเสบต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ข้อต่อ” แต่มันเกี่ยวข้องกับทั้งระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบ และความสามารถของร่างกายในการฟื้นฟูตัวเอง เริ่มต้นดูแลตัวเองวันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม!
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
Muniplus – นวัตกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน
Muniplus – นวัตกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน
Muniplus – นวัตกรรมเสริมภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม
ความสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในโรครูมาตอยด์และข้ออักเสบ
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis; RA) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวโจมตีเนื้อเยื่อข้อต่อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และทำลายกระดูกอ่อน รวมถึงเนื้อเยื่อรอบข้อต่อ
Muniplus ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วย ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ
ส่วนประกอบสำคัญของ Muniplus และกลไกการทำงาน
1. Black Elderberry (แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่)
• อุดมไปด้วย Flavonoids และ Anthocyanins ซึ่งมีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระสูง
• กระตุ้นการทำงานของ Interferon ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน
• มีงานวิจัยชี้ว่า ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดี
2. Cordyceps (ถั่งเช่า)
• มีสาร Cordycepin ที่ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และ ยับยั้งการอักเสบระดับเซลล์
• ช่วยลดการหลั่ง Cytokines ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เช่น TNF-α และ IL-6
• มีการศึกษาพบว่า สามารถช่วยลดอาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้
3. Ginger Extract (สารสกัดจากขิง)
• มีสารสำคัญเช่น Gingerol และ Shogaol ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
• ยับยั้งเอนไซม์ COX-2 และ 5-LOX ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบในข้อ
• มีการศึกษาวิจัยว่า ขิงสามารถลดอาการปวดและข้อบวมในผู้ป่วยรูมาตอยด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
Muniplus ในการดูแลรูมาตอยด์ – ต้องใช้ร่วมกับอะไรบ้าง?
การดูแลรูมาตอยด์อย่างมีประสิทธิภาพต้องเป็น การดูแลแบบองค์รวม ซึ่งรวมถึงการควบคุมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และฟื้นฟูข้อต่อที่เสียหาย
ผลิตภัณฑ์ที่ควรใช้ร่วมกัน
✅ Muniplus – ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบเรื้อรัง
✅ U-Profex – เสริมสร้างและซ่อมแซมข้อต่อและกระดูกอ่อน
✅ Uni-Oil – ลดอาการปวดอักเสบ ฟื้นฟูเนื้อเยื่อข้อต่อ
สรุป
Muniplus ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป แต่เป็น นวัตกรรมที่ช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากใช้อย่างต่อเนื่องร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างข้อต่อและลดการอักเสบ จะช่วยให้ผู้ป่วยรูมาตอยด์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดอาการปวด และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น
ใน มูนิพลัส มีสารสำคัญจาากสารสกัดอยู่หลากหลายตัวเลย นอกจาก
-แบล็คเอลเดอร์เบอรี่
-ถั่งเช่า
และอีกตัวนึงที่ใส่เอาไว้ในปริมาณที่เข้มข้น นั่นก็คือ
-สารสกัดจากขิง
มันก็จะเข้าไปกระตุ้นร่างกาย เกิดภูมิแล้วเกิดการสร้างสมดุลย์ของภูมินั้น ไม่ให้มากเกินไป ไม่ให้น้อยเกินไป แล้วเข้าไปเยียวยาในบริเวณที่เกิดการอักเสบต่างๆ มันก็จะทุเลาเบาบางในเรื่องของรูมาตอยด์ได้ อันนี้ในส่วนของมูนิพลัส
ที่ต้องทำงานในส่วนนี้
แต่ในส่วนของการที่จะเข้าไปซ่อมแซมในส่วนของส่วนที่สึกหรอ ก็คือยูโปรเฟกซ์นั่นเอง คุณก็ต้องทานควบคู่กันเข้าไปด้วย รวมถึงทานยูนิออยเพื่อลดการอักเสบ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ควบคู่กับการควบคุมกระบวนการในเรื่องของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ด้วยมูนิพลัสนั่นเอง
ส่วนประกอบสำคัญใน Muniplus เพื่อเเก้ปัญหา ระบบภูมิคุ้มกัน กับ โรครูมาตอยด์
แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)
Black Elderberry
ทีนี้เรามาดูประโยชน์
แบล็คเอลเดอร์เบอรี่ (Elderberry)
ซึ่งเราใส่ลงไปในปริมาณที่เข้มข้นมาก
จนอยู่ในมาตรฐาน ที่จะได้รับเครื่องหมายการค้าที่ เป็นสิทธิบัตรที่ชื่อว่า (Elder Mune™)
ซึ่งเบอร์รี่ชิลด์จากประเทศเดนมาร์คตัวนี้ ระบุเอาไว้ว่ามีสารสำคัญที่มาจาก Black Elderberry ในปริมาณที่สูง
จุดขายที่ทำให้ Elder Mune™ ไม่ธรรมดา
- มาตรฐานการสกัดสูง (Standardized Extract) – ควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์ (bioactive compounds) ให้คงที่ทุกลอต
- ความเข้มข้นสูง – 65:1 เข้มกว่าสารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ทั่วไปหลายเท่า
- งานวิจัยหนุน – ผ่านการทดสอบเชิงคลินิกหลายฉบับ ไม่ใช่แค่ความเชื่อพื้นบ้าน
Elderberry เค้าจะมีคุณสมบัติในทางยา ในวงการแพทย์จะรู้ดีเลยใช้สารสกัดจากเอลเดอร์เบอรี่นี้ ในการเป็นยาต้าน แล้วก็ยับยั้งเชื้อไวรัส แต่ในอีกมุมหนึ่ง ในการที่จะช่วยในเรื่องของการไม่ให้เกิดการพัฒนาของเซลล์บริเวณต่างๆ ไปเป็นเซลล์ที่ไม่ดี แบล็คเอลเดอร์เบอรี่ ก็จะเข้าไปควบคุมการทำงานของเซลล์บริเวณนั้นให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติด้วย
นี่คือข้อสำคัญของแบล็คเอลเดอร์เบอรี่ แต่ว่ามันต้องอยู่ในปริมาณที่สูงพอ ผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่อยู่ตามท้องตลาดก็อาจมีสารสกัดจากแบล็คเอลเดอร์เบอรี่ได้ เพียงแต่ว่าเค้าใส่สารสำคัญที่อยู่ในแบล็คเอลเดอร์เบอรี่เพียงพอหรือเปล่า ที่จะทำให้มีความสามารถที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนนั่นเอง
ทีนี้ ทำไมถึงต้องใช้แบล็คเอลเดอร์เบอรี่
ว่ากันในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน เพราะว่าตัวเค้าเองนั้นมีคุณสมบัติในการเข้าไปกระตุ้นอวัยวะ ออร์แกนภายในหลายต่อหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น ไขกระดูก ไม่ว่าจะเป็นต่อมน้ำเหลือง หลายต่อหลายจุดทั่วร่างกาย เฃ่นต่อมไทมัส (thymus gland) บริเวณทรวงอก เพื่อให้เกิดการกระตุ้น นี้คือคุณสมบัติของแบล็คเอลเดอร์เบอรี่
ต่อมไทมัส (thymus gland) เป็นต่อมไร้ท่อชนิดหนึ่ง อยู่ในระบบน้ำเหลือง อยู่บริเวณหลังกระดูกหน้าอก (sternum) โดยจัดเป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่พบได้เพียงช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น (primary lymphoid organ) ภายหลังจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อไขมัน (fat tissue) ต่างๆจนไม่สามารถมองเห็น
จากรายงานของ The ABC Play Clinical Guide to Elder Berry พบว่า เอลเดอร์ เบอร์รี่ช่วยในการรักษาอาการไอ มีไข้ หนาวสั่น คัดจมูก มีน้ำมูก อาการไข้ไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยในรายงานอธิบายผล การออกฤทธิ์ของเอลเดอร์เบอร์รี่ ต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือ Influenza virus เกิดจากการที่สารสำคัญในเอเดอร์เบอร์รี่กลุ่ม Cyanidin-3-Sambubioside (แอนโทไซยานิน Anthocyanins) สามารถไปจับกับ ไกลโคโปรตีน Hemagglutinin Protein บนผิวไวรัส ส่งผลยับยั้งการเกาะติดของเชื้อไวรัสกับเซลล์ในร่างกายและทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ ระบบภูมิคุ้มกันจึงจำกัดเชื้อไวรัสได้โดยไม่ก่อให้เกิดอาการของโรคไข้หวัด
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Elderberry – เกราะป้องกันจากธรรมชาติ เพื่อภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง
Elderberry – เกราะป้องกันจากธรรมชาติ เพื่อภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง
Black Elderberry – เกราะป้องกันจากธรรมชาติ เพื่อภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง
ทำไมต้อง Black Elderberry?
ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ Black Elderberry (แบล็คเอลเดอร์เบอร์รี่) คือตัวเลือกที่ดีที่สุด ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต่อต้านเชื้อไวรัส และฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงจากภายใน
Muniplus ใช้ Black Elderberry เข้มข้นพิเศษ ที่ได้รับมาตรฐาน BERRY SHIELD® ซึ่งเป็นสิทธิบัตรจากเดนมาร์ก การันตีว่าเราใช้สารสกัดคุณภาพสูงที่ให้สารสำคัญในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างมีประสิทธิภาพ
Black Elderberry มีดีอย่างไร?
✅ ต้านไวรัสอย่างทรงพลัง – แพทย์และนักวิจัยทั่วโลกใช้สารสกัดจากเอลเดอร์เบอร์รี่เพื่อลดการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
✅ เสริมภูมิคุ้มกันจากต้นเหตุ – ช่วยกระตุ้นไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง และต่อมไทมัส ให้สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง
✅ ปกป้องเซลล์ไม่ให้เสื่อมสภาพ – ลดความเสี่ยงของเซลล์ที่อ่อนแอพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ
✅ ช่วยบรรเทาอาการหวัด ไอ มีไข้ และคัดจมูก
ทำไม Muniplus ถึงใช้ Black Elderberry?
Black Elderberry ใน Muniplus ไม่ได้มีแค่เพื่อป้องกันหวัด แต่ยังช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายต่อสู้กับการอักเสบเรื้อรัง เช่น รูมาตอยด์ หรือภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
งานวิจัยจาก The ABC Play Clinical Guide to Elderberry พบว่า สาร Cyanidin-3-Sambubioside ใน Black Elderberry สามารถจับกับโปรตีน Hemagglutinin บนผิวของไวรัสไข้หวัดใหญ่ ทำให้ไวรัสไม่สามารถเกาะติดกับเซลล์ร่างกายและหยุดการแพร่กระจาย นั่นหมายความว่า ภูมิคุ้มกันของเราสามารถจัดการไวรัสได้โดยไม่เกิดอาการป่วยหนัก
Muniplus ไม่ใช่แค่เสริมภูมิคุ้มกัน แต่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายของคุณกลับมาแข็งแรงจากภายใน!
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
Black Elderberry – สารต้านไวรัสและเสริมภูมิคุ้มกันระดับสูง
Black Elderberry – สารต้านไวรัสและเสริมภูมิคุ้มกันระดับสูง
Black Elderberry – สารต้านไวรัสและเสริมภูมิคุ้มกันระดับสูง
ภาพรวมของ Black Elderberry
Black Elderberry (Sambucus nigra L.) เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารสำคัญที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะกลุ่ม Anthocyanins และ Flavonoids ซึ่งมีคุณสมบัติต้านไวรัส ต้านการอักเสบ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
Muniplus ใช้ Black Elderberry ในปริมาณที่ผ่านมาตรฐานสิทธิบัตร BERRY SHIELD® จากเดนมาร์ก ซึ่งรับรองว่าเป็นสารสกัดที่คงคุณค่าทางชีวภาพสูง และให้ผลต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างแท้จริง
⸻
กลไกการทำงานของ Black Elderberry
1. ยับยั้งไวรัสและป้องกันการติดเชื้อ
จากรายงานของ The ABC Play Clinical Guide to Elderberry พบว่า Cyanidin-3-Sambubioside ใน Black Elderberry สามารถยับยั้งการติดเชื้อของไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ โดย
• ไปจับกับ โปรตีน Hemagglutinin บนไวรัส
• ป้องกันไม่ให้ไวรัสเกาะติดกับเซลล์ร่างกาย
• ทำให้ไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายและเพิ่มจำนวน
นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ระบุว่า Black Elderberry สามารถลดระยะเวลาของอาการไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 50%
⸻
2. กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
Black Elderberry ช่วยกระตุ้นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ได้แก่
• ไขกระดูก (Bone Marrow) – ช่วยเพิ่มการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว
• ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Nodes) – กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
• ต่อมไทมัส (Thymus Gland) – ช่วยสร้างเซลล์ T-Cells ซึ่งเป็นด่านแรกของภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค
⸻
3. ป้องกันการอักเสบ และการเกิดเซลล์ผิดปกติ
สารต้านอนุมูลอิสระใน Black Elderberry ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เซลล์อักเสบหรือกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ การบริโภคเป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงของ โรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
⸻
Black Elderberry ในการดูแลโรครูมาตอยด์ และการอักเสบเรื้อรัง
ในผู้ที่มี โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง Black Elderberry มีบทบาทสำคัญ ในการช่วยลดอาการอักเสบและเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน
การใช้ร่วมกับ Muniplus, U-Profex และ Uni-Oil สามารถช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์ ฟื้นฟูข้อต่อ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม
⸻
สรุป
Black Elderberry เป็นสารสกัดที่ได้รับการศึกษาวิจัยมากที่สุดตัวหนึ่งในด้านภูมิคุ้มกัน มีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการ
✅ ต้านไวรัส และลดโอกาสการติดเชื้อ
✅ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำงานสมดุล
✅ ลดการอักเสบ ในผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ
Muniplus เลือกใช้ Black Elderberry ที่ผ่านมาตรฐาน BERRY SHIELD® เพื่อให้คุณได้รับสารสำคัญในปริมาณที่เพียงพอต่อการเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง
ถังเช่า (Cordycep)
CORDYCEP-ถังเช่า
นอกจากคุณสมบัติของแบล็คเอลเดอร์เบอรี่ ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดดีๆออกมาแล้ว ยิ่งตัวแบล็คเอลเดอร์เบอรี่ไปผนึกกำลังกับ Cordycep Extract (คอดีเซ็บ เอ็กเเซร็กท์) หรือว่าถั่งเช่า จะเกิดประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
สรรพคุณ จากสารสำคัญในถังเช่า
ถั่งเช่า (Cordyceps) เป็นสมุนไพรที่มีการใช้งานในแพทย์แผนจีนมายาวนาน สารสกัดสำคัญที่พบในถั่งเช่า มีดังนี้:
1. คอร์ไดเซปิน (Cordycepin) – เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด บำรุงไต ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ช่วยเพิ่มกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย เสริมสร้างระบบ ภูมิคุ้มกัน ปรับสภาพสมดุลในร่างกายร่างกาย ต้านมะเร็ง ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็ง
2. อะดีโนซีน (Adenosine) – ช่วยในการขยายหลอดเลือด ด้านการแข็งตัวของเลือด ต้านลิ่มเลือด ปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด และลดการอักเสบ
3. โพลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) – สารนี้เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการลดการเติบโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอล กระตุ้นเซลล์ให้ตื่นตัวและซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย ยืดอายุชะลอความเสื่อม ของเซลล์ ทำลายและยับยั้งอนุมูลอิสระ
4. SOD (Superoxide dismutase) ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ต้านการอักเสบ ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากในการต่อต้านความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย เอนไซม์นี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนการบำบัดที่ดีต่อโรคที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
5. กรดคอร์ไดเซปิก (Cordycepic Acid) – เพิ่ม Metabolism ของร่างกาย ป้องกันเลือดออกในสมอง ลิ่มเลือด โรคโรคหัวใจขาดเลือด และหอบหืด เพิ่มความทนทานของร่างกายและช่วยในการเผาผลาญพลังงาน
6. วิตามินและแร่ธาตุ – เช่น วิตามินบี12, วิตามินอี, ซิงค์, และซีลีเนียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน
สารเหล่านี้รวมกันทำให้ถั่งเช่ามีคุณสมบัติทางยาหลายประการ เช่น เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มพลังงาน ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
สารสำคัญในถั่งเช่า แยกออกมาหลักๆเป็น 5 ตัว
ทีนี้เค้าจะเข้าไปกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นไขกระดูก ต่อมไทมัส แล้วก็ ลิ้มโหนด หรือน้ำเหลือง ท่อน้ำเหลืองต่างๆ
ตัว ไทรอยด์ ทอนซิล ก็ถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง สร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมา
สรรพคุณ จากสารสำคัญในถังเช่า
Cordycepin
+Cordycepin เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด บำรุงไต ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ช่วยเพิ่มกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย เสริมสร้างระบบ ภูมิคุ้มกัน ปรับสภาพสมดุลในร่างกายร่างกาย ต้านมะเร็ง ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็ง
Cordycepic Acid
Cordycepic Acid เพิ่ม Metabolism ของร่างกาย ป้องกันเลือดออกในสมอง ลิ่มเลือด โรคโรคหัวใจขาดเลือด และหอบหืด
polysaccharides
+polysaccharides ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการลดการเติบโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอล กระตุ้นเซลล์ให้ตื่นตัวและซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย ยืดอายุชะลอความเสื่อม ของเซลล์ ทำลายและยับยั้งอนุมูลอิสระ
Adenosine
+Adenosine ด้านการแข็งตัวของเลือด ต้านลิ่มเลือด
SOD
+SOD การอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ต้านการอักเสบ (Superoxide dismutase)
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Cordyceps – ถั่งเช่า ตัวช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ระบบภูมิคุ้มกัน
Cordyceps – ถั่งเช่า ตัวช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ระบบภูมิคุ้มกัน
ถ้าคุณคิดว่า Black Elderberry (แบล็คเอลเดอร์เบอรี่) ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวได้ดีแล้ว รอให้มันทำงานร่วมกับ Cordyceps Extract (สารสกัดจากถั่งเช่า) คุณจะได้สัมผัสกับพลังการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบจัดเต็ม!
ทำไมต้องเป็นถั่งเช่า?
ในวงการแพทย์แผนจีน ถั่งเช่าได้รับการขนานนามว่าเป็น “สมุนไพรแห่งจักรพรรดิ” เพราะมันไม่ใช่แค่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของ ไขกระดูก, ต่อมไทมัส และระบบน้ำเหลือง ให้สร้างเม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคและลดการอักเสบ
สารสำคัญในถั่งเช่า
1. Cordycepin – เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เสริมการทำงานของไต บำรุงร่างกายและช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้า
2. Cordycepic Acid – ป้องกันภาวะเลือดออกในสมอง หลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจขาดเลือด
3. Polysaccharides – เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
4. Adenosine – ลดความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือด ป้องกันการแข็งตัวของเลือด
5. Superoxide Dismutase (SOD) – ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยและลดการอักเสบ
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
บทบาทในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ใน Cordyceps (ถั่งเช่า)
บทบาทในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ใน Cordyceps (ถั่งเช่า)
Cordyceps (ถั่งเช่า) กับบทบาทในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
Cordyceps sinensis เป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ คุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และปรับสมดุลระบบไหลเวียนโลหิต โดยสารออกฤทธิ์สำคัญ ได้แก่
1. Cordycepin – มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
2. Cordycepic Acid – มีบทบาทในการป้องกัน ลิ่มเลือดอุดตัน และเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต
3. Polysaccharides – กระตุ้นการทำงานของ เซลล์เม็ดเลือดขาว (Macrophages และ NK cells) และมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
4. Adenosine – ป้องกันภาวะลิ่มเลือด และช่วยรักษาสมดุลของระบบหัวใจและหลอดเลือด
5. Superoxide Dismutase (SOD) – เป็นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดกระบวนการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรัง
⸻
ขิง (Ginger Extract)
Ginger Extract - ขิง
ในวงการแพทย์มีการวิจัยมาเรียบร้อย (งานวิจัยระดับโลก) แล้วว่า สารสกัดจากขิง GINGER EXTRACT เขามีความสำคัญอย่างมีนัยยะสำคัญ สามารถช่วยลดการอักเสบและทำให้ระบบ ภูมิคุ้มกันของเราต้านอนุมูลอิสระ ได้ดีขึ้น
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Ginger Extract – ขิง สมุนไพรพื้นบ้านที่ไม่ธรรมดา
Ginger Extract – ขิง สมุนไพรพื้นบ้านที่ไม่ธรรมดา
Ginger Extract – ขิง สมุนไพรพื้นบ้านที่ไม่ธรรมดา
ใครจะไปคิดว่า “ขิง” ที่เรารู้จักกันดี จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในงานวิจัยระดับโลก?
Ginger Extract (สารสกัดจากขิง) เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่า ช่วยลดการอักเสบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถรับมือกับอนุมูลอิสระได้ดียิ่งขึ้น
ถ้าคุณเป็น รูมาตอยด์ นอกจากต้องดูแลระบบประสาทและลดการอักเสบด้วย ยูนิออย และซ่อมแซมข้อต่อด้วย ยูโปรเฟกซ์ แล้ว คุณจำเป็นต้องปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของคุณด้วย มูนิพลัส เพื่อลดการอักเสบจากภายใน
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
Ginger Extract (สารสกัดจากขิง) กับคุณสมบัติ
Ginger Extract (สารสกัดจากขิง) กับคุณสมบัติ
Ginger Extract (สารสกัดจากขิง) กับคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ
งานวิจัยทางการแพทย์หลายฉบับยืนยันว่า Gingerol ซึ่งเป็นสารสำคัญในขิง สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 และ LOX ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ทำให้มีศักยภาพในการใช้เป็นสารเสริมอาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหาการอักเสบ เช่น รูมาตอยด์และข้ออักเสบ
นั่นหมายความว่า ถ้าวันนี้คุณเป็นรูมาตอยด์ นอกจากคุณดูแลระบบประสาท ลดการอักเสบด้วยยูนิออยแล้ว นอกจากซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอบริเวณข้อต่อต่างๆด้วย ยูโปรเฟกซ์ แล้ว คุณต้องปรับสมดุลย์ของระบบภูมิคุ้มกันด้วยมูนิพลัสแล้วก็เสริมลดกระบวนการอักเสบนั่นเอง
นี่ก็คือเนื้อหาใจความทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับโรครูมาตอยด์ ที่นำมาแบ่งปัน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Muniplus (มูนิพลัส) ได้ที่:
Muniplus: ปกป้อง ฟื้นฟู ดูแล สมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
นอกจากรักษาข้อกระดูกแล้ว ทำไมถึงต้องทานมูนิพลัส (Muniplus) ถ้าเป็น รูมาตอยด์
เพราะว่ารูมาตอยด์ เกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ปกติ
เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องทาน มูนิพลัส เพื่อซ่อมแซมภูมิภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติด้วย
ถ้าตั้งครรภ์อยู่ ทานมูนิพลัส (Muniplus) จะได้ไหม
ไม่แนะนำให้ทานเสริมอาหารทุกชนิด
คนท้องอยู่ในช่วงภาวะที่เปราะบางอ่อนไหว เซนซิทีฟ ควรจะอยู่ในการดูแลของแพทย์ และอาหารการกินที่แพทย์กำหนดเท่านั้น เมื่อคลอดเสร็จแล้วทานได้เลย
คนเป็น โรค เก๊าต์ กับ รูมาตอยด์ ต้องทานสารอาหาร เพื่อดูแลรักษาเหมือนกันไหม
คนเป็นเก๊าต์ กับรูมาตอยด์ ทานยูนิออยล์ดูแลการอักเสบและฟื้นฟู
ตัว ยูโปรเฟกซ์ ไม่ว่าจะเป็นโรคเก๊าต์หรือโรครูมาตอยด์ จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
และมูนิพลัสก็จะเข้าไปช่วยในเรื่องของระบบการฟื้นฟู
คนเป็นเก๊าตัวมูนิพลัสอาจไม่จำเป็น ทานแค่ยูโปรเฟกซ์กับยูนิออย
แต่ถ้าเป็นรูมาตอยด์ จำเป็นต้องทานมูนิพลัสเพื่อไปปรับสมดุลย์ระบบภูมิคุ้มกัน
เด็กทานเสริมอาหารเหล่านี้ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
ถ้าเด็กสุขภาพดีก็ไม่ต้องทานให้สิ้นเปลือง
ถ้าภูมิคุ้มกันตภูมิคุ้มกันต่ำ แนะนำว่าช่วงห้าหกขวบก็ทานได้แล้ว แต่ ถ้าในโดสครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่
5-6 ขวบ ก็ทานได้แล้วแต่ต้องเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกัน
อาจทานวันละหนึ่งเม็ดตอนเช้าหรือหนึ่งเม็ดก่อนนอนก็ได้
ในระหว่าง ทำ คีโม และรักษาภูมิคุ้มกันบำบัด ทานสารอาหารเหล่านี้ได้ไหม
จัดเต็ม ได้เลย เพราะจะทำให้ร่างกายเราไม่ตกไปด้วย
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ถาม - ตอบ Muniplus และรูมาตอยด์
ถาม - ตอบ Muniplus และรูมาตอยด์
ถาม – ตอบ เรื่อง Muniplus และรูมาตอยด์
✅ ทำไมต้องทานมูนิพลัส ถ้าเป็นรูมาตอยด์?
• เพราะ รูมาตอยด์เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ เราจึงต้องปรับสมดุลของภูมิคุ้มกันให้กลับมาเป็นปกติด้วยมูนิพลัส
✅ คนท้องทาน Muniplus ได้ไหม?
• ไม่แนะนำให้ทานอาหารเสริมทุกชนิด ในช่วงตั้งครรภ์ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยเฉพาะ
✅ รูมาตอยด์กับเก๊าต์ ต้องทานสารอาหารเหมือนกันไหม?
• ไม่เหมือนกัน!
• รูมาตอยด์ ต้องการมูนิพลัสเพื่อปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน
• เก๊าต์ อาจไม่จำเป็นต้องใช้มูนิพลัส แต่ต้องดูแลการอักเสบและซ่อมแซมข้อต่อด้วย ยูนิออย และ ยูโปรเฟกซ์
✅ เด็กอายุเท่าไหร่ถึงทาน Muniplus ได้?
• ถ้าเด็กแข็งแรงดี ไม่จำเป็นต้องทาน
• ถ้า ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กอายุ 5-6 ขวบ สามารถทานได้ แต่ใช้ ปริมาณครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่
✅ ระหว่างทำคีโม ทาน Muniplus ได้ไหม?
• จัดเต็มได้เลย! เพราะจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่ตกอยู่ในภาวะอ่อนแอจากการรักษา
✅ วิธีรับประทาน Muniplus
• วันละ 2 แคปซูลก่อนนอน
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ถาม - ตอบ Muniplus และรูมาตอยด์
ถาม - ตอบ Muniplus และรูมาตอยด์
1️⃣ Muniplus จำเป็นสำหรับผู้ป่วยรูมาตอยด์หรือไม่?
✔️ ใช่ เนื่องจากรูมาตอยด์เป็น โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Disease) Muniplus จึงช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และป้องกันการลุกลามของโรค
2️⃣ คนเป็นเก๊าต์ต้องทาน Muniplus หรือไม่?
✔️ ไม่จำเป็น เพราะเก๊าต์เกิดจาก การสะสมของกรดยูริกในข้อ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
3️⃣ เด็กสามารถทาน Muniplus ได้หรือไม่?
✔️ เด็กที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สามารถรับประทานได้ตั้งแต่อายุ 5-6 ปีขึ้นไป แต่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่
4️⃣ สามารถทาน Muniplus ระหว่างทำคีโมได้หรือไม่?
✔️ ได้! เพราะ Muniplus มีสารสกัดที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โดยไม่รบกวนกระบวนการรักษามะเร็ง
5️⃣ ปริมาณที่แนะนำสำหรับการรับประทาน Muniplus
✔️ วันละ 2 แคปซูลก่อนนอน เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูระหว่างการนอนหลับ
⸻
วิธีรับประทาน Muniplus
วันละ 2 แคปซูลก่อนนอน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Muniplus (มูนิพลัส) ได้ที่:
วันละ 2 แคปซูลก่อนนอน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) ได้ที่:
วิธีการรับประทาน Uni-Oil ก็คือหลังอาหารเช้า 1 เม็ด
หลังอาหารเย็น 1 เม็ด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ยูนิออย (Uni-Oil) ได้ที่: