U-Calciu
ฟื้นฟูและเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงระยะยาว
เพราะสุขภาพกระดูกที่ดี ต้องดูแลตั้งแต่วันนี้
การดูแลกระดูกไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่มันคือพื้นฐานของชีวิตที่แข็งแรง หากคุณกำลังมองหาวิธีบำรุงและฟื้นฟูกระดูกอย่างแท้จริง U-Calciu คือคำตอบที่คุณต้องการ
การฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ มันจะมีแค่ ยูโปรเฟกซ์ และยูนิออยไม่ได้เพราะอะไร เมื่อ กระดูกข้อต่อของ เรา ฟื้นฟูแล้วเส้นเอ็นของเรา ได้รับการบำรุงแล้ว ปลายประสาทต่างๆได้ลดกระบวนการอักเสบ ร่างกายได้รับคอลลาเจน ยับยั้งเอนไซม์ที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจนแล้ว แต่มวลกระดูก นั้นได้สูญเสียไปในทุกๆวัน
จะถามว่ามีใครที่หยุดแก่ได้ไหมวันนี้ มีใครที่หยุดความสูญเสียความเสื่อมของมวลเซลล์มวลกระดูกต่างๆได้บ้าง
เพราะไม่มีเราก็ต้องเสริม เราก็ต้อง maintenance (ซ่อมบำรุง) เราก็ต้อง maintain (บำรุงรักษ) กันอย่างยาวๆ
เพราะฉะนั้นกระดูกของคุณนั้น มันเสื่อม มันพรุนผุ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ทำให้สูญเสียแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆกับประจำเดือน บางคนบอกว่าประจำเดือนหมดแล้วไม่ต้องกังวล แน่นอนล่ะยิ่งหมดแล้วยิ่งต้องกังวล เพราะมันได้สูญเสียไปแล้วอย่างมหาศาลแล้ว และ มาดันหมดเอาตอนนี้ เพราะฉะนั้นแคลเซียมสำคัญนะ เราจึงจำเป็นจะต้องได้ในส่วนของแคลเซี่ยม
เราจะหยุดความเสื่อมของกระดูกได้ไหม?
• ไม่มีใครสามารถหยุดความเสื่อมของร่างกายได้
• ไม่มีใครสามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้ 100%
• แต่เราสามารถ เสริมและบำรุงกระดูก ให้แข็งแรงขึ้นได้
ทำไมต้องเสริมแคลเซียม?
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องสูญเสียแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ ผ่านการมีประจำเดือน หรือแม้แต่หลังหมดประจำเดือนแล้ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะมวลกระดูกที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้จะไม่สามารถกลับคืนมาได้เอง
ดังนั้น U-Calciu จึงถูกออกแบบมาเพื่อ เสริมสร้างและบำรุงกระดูก ให้แข็งแรง พร้อมช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุน
ยูแคลซิ่ว (U-Calciu)
แคลเซียมตัวนี้ต้องบอกว่า เป็นตัวที่เข้าไปช่วยในเรื่องของกระดูกแข็งได้ดีมากๆ
เขาสามารถช่วยยังไง ส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นในเรื่องของกระดูกพรุน กระดูกบาง กระดูกเปราะ กระดูกแตก กระดูกหัก ส่วนใหญ่มาจากกระดูกหัก กระดูกแข็งเราจะใช้ตัวแคลเซี่ยมเข้าไปช่วย
ในกรณีที่มีปัญหากระดูกแตก
หรืออุบัติเหตุตัวนี้จะเข้าไปช่วยทำให้เกิดการซ่อมแซมได้เร็วขึ้น หรือข้อเข่าเสื่อม บริเวณเข่ากระดูกสองชิ้นเสียดสีกันจะเกิดอาการปวดมาก เพราะเกิดการเสียดสีถึงกระดูกแข็งแล้ว
แคลเซี่ยมตัวนี้อยู่ในรูปแบบฟอร์มที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้
แต่ทีนี้เราต้องเข้าใจกันนะว่า เราต้องรู้จักก่อนว่า จริงๆแล้วแคลเซี่ยมในท้องตลาดมีอยู่ 3 ชนิดหลักๆ
แคลเซียมที่มีอยู่ในท้องตลาดมีอยู่ 3 ชนิด แล้วแต่ละชนิด ก็จะมีประโยชน์ มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
ของเรา เป็นฟอร์มที่เรียกว่า แอลทีโอเนต เป็นฟอร์มที่ดีที่สุด เป็นฟอร์มที่สามารถดูดซึมได้ถึง 90% และในตัวยูแคลซิ่วยังมี เปปเปอร์มิ้นพาวเดอร์ ที่ช่วยเรื่องอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้ด้วย มีวิตามินดีสามที่ช่วยในการดูดซึมเช่นกัน
U-Calciu – แคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด
![]()
![]()
![]()
3 ประเภทแคลเซียมที่ควรรู้
U-Calciu – แคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด
เพราะสุขภาพกระดูกที่ดี ต้องดูแลตั้งแต่วันนี้
การดูแลกระดูกไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่มันคือพื้นฐานของชีวิตที่แข็งแรง หากคุณกำลังมองหาวิธีบำรุงและฟื้นฟูกระดูกอย่างแท้จริง U-Calciu คือคำตอบที่คุณต้องการ
กระดูกของเราเสื่อมถอยไปทุกวัน ไม่ว่าเราจะใช้ U-PROFEX เพื่อฟื้นฟูข้อต่อ หรือ UNI-OIL เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท แต่ถ้าหากมวลกระดูกลดลงจากการสูญเสียแคลเซียมทุกวัน ร่างกายของเราก็ยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และปัญหากระดูกหักอยู่ดี
เราจะหยุดความเสื่อมของกระดูกได้ไหม?
• ไม่มีใครสามารถหยุดความเสื่อมของร่างกายได้
• ไม่มีใครสามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้ 100%
• แต่เราสามารถ เสริมและบำรุงกระดูก ให้แข็งแรงขึ้นได้
ทำไมต้องเสริมแคลเซียม?
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องสูญเสียแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ ผ่านการมีประจำเดือน หรือแม้แต่หลังหมดประจำเดือนแล้ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะมวลกระดูกที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้จะไม่สามารถกลับคืนมาได้เอง
ดังนั้น U-Calciu จึงถูกออกแบบมาเพื่อ เสริมสร้างและบำรุงกระดูก ให้แข็งแรง พร้อมช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุน
U-Calciu – แคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด
แคลเซียมที่มีอยู่ในท้องตลาดมี 3 ประเภทหลัก แต่ไม่ใช่ทุกชนิดที่ดีต่อร่างกาย U-Calciu ใช้แคลเซียมรูปแบบ L-Threonate ซึ่งเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดีที่สุดในปัจจุบัน
3 ประเภทแคลเซียมที่ควรรู้
1. แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) – ดูดซึมได้น้อยเพียง 10%
• เป็นแคลเซียมที่พบมากที่สุดในผลิตภัณฑ์ทั่วไป
• ร่างกายดูดซึมได้เพียง 10% เท่านั้น
• ทานแล้วอาจทำให้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก
• ตกค้างในร่างกาย หากทานเป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด นิ่วในไตและกระเพาะปัสสาวะ
ปัญหาสำคัญ: ร่างกายต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน แต่ถ้าแคลเซียมที่ดูดซึมได้แค่ 10% นั่นหมายความว่า คุณต้องกินถึง 10,000 มิลลิกรัม เพื่อให้ร่างกายได้รับเพียงพอ
2. แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate) – ดูดซึมได้ 50% แต่มีผลข้างเคียง
• ดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมคาร์บอเนต (50%)
• หากทานมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคกระเพาะอาหาร
ปัญหาสำคัญ: ถึงแม้จะดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมคาร์บอเนต แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
3. แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate) – ดูดซึมได้สูงถึง 95%
• เป็นแคลเซียมที่ ละลายน้ำได้ดี และร่างกายดูดซึมได้มากถึง 95%
• ไม่ต้องทานพร้อมอาหาร สามารถทานตอนท้องว่างได้
• ไม่ตกค้างในร่างกาย ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องนิ่วหรือการสะสมของหินปูน
• มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
นี่คือเหตุผลที่ U-Calciu ใช้แคลเซียม L-Threonate เพราะมันเป็น แคลเซียมที่ดีที่สุด
U-Calciu: มากกว่าแคลเซียมทั่วไป
นอกจาก แคลเซียมแอล-ทีโอเนต แล้ว U-Calciu ยังมีส่วนผสมที่ช่วยให้การดูดซึมและการบำรุงกระดูกมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
✅ วิตามินดี3 (Vitamin D3) – ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้เต็มที่
✅ เปปเปอร์มินต์พาวเดอร์ (Peppermint Powder) – ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ที่มักเกิดจากการรับประทานแคลเซียม
U-Calciu เหมาะกับใคร?
✔️ ผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
✔️ ผู้ที่มีภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน
✔️ ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงกระดูกเปราะ กระดูกหัก
✔️ ผู้ที่ฟื้นตัวจากอุบัติเหตุ กระดูกแตก กระดูกหัก
✔️ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูก
สรุป: ทำไมต้องเลือก U-Calciu?
✅ ใช้ แคลเซียมแอล-ทีโอเนต ซึ่งดูดซึมได้สูงสุดถึง 95%
✅ ไม่ตกค้างในร่างกาย ปลอดภัยกว่าชนิดอื่น
✅ สามารถ ทานตอนท้องว่าง ได้ ไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหาร
✅ มี วิตามินดี3 ช่วยเสริมการทำงานของแคลเซียม
✅ มี เปปเปอร์มินต์พาวเดอร์ ช่วยลดอาการท้องอืดจากการทานแคลเซียม
“U-Calciu ไม่ใช่แค่แคลเซียม แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพกระดูกของคุณในระยะยาว”
ดูแลกระดูกของคุณตั้งแต่วันนี้ ด้วย U-Calciu
เพราะกระดูกที่แข็งแรง คือรากฐานของชีวิตที่แข็งแรง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
รู้จักประเภทของแคลเซียม: เลือกแบบไหนดีล่ะ?
รู้จักประเภทของแคลเซียม: เลือกแบบไหนดีล่ะ?
แคลเซียมมีหลายรูปแบบ แต่ละชนิดมีคุณสมบัติการดูดซึมและผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน มาดูกันว่าแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง
1. แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)
✅ มีปริมาณแคลเซียมธาตุสูง
❌ ดูดซึมได้ประมาณ 10–20%
❌ ต้องรับประทานพร้อมอาหารเพื่อช่วยดูดซึม
❌ อาจทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก
❌ หากได้รับในปริมาณมากและต่อเนื่อง อาจเสี่ยงต่อการสะสมในไตและเกิดนิ่วได้
2. แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate)
✅ ดูดซึมได้ดีกว่าคาร์บอเนต (ประมาณ 20–50%)
✅ ทานได้แม้ในขณะท้องว่าง
❌ ต้องรับประทานในปริมาณมากกว่าจะได้แคลเซียมเทียบเท่าคาร์บอเนต
❌ หากใช้ระยะยาวโดยไม่สมดุล อาจระคายเคืองกระเพาะในบางราย
❌ มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตหากรับเกินปริมาณที่แนะนำ
3. แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate) — U-Calciu
✅ ดูดซึมได้สูง (มีรายงานว่าดูดซึมได้มากกว่า 90%)
✅ ทานได้ตอนท้องว่าง
✅ ไม่ตกค้างในไต ไม่ก่อให้เกิดนิ่ว
✅ ละลายน้ำได้ดี และส่งเสริมการดูดซึมเข้าสู่กระดูกโดยตรง
✅ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
💡 U-Calciu ใช้แคลเซียมแอล-ทีโอเนต ซึ่งเป็นหนึ่งในแคลเซียมที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อการดูดซึมที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นที่ยอมรับในงานวิจัยหลายฉบับว่าเหมาะสำหรับการดูแลกระดูกและข้ออย่างยั่งยืน
⸻
อ่านเพิ่ม: รู้ไหม? แคลเซียมไม่ได้เหมือนกันหมดทุกชนิดนะ!
อ่านเพิ่ม: รู้ไหม? แคลเซียมไม่ได้เหมือนกันหมดทุกชนิดนะ!
คุณอาจกำลังกินแคลเซียมอยู่ทุกวัน… แต่ร่างกายดูดซึมได้นิดเดียว!
แล้วแบบไหนล่ะ ที่ดูดซึมดี ไม่สะสม ไม่ตกค้าง ไม่ต้องเสี่ยงกับนิ่ว?
มารู้จัก 3 รูปแบบของแคลเซียมก่อนเลือกสิ่งที่ “ใช่” สำหรับตัวคุณ
⸻
1. แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)
ราคาย่อมเยา แคลเซียมสูง แต่…
❌ ดูดซึมได้น้อยแค่ประมาณ 10%
❌ ต้องกินพร้อมอาหาร ไม่งั้นแทบไม่ได้ผล
❌ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ถามหา
❌ หากสะสมมากไป เสี่ยงนิ่วในไตโดยไม่รู้ตัว
⸻
2. แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate)
ตัวเลือกที่ดีกว่าคาร์บอเนต แต่ยังไม่ใช่ที่สุด
✅ ดูดซึมได้ดีกว่า
✅ กินตอนท้องว่างได้
❌ ต้องกินเยอะกว่าจะได้ปริมาณเท่าเทียม
❌ เสี่ยงระคายเคืองกระเพาะถ้าทานนาน
❌ นิ่วในไตยังตามหลอกหลอนถ้าใช้ไม่เหมาะสม
⸻
3. แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate) — U-Calciu
แคลเซียมที่แตกต่าง… เพราะมัน “เข้าไปถึงกระดูกจริงๆ”
✅ ดูดซึมได้สูงถึง 95%
✅ กินตอนไหนก็ได้ แม้ตอนท้องว่าง
✅ ไม่ตกค้าง ไม่สะสม ไม่เสี่ยงนิ่ว
✅ ละลายน้ำง่าย ดูดซึมเร็ว พุ่งตรงเข้าสู่กระดูกและข้อต่อ
✅ เสริมสร้างความแข็งแรงจากภายใน เหมาะกับทุกวัย
⸻
U-Calciu ไม่ใช่แค่แคลเซียม แต่คือคำตอบของคนที่อยากดูแลกระดูกอย่างแท้จริง
ถ้าจะเลือกทั้งที… เลือกให้สุด เลือกสิ่งที่ร่างกายดูดซึมได้จริง
แคลเซียมที่ใช่ ต้องไม่ใช่แค่ “มี” — แต่ต้อง “ดูดซึมได้” และ “ให้ผลลัพธ์จริง”
⸻
แคลเซี่ยม อีกสองฟอร์มที่มีอยู่ใน ท้องตลาด
ซื้งโรงพยาบาลและคลีนิคนิยมจ่ายให้
• แคลเซี่ยมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)
มีการนำมาใช้มากที่สุดเนื่องจากมีราคาถูก คุณสมบัติไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้โดยอาศัยกรดในกระเพาะ มีความสามารถในการดูดซึมได้พอ ๆ กับแคลเซียมจากน้ำนม หากรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มิลลิกรัม จะมีปริมาณแคลเซียม 40% คือ 400 มิลลิกรัม แต่ดูดซึมได้น้อยเพียง 15% ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียม 60 มิลลิกรัมซึ่งยังไม่พอแก่ความต้องการของร่างกาย (ที่ 70-90 มิลลิกรัม) แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นรูปที่นิยมใช้กันมากในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
แคลเซี่ยมซิเตรด (Calcium Citrate)
• แคลเซียมซิเตรต มีปริมาณแคลเซียม 21% คือ 210 มิลลิกรัม และดูดซึมได้น้อยเพียง 15% ดังนั้น ต้องรับประทานแคลเซียมซิเตรต 3,000 มิลลิกรัม จึงจะเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน
แคลเซียมแอลทีโอเนต (Calcium L Theonate)
• แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต ซึ่งสกัดมาจากข้าวโพด สามารถดูดซึมได้ 90-95% จึงทำให้การรับประทานแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 750 มิลลิกรัมก็เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายใน 1 วันคือดูดซึมได้ถึง 90 มิลลิกรัม (ความต้องการ 70-90 มิลลิกรัม) ทำงานในรูปแบบของ passive transport หรือที่เรียกว่าซึมผ่านระหว่างเซลล์โดยไม่ต้องผ่านการใช้วิตามินดีแบบแคลเซียมประเภทอื่น เป็นแคลเซียมจากพืช มีการวิจัยซึ่งค้นพบว่านอกจากจะบำรุงกระดูกแล้วยังสามารถเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงดีขึ้น ยังมีส่วนในการเสริมสร้างคอลลาเจนและเนื่องจากดูดซึมดีจึงไม่ตกค้างให้เกิดนิ่วและไม่ทำให้ท้องผูกด้วย อีกทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกและกระดูกอ่อน รวมทั้งสร้างน้ำไขข้อไปพร้อมกันด้วย เสริมสร้างกระดูกและข้อให้แข็งแรง
มาดูก่อนเลย
1. แคลเซี่ยมชนิดแรก ก็คือ แคลเซี่ยมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ซึ่ง แคลเซี่ยมชนิดนี้ สามารถดูดซึมได้เพียงแค่ 10% และเวลาทานอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก
แคลเซี่ยมคาร์บอเนต ต้องรับประทานพร้อมอาหาร เพราะว่ามันจะสามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะอาหารออกมาย่อยเท่านั้นเพราะแคลเซี่ยมตัวนี้จะต้องใช้กรดในกระเพาะอาหารในการแตกตัว
แคลเซี่ยมคาร์บอเนต ตัวนี้จะสามารถดูดซึมได้แค่ 10% เท่านั้น หมายความว่าในหนึ่งเม็ด 1000 มิลลิกรัม พอหลังจากที่ย่อยแล้วดูดซึมแล้วเราจะได้แค่ 100 มิลลิกรัมเท่านั้น ซึ่ง นับว่า น้อยมาก
กระทรวงสาธารณสุข หรือองค์การอนามัยโลก กล่าวว่าเราควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะแคลเซียมจะถูกนำไปใช้มากในร่างกาย
แคลเซี่ยม อยู่ในกระดูกของเรา 99%
แคลเซี่ยมอยู่ในกระแสเลือด 1% แต่เป็นแคลเซียม 1% ในกระแสเลือดของเราที่สำคัญมากเช่นในเรื่องของการเต้นของหัวใจและหลอดเลือดต่างๆตรงนี้สำคัญมาก
ถ้ากระดูกของเราถูกร่างกายดึงแคลเซี่ยมไปใช้ โดยแคลเซียมไม่เพียงพอ เมื่อไม่มีเพียงพอก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ก่อเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต
เมื่อแคลเซี่ยมคาร์บอเนตดูดซึมได้แค่นี้ แล้วผลข้างเคียงที่ติดตามมาเมื่อทานแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดท้องอืด ท้องผูก
2. แคลเซี่ยมแบบที่สองก็คือ แคลเซี่ยมซิเตรด (Calcium Citrate) ซึ่งแคลเซี่ยมชนิดนี้ สามารถดูดซึมได้ 50% ซึ่งเป็นแคลเซี่ยมที่นิยมขายอยู่ตามร้านขายอาหารเสริม หรือ ร้านยา แคลเซี่ยมที่มีลักษณะเป็นอาหารเสริมเค้าเรียกว่าแคลเซี่ยมซิเตรด หรือไซเตรด
แคลเซี่ยมไซเตรด (Calcium Citrate) แคลเซี่ยมตัวนี้ จะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ได้แค่เพียง 50%
1000 มิลลิกรัม ใน 1 เม็ด ก็จะดูดซึมได้เพียงแค่ 500 มิลลิกรัม ก็ถือ ไม่ เพียงพอ
วันนี้ถ้าทานไปมากๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับประทาน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะได้
ซึ่ง คนไข้กระดูกและข้อ หมอกระดูก นิยมจ่ายแคลเซี่ยม ไซเตรดตัวนี้
หมอกระดูกจะชอบ จ่าย สูตรนี้กัน
มีไม่น้อยจะได้ของแถม มาด้วย คือโรคกระเพาะ
แคลเซี่ยมสองตัวนี้จะตกค้างในร่างกายด้วย ถ้ารับประทานเป็นระยะยาว แล้วเกิดการตกค้าง จะทำให้เกิดเป็นนิ้วที่ไต หากทานมากเกินไปก็อาจจะทำให้เป็นแคลเซี่ยมเกิน สิ่งที่ติดตามมาก็คือการเกิดหินปูนที่หลอดเลือด ไปเกิดหินปูน ในหลายๆที่ตามกระดูก อันนี้ก็จะเกิดอันตรายเช่นกัน นอกจากนิ่วในกระเพาะปัสสาวะแล้ว
3. แคลเซี่ยมอีกชนิดหนึ่งก็คือ แคลเซียมแอลทีโอเนต (Calcium L Theonate) ซึ่งตัวนี้ล่ะ จะสามารถดูดซึมได้ถึง 95% สามารถทานตอนท้องว่างได้ เป็นแคลเซี่ยมสูตรเดียวที่สกัดมาจากธรรมชาติ ละลายน้ำได้ดี ไม่ตกค้างในร่างกาย จะต้องบอกว่าแคลเซี่ยมชนิดนี้ เป็นแคลเซี่ยมที่ดีที่สุดในโลก ในตอนนี้เลย
แล้วแคลเซี่ยมของเรา U-Calciu คืออะไร
แคลเซี่ยมของเราก็คือแคลเซี่ยมแอลทีโอเนต
เป็นสารสกัดจากข้าวโพด
ทำไมเราถึงต้องใช้แคลเซี่ยมอินทรีย์ จากข้าวโพดด้วย
เพราะดูดซึมได้ถึง 90% ร่างกายขับออกทางปัสสาวะได้มาก จะไม่มีอาการตกค้าง และที่สำคัญที่สุดก็คือมันสามารถที่จะเสริมสร้างมวลกระดูกของเราได้เป็นอย่างดี
ขยาย
![]()
![]()
![]()
การเข้าใจกระบวนการดูดซึมของแคลเซียมแต่ละชนิดจะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรเหมาะกับร่างกายจริง ๆ
การเข้าใจกระบวนการดูดซึมของแคลเซียมแต่ละชนิดจะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรเหมาะกับร่างกายจริง ๆ
⸻
1. แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)
ทำไมต้องกินพร้อมอาหาร?
• แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำดีนัก
• เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี แคลเซียมคาร์บอเนตต้อง แตกตัวเป็นแคลเซียมไอออน (Ca²⁺) ซึ่งต้องอาศัย กรดในกระเพาะอาหาร (HCl) ช่วยย่อยก่อน
• เมื่อทานพร้อมอาหาร กระเพาะจะหลั่งกรดออกมามากขึ้น ช่วยให้แคลเซียมคาร์บอเนตแตกตัวได้ดีขึ้น จึงดูดซึมได้มากขึ้น
ทำไมทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก?
• แคลเซียมคาร์บอเนตมี คุณสมบัติเป็นด่าง (alkaline) ซึ่งไป ลดกรดในกระเพาะ
• การลดกรดในกระเพาะทำให้ การย่อยอาหารช้าลง เกิดการหมักหมมในกระเพาะ และก่อให้เกิด แก๊ส —> ท้องอืด ท้องเฟ้อ
• นอกจากนี้ แคลเซียมมีฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ เมื่อกินในปริมาณมาก อาจทำให้ ท้องผูก
⸻
2. แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate)
ต้องใช้กรดในกระเพาะหรือไม่?
• ไม่จำเป็นต้องพึ่งกรดในกระเพาะ
• เพราะ Calcium Citrate มีโครงสร้างที่ละลายน้ำได้ดีกว่า คาร์บอเนต สามารถปล่อยแคลเซียมไอออนได้แม้ในสภาวะที่มีกรดน้อย เช่น ขณะท้องว่าง
ทำไมทานตอนท้องว่างได้?
• เพราะ ไม่ต้องพึ่งกรด HCl เพื่อแตกตัว
• จึงเหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะกรดในกระเพาะต่ำ
สาเหตุที่อาจระคายเคืองกระเพาะคืออะไร?
• แคลเซียมซิเตรตเป็นเกลือของกรดซิตริก (citric acid) แม้จะดูดซึมง่ายแต่…
• ในบางคนที่กระเพาะบอบบางหรือมีแผลอยู่แล้ว อาจรู้สึกแสบหรือระคายจาก ฤทธิ์ของกรดซิตริก ที่คงอยู่ในสาร
⸻
3. แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate) — U-Calciu
กลไกที่แตกต่างอย่างชัดเจน:
• แคลเซียมชนิดนี้ได้จากการรวมตัวของ แคลเซียมกับกรดแอล-ทีโอนิก (L-threonic acid) ซึ่งเป็นสารที่ได้จากการย่อยวิตามินซี
• ละลายน้ำได้ดีมาก ไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะ
• ที่สำคัญคือ L-threonate ช่วยเป็นพาหะ (carrier) พาแคลเซียมเข้าสู่เซลล์กระดูกโดยตรง
• ยังมีงานวิจัยบางฉบับที่ระบุว่า กระตุ้น osteoblast (เซลล์สร้างกระดูก) และช่วยลดการทำงานของ osteoclast (เซลล์ทำลายกระดูก)
ข้อดีที่โดดเด่น:
• ดูดซึมได้สูงถึง ~95%
• ไม่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะ
• ไม่ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด หรือท้องผูก
• ไม่มีการตกค้างในไตหรือลำไส้ จึง ไม่เพิ่มความเสี่ยงนิ่ว
⸻
⸻
ถ้าคุณต้องการความปลอดภัยระยะยาว พร้อมการดูแลสุขภาพกระดูกแบบลึกจากภายใน แคลเซียมแอล-ทีโอเนตอย่าง U-Calciu จึงเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าทั้งในแง่การดูดซึม ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
กลไกการดูดซึมและการทำงานของแคลเซียมทั้งสามชนิด: แคลเซียมคาร์บอเนต, แคลเซียมซิเตรต, และแคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)
กลไกการดูดซึมและการทำงานของแคลเซียมทั้งสามชนิด: แคลเซียมคาร์บอเนต, แคลเซียมซิเตรต, และแคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)
⸻
🧪 1. แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)
🔬 กลไกการดูดซึม:
• แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำดีนัก
• เมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหารที่มีกรดไฮโดรคลอริก (HCl) จะเกิดปฏิกิริยาเคมี:
• CaCO₃ + 2HCl → CaCl₂ + CO₂↑ + H₂O
• แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl₂) ที่ได้จะละลายน้ำได้ดีและปล่อยแคลเซียมไอออน (Ca²⁺) ซึ่งสามารถดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก
🍽️ ทำไมต้องรับประทานพร้อมอาหาร?
• การรับประทานพร้อมอาหารช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้สภาพแวดล้อมเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งจำเป็นสำหรับการละลายและดูดซึมแคลเซียมคาร์บอเนต
⚠️ ผลข้างเคียง:
• การเกิดก๊าซ CO₂ จากปฏิกิริยาเคมีอาจทำให้รู้สึกท้องอืดหรือท้องเฟ้อ
• แคลเซียมคาร์บอเนตมีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งอาจลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้การย่อยอาหารช้าลงและเกิดอาการท้องอืด
• การรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้เกิดท้องผูก เนื่องจากแคลเซียมสามารถยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้
⸻
🧪 2. แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate)
🔬 กลไกการดูดซึม:
• แคลเซียมซิเตรตเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ดี และสามารถปล่อยแคลเซียมไอออน (Ca²⁺) ได้โดยไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหาร
• จึงสามารถดูดซึมได้แม้ในสภาวะที่มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ เช่น ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้ยาลดกรด
🍽️ ทำไมสามารถรับประทานตอนท้องว่างได้?
• เนื่องจากไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหารในการแตกตัว จึงสามารถรับประทานได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร
⚠️ ผลข้างเคียง:
• ในบางราย การรับประทานแคลเซียมซิเตรตอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีกรดซิตริกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร
⸻
🧪 3. แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)
🔬 กลไกการดูดซึม:
• แคลเซียมแอล-ทีโอเนตเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ดีมาก และสามารถดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพในลำไส้เล็ก
• หลังจากดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แคลเซียมจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างกระดูกและเนื้อเยื่ออื่น ๆ
🍽️ ทำไมสามารถรับประทานตอนท้องว่างได้?
• เนื่องจากไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหารในการแตกตัว จึงสามารถรับประทานได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร
⚠️ ผลข้างเคียง:
• จากการศึกษาพบว่าแคลเซียมแอล-ทีโอเนตมีความปลอดภัยสูง และไม่พบการสะสมในร่างกายหลังการรับประทานต่อเนื่อง
⸻
🔍 เปรียบเทียบแคลเซียมทั้งสามชนิด:
“กระดูก”
โครงสร้างที่ร่างกายขาดไม่ได้
หากเปรียบร่างกายเป็นห้องเรียน “กระดูก” (Bones) ก็เหมือนหัวหน้าห้อง เพราะเป็นอวัยวะที่สำคัญ มีหน้าที่ในการค้ำจุนร่างกาย ทั้งช่วยในการเคลื่อนไหว
เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ และปกป้องอวัยวะภายใน เช่น สมอง หัวใจ ปอด ฯลฯ ไม่ให้ได้รับอันตราย หรือกระทบกระเทือน นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไขกระดูก ( Bone marrow ) อยู่ในโพรงกระดูกทุกชิ้นของร่างกาย มีหน้าที่ช่วยผลิตเม็ดเลือดอีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดแคลเซียมและมวลกระดูกลดลง
เมื่อพูดถึงกระดูกเสื่อม หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กระดูกของเรามีการสร้างและสลายตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะ หลังอายุ 30 ปี อัตราการสลายของมวลกระดูกจะเริ่มสูงกว่าการสร้างใหม่ ซึ่งหมายความว่า หากเราไม่เติมเต็มแคลเซียมอย่างเพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้ ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง นำไปสู่ ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และปัญหากระดูกอื่นๆ ในอนาคต
📌 ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อนแอ
✅ กระดูกบางและเปราะขึ้น – เสี่ยงต่อกระดูกหักแม้ได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
✅ ข้อเสื่อมและอาการปวดข้อ – เมื่อมวลกระดูกลดลง กระดูกจะเสียดสีกันมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวด
✅ อาการปวดหลังและหลังค่อม – เกิดจากการสูญเสียมวลกระดูกสันหลัง
✅ ภาวะกระดูกพรุน – ภาวะที่กระดูกมีรูพรุน ทำให้หักง่าย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง
✅ กระดูกแตกหักง่าย – ผู้สูงอายุที่หกล้มเพียงครั้งเดียว อาจเกิดกระดูกสะโพกหัก และมีโอกาสฟื้นตัวช้าหรืออาจเดินไม่ได้อีกเลย
📊 วันนี้คุณได้รับแคลเซียมเพียงพอแล้วหรือยัง?
อายุตั้งแต่ 1 ถึง 30 ปี
ต้องการแคลเซียม
วันละ 1,000 มิลลิกรัม
เพราะร่างกายยังสามารถ
ดูดซึมแคลเซียมและ
เก็บสะสมไว้ได้ดีอยู่
(เท่ากับนม 4-5 แก้ว)
อายุ 30 ปีขึ้นไป
ต้องการแคลเซียม
วันละ 1,000 มิลลิกรัม
ร่างกายในวัยนี้หยุด
เก็บแคลเซียมแล้ว
ดังนั้น เราต้องเติม
แคลเซียมให้กับร่างกาย
อยู่ตลอดห้ามขาด
อายุ 50 ปีขึ้นไป
และคุณแม่ตั้งครรภ์
ต้องการแคลเซียม
วันละ 1,200 มิลลิกรัม
(เท่ากับนม 6-7 แก้ว)
“แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)” เข้าใจตั้งแต่โครงสร้าง กลไก ไปจนถึงข้อดี-ข้อจำกัด ว่าทำไมจึงถูกขนานนามว่า “หนึ่งในแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดีที่สุดในโลก”
⸻
1. คืออะไร? — แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)
เป็นแคลเซียมที่เกิดจากการจับตัวกันระหว่าง
“แคลเซียม” กับ “แอล-ทีโอเนต (L-Threonic acid)” ซึ่งเป็นกรดน้ำตาลที่ได้จากการย่อยสลายของวิตามินซี (Ascorbic acid)
• L-Threonic acid ช่วยทำให้โมเลกุลของแคลเซียมมีขนาดเล็ก ละลายน้ำได้ดี และซึมผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
• เป็น แคลเซียมชนิดเดียวที่มีงานวิจัย ระบุว่า สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้มากกว่า 90% และสามารถ เดินทางเข้าสู่เซลล์กระดูกได้โดยตรง
⸻
2. กลไกการดูดซึมและการทำงาน (Mechanism of Action)
(1) การดูดซึม (Absorption)
• แคลเซียมแอล-ทีโอเนตละลายน้ำได้ดี ทำให้ไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหาร
• โมเลกุลของ L-Threonate จับแคลเซียมในรูปที่ร่างกายรู้จักและดูดซึมได้ง่าย ไม่เหลือแคลเซียมที่ตกค้างในลำไส้
(2) การกระจายตัวในร่างกาย (Distribution)
• เมื่อเข้าสู่กระแสเลือด L-Threonate จะ นำพาแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้โดยตรง
• ยังมีบทบาทในการ กระตุ้น Osteoblasts (เซลล์สร้างกระดูก) และ ยับยั้ง Osteoclasts (เซลล์สลายกระดูก) ช่วยให้กระดูกแข็งแรงยิ่งขึ้น
(3) การขับออก (Excretion)
• เนื่องจากถูกดูดซึมเกือบหมด จึง มีแคลเซียมเหลือน้อยมากในลำไส้ ลดความเสี่ยงต่อการตกตะกอนเป็นนิ่วในไต
⸻
3. จุดเด่นที่เหนือกว่าแคลเซียมทั่วไป
⸻
4. ข้อจำกัดที่ควรรู้
• ต้นทุนสูง และมักพบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับพรีเมียม
• ยังไม่แพร่หลายในวงกว้าง เท่าคาร์บอเนตหรือซิเตรต แต่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในวงการแพทย์และเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging medicine)
⸻
5. มีงานวิจัยรองรับไหม?
• มีงานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ที่ชี้ว่า แคลเซียมแอล-ทีโอเนตสามารถเพิ่มมวลกระดูก และลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกในผู้สูงอายุ
• บางการทดลองยังพบว่า ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป
⸻
6. สรุปง่ายๆ
“ถ้าแคลเซียมทั่วไปคือการเติมปูนเข้าไปในกระดูก
แคลเซียมแอล-ทีโอเนตก็คือการส่งช่างฝีมือเข้าไปซ่อมกระดูกโดยตรง”
⸻
หากคุณกำลังมองหาแคลเซียมที่ได้ผลจริง ดูดซึมได้ดี ไม่ทำให้ปวดท้อง ไม่ทำให้เกิดนิ่ว และช่วยสร้างกระดูกได้จริง — แคลเซียมแอล-ทีโอเนตคือคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
🔬 ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับแคลเซียมแอล-ทีโอเนต
🔬 ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับแคลเซียมแอล-ทีโอเนต
🔹 การดูดซึมที่เหนือกว่าทุกฟอร์มของแคลเซียม
แคลเซียมแอล-ทีโอเนตเป็นแคลเซียมที่สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและถูกนำไปใช้โดยตรงในกระดูกได้ โดยไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้แตกต่างจากแคลเซียมประเภทอื่นที่ต้องใช้กรดช่วยในการดูดซึม
🔹 กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูก
งานวิจัยพบว่า L-Threonate ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง สามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนในกระดูก (Type I Collagen) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของมวลกระดูก
🔹 ป้องกันการสะสมของหินปูนในหลอดเลือด
แคลเซียมบางชนิดอาจก่อให้เกิด ภาวะแคลเซียมสะสมในหลอดเลือด (Vascular Calcification) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่แคลเซียมแอล-ทีโอเนตไม่ก่อให้เกิดภาวะนี้
🔹 ช่วยลดการสลายตัวของกระดูก
มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าแคลเซียมแอล-ทีโอเนตสามารถ ลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก (Osteoclasts) และช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น
กระดูกและข้อต่อ โครงสร้างสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้
หากเปรียบร่างกายเป็นอาคาร “กระดูก” (Bones) ก็คือเสาหลักที่ค้ำจุนร่างกายให้แข็งแรงและมั่นคง กระดูกทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้สะดวก แต่ยังเป็นจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ปกป้องอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ปอด และยังมีโพรงไขกระดูก (Bone Marrow) ซึ่งช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้กับร่างกาย
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระดูกและอายุ
หลายคนเชื่อว่ากระดูกจะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว กระดูกมีการสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงอายุ 1-30 ปี กระดูกจะมีการสะสมแคลเซียมอย่างเต็มที่ แต่หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป การสลายตัวของแคลเซียมจะมากกว่าการสร้างใหม่ ทำให้มวลกระดูกลดลงเรื่อยๆ หากไม่ได้รับแคลเซียมและสารอาหารที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ปัญหากระดูกเสื่อมและโรคเกี่ยวกับข้อต่อได้
ภาวะกระดูกพรุน: ปัญหาที่เงียบแต่รุนแรง
กระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่กระดูกบางลงและเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จนกว่าจะเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะบริเวณสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน
• การขาดแคลเซียมและวิตามินดี
• พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย
• ฮอร์โมนเพศลดลง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
• การใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม เช่น สเตียรอยด์
ร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมเองได้
เราต้องได้รับแคลเซียมจากแหล่งภายนอก โดยมี 2 วิธีหลัก:
1. การรับแคลเซียมจากอาหาร
แหล่งแคลเซียมที่ดี ได้แก่
• ผลิตภัณฑ์นม เช่น นมวัว โยเกิร์ต ชีส
• อาหารทะเล เช่น กุ้งแห้ง กะปิ ปลาเล็กปลาน้อย หอยนางรม
• ผักใบเขียว เช่น คะน้า ใบยอ ใบชะพลู
• ธัญพืชและเมล็ดพืช เช่น งาดำ อัลมอนด์
2. การรับแคลเซียมจากอาหารเสริม
ชนิดของแคลเซียมที่ใช้ในอาหารเสริมมีความแตกต่างกัน ดังนี้:
• แคลเซียมคาร์บอเนต: ดูดซึมได้ประมาณ 10% ต้องรับประทานพร้อมอาหาร
• แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate): ดูดซึมได้ประมาณ 50% อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีกรดซิตริกเป็นส่วนประกอบ
• แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต (Calcium L-Threonate): ดูดซึมได้สูงถึง 90% กินตอนท้องว่างได้ ไม่ตกค้าง ไม่ทำให้เกิดนิ่ว
กระดูกเสื่อม: ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย
โรคเกี่ยวกับกระดูกในวัยทำงาน
• กระดูกคอเสื่อม
• หมอนรองกระดูกเสื่อม
• นิ้วล็อก
• ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ
• ข้อเข่าเสื่อม
โรคเกี่ยวกับกระดูกในผู้สูงอายุ
• กระดูกสะโพกหัก
• ข้อเข่าเสื่อม
• กระดูกพรุน
• หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ยูแคลซิว (U-CALCIU): ทางเลือกใหม่เพื่อกระดูกแข็งแรง
3 สารสกัดสำคัญใน U-CALCIU
1. แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต
• สกัดจากข้าวโพด ดูดซึมได้สูงถึง 90%
• กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนในกระดูก
• กระตุ้นการสร้างน้ำไขข้อ
2. เปปเปอร์มินต์พาวเดอร์ (Peppermint Powder)
• ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
• ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
3. วิตามินดี3 (Vitamin D3)
• ช่วยให้แคลเซียมถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น
• เสริมสร้างมวลกระดูก
• ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
2 เทคโนโลยีสำคัญใน U-CALCIU
1. Syrnic Technology – เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร
2. Nano-Encapsulation – ส่งสารสกัดระดับนาโนเพื่อดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต: แตกต่างจากแคลเซียมทั่วไปอย่างไร?
• ทำงานผ่าน Passive Transport ไม่ต้องใช้วิตามินดีช่วยดูดซึม
• ดูดซึมสูงถึง 95% ไม่ตกค้างจนเกิดนิ่ว
• ไม่ทำให้ท้องผูกหรือระคายเคืองทางเดินอาหาร
• ช่วยเสริมสร้าง มวลกระดูกและน้ำไขข้อ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่มเติม: ยูแคลซิ่ว ทานอย่างไรให้ได้ผลดี?
ดูเพิ่มเติม: ยูแคลซิ่ว ทานอย่างไรให้ได้ผลดี?
ยูแคลซิ่ว ควรทานอย่างไรให้ได้ผลดี?
แนะนำ: ทานวันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า
• ยูแคลซิ่วมีแคลเซียมแอลทรีโอเนต ซึ่งดูดซึมได้ดีมากถึง 90–95%
• ปริมาณที่ร่างกายดูดซึมได้จาก 1 เม็ด เพียงพอกับความต้องการต่อวันของคนทั่วไป
• สะดวก ปลอดภัย และไม่ทำให้ท้องผูกเหมือนแคลเซียมแบบเก่า
ใครบ้างที่อาจต้องการมากกว่าปกติ?
• ผู้สูงอายุ หญิงวัยหมดประจำเดือน
• ผู้ที่ไม่ดื่มนม ทานแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ
สำหรับกลุ่มนี้ สามารถทานวันละ 2 เม็ดได้ โดยแบ่งเป็น เช้า 1 เม็ด เย็น 1 เม็ด
เคล็ดลับ:
ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงจากชา กาแฟ และยา เพื่อให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีที่สุด
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ดู:ปริมาณแคลเซียมที่ดูดซึมได้ และความปลอดภัย
ดู:ปริมาณแคลเซียมที่ดูดซึมได้ และความปลอดภัย
ข้อมูลทางวิชาการ: ปริมาณแคลเซียมที่ดูดซึมได้ และความปลอดภัย
• 1 เม็ดของยูแคลซิ่ว มี Calcium L-threonate 1,000 mg
ซึ่งให้แคลเซียมบริสุทธิ์ประมาณ 100 mg
• ด้วยอัตราการดูดซึม 90–95% ร่างกายจะได้รับแคลเซียม ~90–95 mg/เม็ด
ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการขั้นต่ำของร่างกายที่ประมาณ 700–1,000 mg/วัน (รวมจากอาหาร)
แคลเซียมที่ดูดซึมได้จริงต่อวัน
• คนทั่วไปจะได้รับแคลเซียมจากอาหาร ~600–800 mg/วัน
• เสริมด้วยยูแคลซิ่วอีก ~90 mg จะช่วยเติมเต็มให้เพียงพอ
ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน (UL)
• ผู้ใหญ่ไม่ควรได้รับเกิน 2,500 mg/วัน
ดังนั้น การรับประทานยูแคลซิ่ววันละ 2 เม็ด (2,000 mg L-threonate = ~200 mg แคลเซียมบริสุทธิ์) ยัง อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
สรุปคือยูแคลซิ่ว สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมได้ถึง 95%
ไม่เกิดการตกค้างจนเป็นนิ่ว
ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
หรือ ท้องผูก
วิตามินดี3: แสงแดดไม่พอ ต้องเติมด้วยอาหารเสริม
วิตามินดี3 มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้แคลเซียมถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยปกติ ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินดี3 เมื่อได้รับรังสียูวีบีจากแสงแดด แต่เนื่องจากพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่หลีกเลี่ยงแสงแดด ทำให้ขาดวิตามินดี ส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียมและความแข็งแรงของกระดูก
ประโยชน์ของวิตามินดี3
• ช่วยให้ แคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด
• เสริมสร้าง ความแข็งแรงของกระดูก
• ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
• ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิต
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Calcium L-Threonate
แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต
แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต (Calcium L-Threonate) เป็นรูปแบบหนึ่งของแคลเซียมที่มีคุณสมบัติพิเศษ ดูดซึมเข้าสู่กระดูกได้โดยตรงและมีอัตราการดูดซึมสูงถึง 90% ซึ่งแตกต่างจากแคลเซียมทั่วไปที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างในการดูดซึม
🔬 โครงสร้างทางเคมี และคุณสมบัติเด่น
• ประกอบด้วย L-Threonate ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)
• มีคุณสมบัติช่วย กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts)
• ถูกดูดซึมผ่านลำไส้ได้ง่าย และสามารถเข้าสู่กระดูกโดยตรง
• ไม่ก่อให้เกิดการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือด (ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดแข็งตัว – Atherosclerosis)
• มีผลต่อระบบประสาท ช่วยส่งสัญญาณประสาทและเสริมสร้างความจำ (บางงานวิจัยศึกษาถึงศักยภาพในการช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม)
🔬 ข้อได้เปรียบของแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต
1. ดูดซึมได้สูงกว่าทุกชนิด – ดูดซึมเข้าสู่กระดูกโดยตรง ไม่ต้องอาศัยวิตามินดีมากเท่ากับแคลเซียมอื่น
2. ไม่มีอาการข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร – ไม่ทำให้ท้องอืดหรือท้องผูก
3. ช่วยกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูก – กระตุ้น Osteoblasts ให้ผลิตมวลกระดูกใหม่
4. ไม่มีการสะสมในหลอดเลือดหรือไต – ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและนิ่วในไต
📌 คำแนะนำในการใช้แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต
• ควรทานพร้อมอาหาร เพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด
• สามารถทานร่วมกับวิตามิน D3 ได้ เพื่อเสริมการดูดซึม
• เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกระดูกและป้องกันกระดูกพรุน โดยเฉพาะวัยสูงอายุ
🔎 บทสรุป
แคลเซียมแอล-ทรีโอเนตเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพกระดูก เนื่องจาก ดูดซึมได้ดี เข้าสู่กระดูกโดยตรง และไม่เกิดการสะสมในหลอดเลือด ซึ่งแตกต่างจากแคลเซียมแบบดั้งเดิมที่อาจทำให้เกิดนิ่วหรือภาวะแคลเซียมอุดตัน
หากต้องการเสริมสร้างมวลกระดูกอย่างมีประสิทธิภาพ U-CALCIU ที่มีแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต ถือเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์แคลเซียมทั่วไป
และที่สำคัญในยูแคลซิ่วของเรา เรายังมีวิตามินดี3 ด้วยเหมือนกันกับที่อยู่ใน ยูโปรเฟกซ์ (U-Profext) เพราะว่าเราไม่ค่อยได้รับแสงแดดยูวีบี แดดอ่อนอ่อนยามเช้ากันเท่าสักเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับจากสารอาหาร แล้วก็เราไม่สามารถการันตีตัวเองกันได้ทุกคนจริงไหมว่า เราได้รับวิตามินดีสามจากอาหารหลักการอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สำคัญเราจึงจำเป็นที่จะต้องใส่ ไว้ให้
เราจะได้รับวิตามินดี 3 ได้จากไหนแหล่งได้บ้างล่ะ?
เราจะได้รับวิตามินดี 3 ได้จากแหล่งไหน?
เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถผลิตวิตามินดีขึ้นมาเองได้ จึงควรได้รับวิตามินจากแหล่งอื่นๆ ดังนี้
* แหล่งอาหารหลายชนิด เช่น ไข่แดง ตับ นม เนย ปลาซาดีน และปลาทูน่า เป็นต้น
* แสงแดดในธรรมชาติ โดยให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดอย่างน้อย 15 นาทีช่วงเช้าประมาณ 06.00-08.00 น. หรือช่วงเย็นหลัง 16.00 น. เพื่อให้ผิวหนังชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้าได้สังเคราะห์วิตามินดีจากรังสี UVB
* ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากมีข้อจำกัดในเรื่องของการรับวิตามินดีด้วยวิธีข้างต้น การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินดีนับเป็นทางเลือกที่ดีในการเสริมสร้างร่างกาย ซึ่งวิตามินดีในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรเป็นวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นภายในร่างกาย เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ในร่างกายได้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
จะเห็นได้ว่า วิตามินดี 3 เป็นอีกหนึ่งวิตามินที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของร่างกาย เพราะหากร่างกายขาดวิตามินดีอาจส่งผลให้มวลกระดูกลดลงและอาจเกิดโรคกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้ ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับวิตามินอย่างเพียงพอทั้งจากการได้รับจากแสงแดด แหล่งอาหาร และอาหารเสริม
วิตามินดี 3 สำคัญมากนอกจากจะช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างมวลกระดูกแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลย์ระบบภูมิคุ้มกันระบบระบบไหลเวียนเลือด ผนังหลอดเลือด ให้แข็งแรง
คือจากแสงแดดอ่อนอ่อนคือรังสียูวีบีกระทบกับไขมันใต้ฉันผิวหนังซึ่งหมายถึงคอเลสเตอรอลนั่นแหละ ที่อยู่ผิวชั้นนอก ที่ได้รับการสังเคราะห์เปลี่ยนกลายเป็นวิตามินดี 3 นั่นเอง
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
🔬 วิตามินดี3 (Vitamin D3) – คือองค์ประกอบสำคัญต่อระบบกระดูกและภูมิคุ้มกัน
🔬 วิตามินดี3 (Vitamin D3) – คือองค์ประกอบสำคัญต่อระบบกระดูกและภูมิคุ้มกัน
วิตามินดี3 หรือ Cholecalciferol เป็นรูปแบบของวิตามินดีที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้จากแสงแดดและยังสามารถได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม วิตามินดี3 มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพกระดูกและภูมิคุ้มกัน
1. กระบวนการเมแทบอลิซึมของวิตามินดี3 ในร่างกาย
1.1 การสังเคราะห์จากแสงแดด
• เมื่อ รังสี UVB จากแสงแดดกระทบผิวหนัง 7-dehydrocholesterol (สารตั้งต้นของวิตามินดี) จะถูกเปลี่ยนเป็น Cholecalciferol (วิตามินดี3)
• จากนั้น Cholecalciferol จะเข้าสู่ตับและถูกเปลี่ยนเป็น 25-Hydroxyvitamin D (25(OH)D) ซึ่งเป็นรูปที่ใช้ตรวจวัดระดับวิตามินดีในเลือด
• ในไต 25(OH)D จะถูกเปลี่ยนเป็น 1,25-Dihydroxyvitamin D (1,25(OH)2D หรือ Calcitriol) ซึ่งเป็นรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้
2. วิตามินดี3 กับการดูดซึมแคลเซียมและสุขภาพกระดูก
วิตามินดี3 เป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมสมดุลของแคลเซียมในร่างกายผ่านกระบวนการดังนี้
2.1 กระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้
• วิตามินดี3 จะกระตุ้นการสร้างโปรตีน Calbindin-D ในเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็ก ซึ่งช่วยลำเลียงแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
• หากขาดวิตามินดี3 การดูดซึมแคลเซียมจะลดลงถึง 50-80% ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้เกิด ภาวะกระดูกพรุน
2.2 กระตุ้นกระบวนการสร้างกระดูก (Bone Remodeling)
• วิตามินดี3 มีบทบาทสำคัญต่อเซลล์กระดูก 2 ชนิด ได้แก่
• Osteoblasts (เซลล์สร้างกระดูก) – ช่วยสร้างมวลกระดูกใหม่
• Osteoclasts (เซลล์สลายกระดูก) – ช่วยสลายกระดูกเก่าเพื่อปรับโครงสร้าง
• วิตามินดี3 จะช่วยกระตุ้น Osteoblasts ให้สร้างมวลกระดูก และควบคุม Osteoclasts ไม่ให้สลายกระดูกมากเกินไป
2.3 ป้องกันโรคกระดูกพรุน
• การขาดวิตามินดี3 ทำให้กระดูกเปราะบางและเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือน
• วิตามินดี3 ร่วมกับแคลเซียมสามารถลดความเสี่ยงของกระดูกหักและช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก
3. วิตามินดี3 กับระบบภูมิคุ้มกัน
วิตามินดี3 มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
3.1 กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
• วิตามินดี3 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ Macrophages และ Dendritic cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดเชื้อโรค
• กระตุ้นการทำงานของ T-Cells และ B-Cells ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน
3.2 ลดการอักเสบ (Anti-inflammatory effect)
• วิตามินดี3 สามารถลดระดับ Cytokines อักเสบ เช่น IL-6 และ TNF-α ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบและโรคภูมิต้านตนเอง
• ช่วยลดความรุนแรงของโรค COVID-19 และไข้หวัดใหญ่
4. ความสัมพันธ์ของวิตามินดี3 กับโรคเรื้อรัง
5. แหล่งที่มาของวิตามินดี3
5.1 แหล่งจากแสงแดด
• รังสี UVB สามารถกระตุ้นการสร้างวิตามินดี3 ได้ แต่ต้องได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ (10-30 นาทีต่อวัน ขึ้นอยู่กับสีผิวและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์)
5.2 แหล่งจากอาหาร
• ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, น้ำมันตับปลา, ไข่แดง, นมเสริมวิตามินดี
5.3 อาหารเสริมวิตามินดี3
• ในผู้ที่ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอหรือมีภาวะขาดวิตามินดี อาหารเสริมเป็นตัวเลือกที่จำเป็น
• ปริมาณแนะนำต่อวัน:
• เด็กและผู้ใหญ่ทั่วไป 600-800 IU ต่อวัน
• ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน 1000-2000 IU ต่อวัน
🔎 บทสรุป
วิตามินดี3 เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ กระดูก ภูมิคุ้มกัน และการลดการอักเสบในร่างกาย การได้รับวิตามินดี3 อย่างเพียงพอสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และเสริมภูมิคุ้มกัน
หากต้องการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินดี3 ควบคู่กับแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีสามได้เองไหมล่ะ?
ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดี3 (Cholecalciferol) ได้เอง เมื่อผิวหนังได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) จากแสงแดด กระบวนการนี้เกิดขึ้นในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) โดยมีขั้นตอนดังนี้
กระบวนการสังเคราะห์วิตามินดี3 ในร่างกาย
1. เริ่มต้นที่ผิวหนัง
• ในผิวหนังของเรามีสารตั้งต้นที่เรียกว่า 7-dehydrocholesterol ซึ่งเป็นสารประกอบของคอเลสเตอรอล
• เมื่อผิวหนังได้รับรังสี UVB จากแสงแดด 7-dehydrocholesterol จะเปลี่ยนเป็น Previtamin D3
2. การเปลี่ยนเป็นวิตามินดี3
• Previtamin D3 จะถูกเปลี่ยนเป็น Cholecalciferol (วิตามินดี3) ผ่านปฏิกิริยาที่อาศัยความร้อนจากร่างกาย
• วิตามินดี3 นี้จะถูกลำเลียงเข้าสู่กระแสเลือดและไปยังตับ
3. การเปลี่ยนแปลงที่ตับและไต
• ที่ตับ: วิตามินดี3 จะถูกเปลี่ยนเป็น 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D] หรือ Calcidiol
• ที่ไต: 25(OH)D จะถูกเปลี่ยนเป็น 1,25-dihydroxyvitamin D [1,25(OH)2D] หรือ Calcitriol ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพของวิตามินดี
ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์วิตามินดี3 ในร่างกาย
แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดี3 ได้เอง แต่มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ ได้แก่
1. ปริมาณรังสี UVB
• แสงแดดที่มี ความยาวคลื่น 290-315 นาโนเมตร เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์วิตามินดี
• แสงแดดช่วง 09:00 – 15:00 น. มี UVB สูงสุด
2. สีผิว
• คนที่มีผิวขาวจะสังเคราะห์วิตามินดีได้เร็วกว่า เพราะมีเมลานินน้อย
• คนที่มีผิวคล้ำต้องใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากเมลานินช่วยป้องกัน UVB
3. อายุ
• ผู้สูงอายุมี 7-dehydrocholesterol ในผิวน้อยลง ทำให้สังเคราะห์วิตามินดีได้น้อยลง
4. ครีมกันแดดและเสื้อผ้า
• ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง (>30) สามารถลดการสังเคราะห์วิตามินดีได้ถึง 95-99%
• การสวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกายจะลดการได้รับ UVB
5. สถานที่และฤดูกาล
• ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร (เช่น ประเทศในยุโรปและแคนาดา) อาจไม่ได้รับ UVB เพียงพอในฤดูหนาว
• ในประเทศเขตร้อน (เช่น ไทย) มี UVB ตลอดปี แต่การใช้ชีวิตในร่มมากเกินไปอาจทำให้ขาดวิตามินดีได้
สรุป
ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดี3 ได้เอง เมื่อได้รับแสงแดดที่มีรังสี UVB เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่าง ๆ เช่น สีผิว อายุ การใช้ครีมกันแดด และสถานที่ที่อยู่อาศัยสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสังเคราะห์วิตามินดี ดังนั้น การได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม หรือการรับวิตามินดีจากอาหารและอาหารเสริม อาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางกรณีเพื่อรักษาระดับวิตามินดีให้เพียงพอต่อสุขภาพ
ผงเปเปอร์มิ้น
เพื่อช่วยในการลดการท้องอืดท้องเฟ้อ หรืออาการภูมิแพ้แล้วก็ ที่สำคัญช่วยให้สามารถนอนหลับได้ง่ายมากขึ้นด้วย
Syrnix – นวัตกรรมล้ำหน้าสำหรับสุขภาพ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Syrnix – นวัตกรรมล้ำหน้าสำหรับสุขภาพ
Syrnix – นวัตกรรมล้ำหน้าสำหรับสุขภาพ
เพราะการดูแลกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง ไม่ได้มีแค่เรื่องแคลเซียมเท่านั้น! นี่คือเหตุผลที่เรานำ Syrnix นวัตกรรมเฉพาะจาก SCG Grand เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารสกัดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
Syrnix คืออะไร?
Syrnix เป็นเทคโนโลยีที่ผสาน Bio-Flavonoids, Nano-Encapsulation และ Bioenhancer เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารสกัด ทำให้สารออกฤทธิ์ได้เต็มที่และยาวนานขึ้น
ทำไม Syrnix จึงพิเศษ?
✔️ เพิ่มการดูดซึมสารสำคัญ – ทำให้ร่างกายนำสารไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
✔️ ชะลอการสลายตัวของสารสกัด – สารสำคัญอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น
✔️ ลดการใช้ขนาดสารสกัดโดยไม่ลดประสิทธิภาพ – ปริมาณน้อยแต่ได้ผลมาก
✔️ เสริมการทำงานของสารสื่อประสาท – ช่วยให้ร่างกายตอบสนองได้ดีขึ้น
Nano-Encapsulation – เทคโนโลยีระดับนาโนเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า
เทคโนโลยีนี้ช่วยห่อหุ้มสารสกัดให้อยู่ในขนาดนาโนเมตร ทำให้สามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วและตรงจุดที่สุด
🔹 คงความเสถียรของสารสกัด
🔹 ช่วยลดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
🔹 ทำให้การออกฤทธิ์ของสารสกัดสม่ำเสมอและยาวนานขึ้น
เทคโนโลยี Syrnix และ Nano-Encapsulation ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และช่วยให้คุณมีสุขภาพกระดูกและข้อต่อที่แข็งแรงอย่างแท้จริง
Syrnix: Bioavailability Enhancement & Neurotransmitter Optimization
Syrnix เป็นนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย SCG Grand เพื่อลดข้อจำกัดของสารสกัดทั่วไปที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมและระยะเวลาการออกฤทธิ์ โดยใช้หลักการ Bioavailability Enhancement และ Neurotransmitter Optimization ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่
1. Bio-Flavonoids (วิตามินพี)
• ช่วยเสริมฤทธิ์ของสารสกัดจากพืชสมุนไพร
• ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมสุขภาพหลอดเลือด
• ลดการอักเสบ และเสริมความแข็งแรงของกระดูกอ่อน
2. Nano-Encapsulation Technology
• ใช้เทคโนโลยีห่อหุ้มสารสกัดระดับนาโน ทำให้สารละลายน้ำได้ดีขึ้น
• ช่วยลดอัตราการแตกตัวของสารสกัดในกระเพาะอาหาร ทำให้มีอายุการออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น
• ลดปริมาณสารสกัดที่ต้องใช้ แต่ยังคงประสิทธิภาพสูงสุด
3. Bioenhancer Mechanism
• ทำงานโดยยับยั้งเอนไซม์ Cytochrome P450 (CYP450) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญยาและสารสกัดในตับ ทำให้สารออกฤทธิ์ในร่างกายได้นานขึ้น
• ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท Neurotransmitters ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและกระดูกอ่อน
กลไกการออกฤทธิ์ของ Syrnix ในร่างกาย
🔹 การยับยั้ง CYP450 – ลดอัตราการสลายของสารสกัด ทำให้สารออกฤทธิ์นานขึ้น
🔹 การเพิ่มอัตราการดูดซึมผ่านลำไส้ – ช่วยให้สารสกัดเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น
🔹 การควบคุมสารสื่อประสาท – ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การผสานเทคโนโลยี Syrnix กับ Nano-Encapsulation ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งผ่านสารสกัดไปยังเซลล์เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว มีความเสถียรสูง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงกระดูกและข้อต่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Syrnix: เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อประสิทธิภาพการดูดซึมสารสกัด
Syrnix: เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อประสิทธิภาพการดูดซึมสารสกัด
Syrnix เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดย SCG Grand ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาสมุนไพร โดยมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ได้แก่ Bio-Flavonoids, Nano-Encapsulation และ Bioenhancer Mechanism ทำให้สารสำคัญในสูตรผลิตภัณฑ์สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
1. องค์ประกอบสำคัญของ Syrnix
1.1 Bio-Flavonoids: สารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยเสริมฤทธิ์
Bio-Flavonoids หรือ วิตามินพี เป็นกลุ่มของสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในพืช ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของร่างกาย รวมถึงช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารสกัดอื่นๆ
✅ เสริมการดูดซึมของสารอาหารและสารออกฤทธิ์
✅ ช่วยปรับสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือด
✅ ลดการอักเสบและเสริมสร้างสุขภาพของข้อต่อและกระดูกอ่อน
1.2 Nano-Encapsulation: เทคโนโลยีห่อหุ้มระดับนาโนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม
Nano-Encapsulation เป็นกระบวนการที่ใช้อนุภาคระดับนาโนเมตรในการห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ ซึ่งช่วยเพิ่มความคงตัวของสารและช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเหล่านั้นได้ดีขึ้น
คุณสมบัติของ Nano-Encapsulation:
🔹 ช่วยปกป้องสารออกฤทธิ์จากการถูกทำลายในกระเพาะอาหาร
🔹 ลดการสูญเสียของสารสำคัญระหว่างกระบวนการเผาผลาญ
🔹 เพิ่มความสามารถในการละลายของสารสำคัญ ทำให้ดูดซึมได้ดีขึ้น
🔹 ควบคุมการปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและยาวนาน
1.3 Bioenhancer Mechanism: การเพิ่มชีวประสิทธิผลของสารสกัด
กลไกของ Bioenhancer ใน Syrnix ทำงานโดยไปยับยั้งเอนไซม์ Cytochrome P450 (CYP450) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เผาผลาญสารสกัดและยาในตับ การยับยั้ง CYP450 ช่วยให้สารออกฤทธิ์มีอายุการทำงานในร่างกายได้นานขึ้น
🔹 ลดการสลายตัวของสารออกฤทธิ์ในตับ ทำให้สารมีความเสถียรมากขึ้น
🔹 เพิ่มความสามารถของลำไส้ในการดูดซึมสารสกัดเข้าสู่กระแสเลือด
🔹 ช่วยลดปริมาณของสารออกฤทธิ์ที่ต้องใช้ แต่ยังคงประสิทธิภาพสูงสุด
🔹 ลดความเป็นพิษของสารที่อาจเกิดจากการเผาผลาญอย่างรวดเร็ว
2. กลไกการออกฤทธิ์ของ Syrnix ในร่างกาย
กระบวนการทำงานของ Syrnix สามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
2.1 การเพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญ
• ใช้ Nano-Encapsulation เพื่อช่วยให้สารสกัดละลายได้ดีขึ้นและซึมผ่านผนังลำไส้ได้ง่าย
• ลดอัตราการสูญเสียสารสำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร
2.2 การยับยั้งเอนไซม์ CYP450 เพื่อชะลอการเผาผลาญสารออกฤทธิ์
• CYP450 เป็นเอนไซม์ที่พบในตับและลำไส้ มีบทบาทในการเผาผลาญยาและสารสกัดจากพืช
• Syrnix มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์นี้ ทำให้สารออกฤทธิ์มีอายุการทำงานในร่างกายได้นานขึ้น
2.3 การเสริมการทำงานของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters)
• Syrnix ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
• ส่งเสริมให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้การบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. ประโยชน์ของ Syrnix ต่อสุขภาพกระดูกและข้อต่อ
✅ ช่วยลดการอักเสบของข้อต่อ
✅ เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกระดูกอ่อน
✅ ลดอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ
✅ เพิ่มการดูดซึมของสารสกัดที่จำเป็นต่อสุขภาพข้อ เช่น คอลลาเจน, กลูโคซามีน และแคลเซียม
4. เปรียบเทียบ Syrnix กับสารเสริมประสิทธิภาพอื่นๆ
5. ข้อสรุป
Syrnix เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาด้าน ชีวประสิทธิผล (Bioavailability) ของสารสกัดจากธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์จากสารออกฤทธิ์ได้มากขึ้น โดยใช้กลไก Nano-Encapsulation เพื่อเพิ่มการดูดซึม, Bio-Flavonoids เพื่อเสริมฤทธิ์ และ Bioenhancer Mechanism เพื่อยับยั้งการสลายตัวของสารออกฤทธิ์ในตับ
เทคโนโลยีนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสารสกัดจากธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดปริมาณสารสกัดที่ต้องใช้ แต่ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ทำให้ Syrnix เป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพกระดูกและข้อต่อ
เราใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีไซนิกซ์ในเรื่องของการเคลือบเม็ดเพื่อจะนำส่งแคลเซี่ยม ให้ได้มากที่สุดถึง 95% หนึ่งเม็ดของเรา 1200 มิลลิกรัม 99% ก็คือ 1000 มิลลิกรัมเม็ดนิดๆ
จึงทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอ
ตรงนี้ก็เลย เอาความปลอดภัยในเรื่องของการไม่เกิดนิ่วในกระเพาะ ไม่ เกิด ริดสีดวง กรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหารอักเสบ อันนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว
สรุป (U-Calciu) ช่วยอะไรได้บ้าง
ㆍเพิ่มมวลกระดูก ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน
ㆍลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกเสื่อมและหัก
ㆍเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ㆍช่วยลดความเสี่ยงภาวะกระดูก
หักง่ายในวัยผู้สูงอายุ
ㆍป้องกันภาวะกระดูกบาง
ㆍบรรเทาอาการข้อเสื่อม
ㆍ บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
ㆍช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย
ㆍมีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจปกติ
กรณีเป็นโรคกระดูกพรุนกระดูกบางข้อเสื่อมเขาเสื่อม หรือว่าโรคกระดูกหักกระดูกแตกต่างๆ รวมถึงฟัน เราสามารถรับ ยูแคลซิ่ว ตัวนี้ได้เลย
แล้วลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่าทำไมเราถึงต้องได้รับแคลเซี่ยม เพราะในระยะยาวกระดูกเราต้องแข็งแรงนั่นเอง สำหรับยูแคลซิ่วแคลเซี่ยม
เราไม่จำเป็นต้องรอให้กระดูกเสื่อมก่อนแล้วค่อยใช้
สำหรับเด็กอายุ 12 ขวบ ขึ้นไปถึง 18 ทาน ยูแคลซิ่ว ของวันละ 1 เม็ด แล้วออกกำลังกายไปด้วย คุณเชื่อไหมว่าเค้าจะสูงขึ้นได้มาก
เพราะมันจะเสริมสร้างมวลกระดูกได้เป็น อย่างดี
คือเด็กๆเค้าจะ รณรงค์ให้ทานนม แต่ลืมไปว่า 60% ของเด็กไทยไม่สามารถ ย่อยแลคโตสได้ จึงทำให้เกิดการท้องอืด หลายๆคนจึงไม่ค่อยดื่มนมสักเท่าไหร่ และในนมก็ไม่ได้มีแค่แคลเซี่ยม แต่ยังมีอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด ถ้าไม่อยากดื่มนม ไม่ชอบดื่มนมก็ที่จะสามารถทานยูแคลซิ่วหรือแคลเซียมตัวนี้ได้ แค่วันละ 1 เม็ดเท่านั้นเอง
ตั้งแต่ 12 ขวบขึ้นไปก็สามารถทานได้ จะทำให้กระดูกแข็งแรงตั้งแต่ตอนนั้น และมีร่างกายที่สูงใหญ่ได้ด้วยนั่นเอง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
U-Calciu
U-Calciu
U-Calciu เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้
✅ เพิ่มมวลกระดูก ลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุน
✅ ลดโอกาสเกิดโรคกระดูกเสื่อม กระดูกหัก และข้อเสื่อม
✅ เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกระดูกบาง
✅ บรรเทาอาการข้อเสื่อมและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
✅ ช่วยเผาผลาญธาตุเหล็ก และมีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจปกติ
ใครบ้างที่ควรทาน U-Calciu?
✔ ผู้สูงอายุ – ลดความเสี่ยงกระดูกบาง กระดูกพรุน และข้อเสื่อม
✔ ผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุน ข้อเสื่อม หรือกระดูกแตกหัก – ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
✔ วัยรุ่นอายุ 12-18 ปี – ช่วยเพิ่มมวลกระดูก ส่งเสริมการเจริญเติบโต และเพิ่มความสูง
✔ ผู้ที่ไม่สามารถดื่มนมได้ – เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่แพ้แลคโตสหรือละเว้นนมจากอาหาร
ทำไมต้องเสริมแคลเซียม?
ในระยะยาว กระดูกต้องแข็งแรง เพื่อป้องกันปัญหากระดูกเสื่อมในอนาคต เด็กและวัยรุ่นควรได้รับแคลเซียมเพียงพอเพื่อช่วยเพิ่มความสูงและมวลกระดูกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่แพ้แลคโตสจากนม U-Calciu เป็นทางเลือกที่สะดวกและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
✅ ไม่ต้องรอให้กระดูกเสื่อมก่อนแล้วค่อยทาน
✅ ทานเพียงวันละ 1 เม็ด ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป พร้อมออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มความสูงและความแข็งแรงของกระดูกได้ดี
U-Calciu เหมาะสำหรับทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกระดูกและป้องกันภาวะกระดูกเสื่อมตั้งแต่เนิ่นๆ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
3 ผลิตภัณฑ์ ฟื้นฟูดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อ
3 ผลิตภัณฑ์ ฟื้นฟูดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อ
ในเรื่องของ สุขภาพกระดูกและข้อต่อ ถ้าจะดูแลให้ครบวงจรจริง ๆ คุณต้องมองให้ครบทั้งสามองค์ประกอบ นั่นก็คือ
1. กระดูกอ่อน – โครงสร้างที่รองรับแรงกระแทก
2. เส้นประสาท – ตัวกลางที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดและควบคุมการเคลื่อนไหว
3. ความแข็งแรงของกระดูก – พื้นฐานของร่างกายที่ต้องได้รับการบำรุง
ดังนั้น ถ้าจะดูแลให้ครบถ้วน คุณต้องเข้าใจบทบาทของผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ตัวนี้ก่อน
1. ยูโปรเฟกซ์ (U-PROFEX) – ฟื้นฟูกระดูกอ่อน ลดปวด และเสริมความแข็งแรงของข้อ
ยูโปรเฟกซ์ช่วยดูแลกระดูกอ่อนโดยเฉพาะ ถ้าคุณรู้สึกเจ็บแปล๊บเวลาเดิน นั่ง หรือขยับตัว อาการเหล่านี้มักเกิดจาก กระดูกอ่อนที่เริ่มเสื่อมสภาพ เมื่อลูกหมากกระดูกเสื่อม พื้นผิวของข้อต่อก็จะสึกหรอ ยูโปรเฟกซ์ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูกระดูกอ่อนกลับมาได้อีกครั้ง ช่วยเพิ่มน้ำเลี้ยงไขข้อ ป้องกันไม่ให้กระดูกเสียดสีกันจนเกิดความเจ็บปวด
🦴 ใช้เมื่อไหร่:
• มีอาการข้อเสื่อม ปวดข้อ ข้อเข่าติด ขยับแล้วมีเสียงกรอบแกรบ
• หมอนรองกระดูกเริ่มบาง
• ปวดหลัง ปวดคอจากออฟฟิศซินโดรม
🦴 ทานอย่างไร:
• วันละ 2 แคปซูล ก่อนนอน
• ให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ต่อเนื่อง 3-4 เดือน
2. ยูนิออย (UNI OIL) – บรรเทาอาการอักเสบ ลดปวดเส้นประสาท
หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการบำรุงกระดูกเพียงอย่างเดียวก็พอ แต่ความจริงคือ ถ้าคุณมีอาการปวดร้าวลงขา ชาปลายมือ ปลายเท้า หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง นั่นหมายความว่า เส้นประสาทของคุณอักเสบ!
ยูนิออยช่วยฟื้นฟูเส้นประสาทและลดการอักเสบโดยตรง ด้วย น้ำมันสกัด 12 ชนิด ที่ผ่าน เทคโนโลยี Nano-Encapsulation ทำให้สารสำคัญเข้าสู่ร่างกายได้เต็มที่
⚡ ใช้เมื่อไหร่:
• ปวดหลังร้าวลงขา หรือปวดสะโพก
• เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
• มือชา เท้าชา หรือมีอาการเส้นประสาทอักเสบ
⚡ ทานอย่างไร:
• วันละ 2 เม็ด เช้า 1 เม็ด เย็น 1 เม็ด หลังอาหาร
3. ยูแคลซิ่ว (U-CALCIU) – เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน
กระดูกอ่อนไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องดูแล ถ้าร่างกายของคุณได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ กระดูกจะเริ่มบางและเสื่อมลง ยูแคลซิ่วไม่ได้เป็นแค่แคลเซียมทั่วไป แต่เป็น แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต (L-Threonate) ซึ่งเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้สูงถึง 90% ต่างจากแคลเซียมแบบอื่นที่อาจตกค้างและสะสมในร่างกาย
💪 2 เทคโนโลยีสำคัญใน U-CALCIU
1. Syrnix Technology – เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร
2. Nano-Encapsulation – ส่งสารสกัดระดับนาโนเข้าสู่ร่างกายได้ลึกและรวดเร็ว
💪 ใช้เมื่อไหร่:
• ป้องกันกระดูกพรุนในวัย 30+
• เสริมความแข็งแรงของกระดูกสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก
• ช่วยให้กระดูกหายเร็วขึ้นหลังการแตก หัก หรือผ่าตัด
💪 ทานอย่างไร:
• วันละ 1-2 เม็ด พร้อมอาหาร
📢 สรุป:
ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ตัวทำงานร่วมกันในการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อ U-PROFEX ฟื้นฟูกระดูกอ่อน, UNI OIL ลดการอักเสบของเส้นประสาท และ U-CALCIU เสริมสร้างมวลกระดูก เมื่อใช้ร่วมกันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด!
(เทา) ยูแคลซิ่ว (U-CALCIU) – เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน