U-Calciu

ฟื้นฟูและเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงระยะยาว

เพราะสุขภาพกระดูกที่ดี ต้องดูแลตั้งแต่วันนี้

การดูแลกระดูกไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่มันคือพื้นฐานของชีวิตที่แข็งแรง หากคุณกำลังมองหาวิธีบำรุงและฟื้นฟูกระดูกอย่างแท้จริง U-Calciu คือคำตอบที่คุณต้องการ

กระดูกของเราเสื่อมถอยไปทุกวัน ไม่ว่าเราจะใช้ U-PROFEX เพื่อฟื้นฟูข้อต่อ หรือ UNI-OIL เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท แต่ถ้าหากมวลกระดูกลดลงจากการสูญเสียแคลเซียมทุกวัน ร่างกายของเราก็ยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และปัญหากระดูกหักอยู่ดี

การฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ มันจะมีแค่ ยูโปรเฟกซ์ และยูนิออยไม่ได้เพราะอะไร เมื่อ กระดูกข้อต่อของ เรา ฟื้นฟูแล้วเส้นเอ็นของเรา ได้รับการบำรุงแล้ว ปลายประสาทต่างๆได้ลดกระบวนการอักเสบ ร่างกายได้รับคอลลาเจน ยับยั้งเอนไซม์ที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจนแล้ว แต่มวลกระดูก นั้นได้สูญเสียไปในทุกๆวัน
จะถามว่ามีใครที่หยุดแก่ได้ไหมวันนี้ มีใครที่หยุดความสูญเสียความเสื่อมของมวลเซลล์มวลกระดูกต่างๆได้บ้าง

เพราะไม่มีเราก็ต้องเสริม เราก็ต้อง maintenance (ซ่อมบำรุง) เราก็ต้อง maintain (บำรุงรักษ) กันอย่างยาวๆ
เพราะฉะนั้นกระดูกของคุณนั้น มันเสื่อม มันพรุนผุ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ทำให้สูญเสียแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆกับประจำเดือน บางคนบอกว่าประจำเดือนหมดแล้วไม่ต้องกังวล แน่นอนล่ะยิ่งหมดแล้วยิ่งต้องกังวล เพราะมันได้สูญเสียไปแล้วอย่างมหาศาลแล้ว และ มาดันหมดเอาตอนนี้ เพราะฉะนั้นแคลเซียมสำคัญนะ เราจึงจำเป็นจะต้องได้ในส่วนของแคลเซี่ยม

เราจะหยุดความเสื่อมของกระดูกได้ไหม?
• ไม่มีใครสามารถหยุดความเสื่อมของร่างกายได้
• ไม่มีใครสามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้ 100%
• แต่เราสามารถ เสริมและบำรุงกระดูก ให้แข็งแรงขึ้นได้

ทำไมต้องเสริมแคลเซียม?

โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องสูญเสียแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ ผ่านการมีประจำเดือน หรือแม้แต่หลังหมดประจำเดือนแล้ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะมวลกระดูกที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้จะไม่สามารถกลับคืนมาได้เอง

ดังนั้น U-Calciu จึงถูกออกแบบมาเพื่อ เสริมสร้างและบำรุงกระดูก ให้แข็งแรง พร้อมช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุน

ยูแคลซิ่ว (U-Calciu)

แคลเซียมตัวนี้ต้องบอกว่า เป็นตัวที่เข้าไปช่วยในเรื่องของกระดูกแข็งได้ดีมากๆ
เขาสามารถช่วยยังไง ส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นในเรื่องของกระดูกพรุน กระดูกบาง กระดูกเปราะ กระดูกแตก กระดูกหัก ส่วนใหญ่มาจากกระดูกหัก กระดูกแข็งเราจะใช้ตัวแคลเซี่ยมเข้าไปช่วย

ในกรณีที่มีปัญหากระดูกแตก
หรืออุบัติเหตุตัวนี้จะเข้าไปช่วยทำให้เกิดการซ่อมแซมได้เร็วขึ้น หรือข้อเข่าเสื่อม บริเวณเข่ากระดูกสองชิ้นเสียดสีกันจะเกิดอาการปวดมาก เพราะเกิดการเสียดสีถึงกระดูกแข็งแล้ว

แคลเซี่ยมตัวนี้อยู่ในรูปแบบฟอร์มที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้

แต่ทีนี้เราต้องเข้าใจกันนะว่า เราต้องรู้จักก่อนว่า จริงๆแล้วแคลเซี่ยมในท้องตลาดมีอยู่ 3 ชนิดหลักๆ

แคลเซียมที่มีอยู่ในท้องตลาดมีอยู่ 3 ชนิด แล้วแต่ละชนิด ก็จะมีประโยชน์ มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

ของเรา เป็นฟอร์มที่เรียกว่า แอลทีโอเนต เป็นฟอร์มที่ดีที่สุด เป็นฟอร์มที่สามารถดูดซึมได้ถึง 90% และในตัวยูแคลซิ่วยังมี เปปเปอร์มิ้นพาวเดอร์ ที่ช่วยเรื่องอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้ด้วย มีวิตามินดีสามที่ช่วยในการดูดซึมเช่นกัน

U-Calciu – แคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด

👇👇👇

U-Calciu – แคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด

ขยาย

👇👇👇

รู้จักประเภทของแคลเซียม: เลือกแบบไหนดีล่ะ?

อ่านเพิ่ม: รู้ไหม? แคลเซียมไม่ได้เหมือนกันหมดทุกชนิดนะ!

แคลเซี่ยม อีกสองฟอร์มที่มีอยู่ใน ท้องตลาด
ซื้งโรงพยาบาลและคลีนิคนิยมจ่ายให้

• แคลเซี่ยมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)

มีการนำมาใช้มากที่สุดเนื่องจากมีราคาถูก คุณสมบัติไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้โดยอาศัยกรดในกระเพาะ มีความสามารถในการดูดซึมได้พอ ๆ กับแคลเซียมจากน้ำนม หากรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มิลลิกรัม จะมีปริมาณแคลเซียม 40% คือ 400 มิลลิกรัม แต่ดูดซึมได้น้อยเพียง 15% ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียม 60 มิลลิกรัมซึ่งยังไม่พอแก่ความต้องการของร่างกาย (ที่ 70-90 มิลลิกรัม) แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นรูปที่นิยมใช้กันมากในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

• แคลเซียมซิเตรต มีปริมาณแคลเซียม 21% คือ 210 มิลลิกรัม และดูดซึมได้น้อยเพียง 15% ดังนั้น ต้องรับประทานแคลเซียมซิเตรต 3,000 มิลลิกรัม จึงจะเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน

• แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต ซึ่งสกัดมาจากข้าวโพด สามารถดูดซึมได้ 90-95% จึงทำให้การรับประทานแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 750 มิลลิกรัมก็เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายใน 1 วันคือดูดซึมได้ถึง 90 มิลลิกรัม (ความต้องการ 70-90 มิลลิกรัม) ทำงานในรูปแบบของ passive transport หรือที่เรียกว่าซึมผ่านระหว่างเซลล์โดยไม่ต้องผ่านการใช้วิตามินดีแบบแคลเซียมประเภทอื่น เป็นแคลเซียมจากพืช มีการวิจัยซึ่งค้นพบว่านอกจากจะบำรุงกระดูกแล้วยังสามารถเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงดีขึ้น ยังมีส่วนในการเสริมสร้างคอลลาเจนและเนื่องจากดูดซึมดีจึงไม่ตกค้างให้เกิดนิ่วและไม่ทำให้ท้องผูกด้วย อีกทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกและกระดูกอ่อน รวมทั้งสร้างน้ำไขข้อไปพร้อมกันด้วย เสริมสร้างกระดูกและข้อให้แข็งแรง

มาดูก่อนเลย
1. แคลเซี่ยมชนิดแรก ก็คือ แคลเซี่ยมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ซึ่ง แคลเซี่ยมชนิดนี้ สามารถดูดซึมได้เพียงแค่ 10% และเวลาทานอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก

แคลเซี่ยมคาร์บอเนต ต้องรับประทานพร้อมอาหาร เพราะว่ามันจะสามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะอาหารออกมาย่อยเท่านั้นเพราะแคลเซี่ยมตัวนี้จะต้องใช้กรดในกระเพาะอาหารในการแตกตัว

แคลเซี่ยมคาร์บอเนต ตัวนี้จะสามารถดูดซึมได้แค่ 10% เท่านั้น หมายความว่าในหนึ่งเม็ด 1000 มิลลิกรัม พอหลังจากที่ย่อยแล้วดูดซึมแล้วเราจะได้แค่ 100 มิลลิกรัมเท่านั้น ซึ่ง นับว่า น้อยมาก

กระทรวงสาธารณสุข หรือองค์การอนามัยโลก กล่าวว่าเราควรได้รับแคลเซียม 1000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะแคลเซียมจะถูกนำไปใช้มากในร่างกาย

แคลเซี่ยม อยู่ในกระดูกของเรา 99%
แคลเซี่ยมอยู่ในกระแสเลือด 1% แต่เป็นแคลเซียม 1% ในกระแสเลือดของเราที่สำคัญมากเช่นในเรื่องของการเต้นของหัวใจและหลอดเลือดต่างๆตรงนี้สำคัญมาก

ถ้ากระดูกของเราถูกร่างกายดึงแคลเซี่ยมไปใช้ โดยแคลเซียมไม่เพียงพอ เมื่อไม่มีเพียงพอก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ก่อเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต

เมื่อแคลเซี่ยมคาร์บอเนตดูดซึมได้แค่นี้ แล้วผลข้างเคียงที่ติดตามมาเมื่อทานแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดท้องอืด ท้องผูก

2. แคลเซี่ยมแบบที่สองก็คือ แคลเซี่ยมซิเตรด (Calcium Citrate) ซึ่งแคลเซี่ยมชนิดนี้ สามารถดูดซึมได้ 50% ซึ่งเป็นแคลเซี่ยมที่นิยมขายอยู่ตามร้านขายอาหารเสริม หรือ ร้านยา แคลเซี่ยมที่มีลักษณะเป็นอาหารเสริมเค้าเรียกว่าแคลเซี่ยมซิเตรด หรือไซเตรด

แคลเซี่ยมไซเตรด (Calcium Citrate) แคลเซี่ยมตัวนี้ จะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ได้แค่เพียง 50%
1000 มิลลิกรัม ใน 1 เม็ด ก็จะดูดซึมได้เพียงแค่ 500 มิลลิกรัม ก็ถือ ไม่ เพียงพอ

วันนี้ถ้าทานไปมากๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้รับประทาน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะได้

ซึ่ง คนไข้กระดูกและข้อ หมอกระดูก นิยมจ่ายแคลเซี่ยม ไซเตรดตัวนี้
หมอกระดูกจะชอบ จ่าย สูตรนี้กัน
มีไม่น้อยจะได้ของแถม มาด้วย คือโรคกระเพาะ

แคลเซี่ยมสองตัวนี้จะตกค้างในร่างกายด้วย ถ้ารับประทานเป็นระยะยาว แล้วเกิดการตกค้าง จะทำให้เกิดเป็นนิ้วที่ไต หากทานมากเกินไปก็อาจจะทำให้เป็นแคลเซี่ยมเกิน สิ่งที่ติดตามมาก็คือการเกิดหินปูนที่หลอดเลือด ไปเกิดหินปูน ในหลายๆที่ตามกระดูก อันนี้ก็จะเกิดอันตรายเช่นกัน นอกจากนิ่วในกระเพาะปัสสาวะแล้ว

3. แคลเซี่ยมอีกชนิดหนึ่งก็คือ แคลเซียมแอลทีโอเนต (Calcium L Theonate) ซึ่งตัวนี้ล่ะ จะสามารถดูดซึมได้ถึง 95% สามารถทานตอนท้องว่างได้ เป็นแคลเซี่ยมสูตรเดียวที่สกัดมาจากธรรมชาติ ละลายน้ำได้ดี ไม่ตกค้างในร่างกาย จะต้องบอกว่าแคลเซี่ยมชนิดนี้ เป็นแคลเซี่ยมที่ดีที่สุดในโลก ในตอนนี้เลย

แล้วแคลเซี่ยมของเรา U-Calciu คืออะไร
แคลเซี่ยมของเราก็คือแคลเซี่ยมแอลทีโอเนต
เป็นสารสกัดจากข้าวโพด

ทำไมเราถึงต้องใช้แคลเซี่ยมอินทรีย์ จากข้าวโพดด้วย
เพราะดูดซึมได้ถึง 90% ร่างกายขับออกทางปัสสาวะได้มาก จะไม่มีอาการตกค้าง และที่สำคัญที่สุดก็คือมันสามารถที่จะเสริมสร้างมวลกระดูกของเราได้เป็นอย่างดี

ขยาย

👇👇👇

การเข้าใจกระบวนการดูดซึมของแคลเซียมแต่ละชนิดจะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรเหมาะกับร่างกายจริง ๆ

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

กลไกการดูดซึมและการทำงานของแคลเซียมทั้งสามชนิด: แคลเซียมคาร์บอเนต, แคลเซียมซิเตรต, และแคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)

“กระดูก” 

โครงสร้างที่ร่างกายขาดไม่ได้

หากเปรียบร่างกายเป็นห้องเรียน “กระดูก” (Bones) ก็เหมือนหัวหน้าห้อง เพราะเป็นอวัยวะที่สำคัญ มีหน้าที่ในการค้ำจุนร่างกาย ทั้งช่วยในการเคลื่อนไหว 

เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ และปกป้องอวัยวะภายใน เช่น สมอง หัวใจ ปอด ฯลฯ ไม่ให้ได้รับอันตราย หรือกระทบกระเทือน นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไขกระดูก ( Bone marrow )  อยู่ในโพรงกระดูกทุกชิ้นของร่างกาย มีหน้าที่ช่วยผลิตเม็ดเลือดอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดแคลเซียมและมวลกระดูกลดลง

เมื่อพูดถึงกระดูกเสื่อม หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กระดูกของเรามีการสร้างและสลายตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะ หลังอายุ 30 ปี อัตราการสลายของมวลกระดูกจะเริ่มสูงกว่าการสร้างใหม่ ซึ่งหมายความว่า หากเราไม่เติมเต็มแคลเซียมอย่างเพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้ ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง นำไปสู่ ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และปัญหากระดูกอื่นๆ ในอนาคต

📌 ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อนแอ

✅ กระดูกบางและเปราะขึ้น – เสี่ยงต่อกระดูกหักแม้ได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
✅ ข้อเสื่อมและอาการปวดข้อ – เมื่อมวลกระดูกลดลง กระดูกจะเสียดสีกันมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวด
✅ อาการปวดหลังและหลังค่อม – เกิดจากการสูญเสียมวลกระดูกสันหลัง
✅ ภาวะกระดูกพรุน – ภาวะที่กระดูกมีรูพรุน ทำให้หักง่าย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง
✅ กระดูกแตกหักง่าย – ผู้สูงอายุที่หกล้มเพียงครั้งเดียว อาจเกิดกระดูกสะโพกหัก และมีโอกาสฟื้นตัวช้าหรืออาจเดินไม่ได้อีกเลย

📊 วันนี้คุณได้รับแคลเซียมเพียงพอแล้วหรือยัง?

อายุตั้งแต่ 1 ถึง 30 ปี
ต้องการแคลเซียม
วันละ 1,000 มิลลิกรัม
เพราะร่างกายยังสามารถ
ดูดซึมแคลเซียมและ
เก็บสะสมไว้ได้ดีอยู่
(เท่ากับนม 4-5 แก้ว)

อายุ 30 ปีขึ้นไป
ต้องการแคลเซียม
วันละ 1,000 มิลลิกรัม
ร่างกายในวัยนี้หยุด
เก็บแคลเซียมแล้ว
ดังนั้น เราต้องเติม
แคลเซียมให้กับร่างกาย
อยู่ตลอดห้ามขาด

อายุ 50 ปีขึ้นไป
และคุณแม่ตั้งครรภ์
ต้องการแคลเซียม
วันละ 1,200 มิลลิกรัม
(เท่ากับนม 6-7 แก้ว)

“แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)” เข้าใจตั้งแต่โครงสร้าง กลไก ไปจนถึงข้อดี-ข้อจำกัด ว่าทำไมจึงถูกขนานนามว่า “หนึ่งในแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดีที่สุดในโลก”

1. คืออะไร? — แคลเซียมแอล-ทีโอเนต (Calcium L-Threonate)

เป็นแคลเซียมที่เกิดจากการจับตัวกันระหว่าง
“แคลเซียม” กับ “แอล-ทีโอเนต (L-Threonic acid)” ซึ่งเป็นกรดน้ำตาลที่ได้จากการย่อยสลายของวิตามินซี (Ascorbic acid)
• L-Threonic acid ช่วยทำให้โมเลกุลของแคลเซียมมีขนาดเล็ก ละลายน้ำได้ดี และซึมผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
• เป็น แคลเซียมชนิดเดียวที่มีงานวิจัย ระบุว่า สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้มากกว่า 90% และสามารถ เดินทางเข้าสู่เซลล์กระดูกได้โดยตรง

2. กลไกการดูดซึมและการทำงาน (Mechanism of Action)

(1) การดูดซึม (Absorption)
• แคลเซียมแอล-ทีโอเนตละลายน้ำได้ดี ทำให้ไม่ต้องพึ่งกรดในกระเพาะอาหาร
• โมเลกุลของ L-Threonate จับแคลเซียมในรูปที่ร่างกายรู้จักและดูดซึมได้ง่าย ไม่เหลือแคลเซียมที่ตกค้างในลำไส้

(2) การกระจายตัวในร่างกาย (Distribution)
• เมื่อเข้าสู่กระแสเลือด L-Threonate จะ นำพาแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้โดยตรง
• ยังมีบทบาทในการ กระตุ้น Osteoblasts (เซลล์สร้างกระดูก) และ ยับยั้ง Osteoclasts (เซลล์สลายกระดูก) ช่วยให้กระดูกแข็งแรงยิ่งขึ้น

(3) การขับออก (Excretion)
• เนื่องจากถูกดูดซึมเกือบหมด จึง มีแคลเซียมเหลือน้อยมากในลำไส้ ลดความเสี่ยงต่อการตกตะกอนเป็นนิ่วในไต

3. จุดเด่นที่เหนือกว่าแคลเซียมทั่วไป

4. ข้อจำกัดที่ควรรู้
• ต้นทุนสูง และมักพบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับพรีเมียม
• ยังไม่แพร่หลายในวงกว้าง เท่าคาร์บอเนตหรือซิเตรต แต่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในวงการแพทย์และเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging medicine)

5. มีงานวิจัยรองรับไหม?
• มีงานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ที่ชี้ว่า แคลเซียมแอล-ทีโอเนตสามารถเพิ่มมวลกระดูก และลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกในผู้สูงอายุ
• บางการทดลองยังพบว่า ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) ได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป

6. สรุปง่ายๆ

“ถ้าแคลเซียมทั่วไปคือการเติมปูนเข้าไปในกระดูก
แคลเซียมแอล-ทีโอเนตก็คือการส่งช่างฝีมือเข้าไปซ่อมกระดูกโดยตรง”

หากคุณกำลังมองหาแคลเซียมที่ได้ผลจริง ดูดซึมได้ดี ไม่ทำให้ปวดท้อง ไม่ทำให้เกิดนิ่ว และช่วยสร้างกระดูกได้จริง — แคลเซียมแอล-ทีโอเนตคือคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

🔬 ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับแคลเซียมแอล-ทีโอเนต

กระดูกและข้อต่อ โครงสร้างสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้

หากเปรียบร่างกายเป็นอาคาร “กระดูก” (Bones) ก็คือเสาหลักที่ค้ำจุนร่างกายให้แข็งแรงและมั่นคง กระดูกทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้สะดวก แต่ยังเป็นจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ปกป้องอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ปอด และยังมีโพรงไขกระดูก (Bone Marrow) ซึ่งช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้กับร่างกาย

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระดูกและอายุ

หลายคนเชื่อว่ากระดูกจะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว กระดูกมีการสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงอายุ 1-30 ปี กระดูกจะมีการสะสมแคลเซียมอย่างเต็มที่ แต่หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป การสลายตัวของแคลเซียมจะมากกว่าการสร้างใหม่ ทำให้มวลกระดูกลดลงเรื่อยๆ หากไม่ได้รับแคลเซียมและสารอาหารที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ปัญหากระดูกเสื่อมและโรคเกี่ยวกับข้อต่อได้

ภาวะกระดูกพรุน: ปัญหาที่เงียบแต่รุนแรง

กระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่กระดูกบางลงและเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จนกว่าจะเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะบริเวณสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน
• การขาดแคลเซียมและวิตามินดี
• พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย
• ฮอร์โมนเพศลดลง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
• การใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม เช่น สเตียรอยด์

ร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมเองได้

เราต้องได้รับแคลเซียมจากแหล่งภายนอก โดยมี 2 วิธีหลัก:

1. การรับแคลเซียมจากอาหาร

แหล่งแคลเซียมที่ดี ได้แก่
• ผลิตภัณฑ์นม เช่น นมวัว โยเกิร์ต ชีส
• อาหารทะเล เช่น กุ้งแห้ง กะปิ ปลาเล็กปลาน้อย หอยนางรม
• ผักใบเขียว เช่น คะน้า ใบยอ ใบชะพลู
• ธัญพืชและเมล็ดพืช เช่น งาดำ อัลมอนด์

2. การรับแคลเซียมจากอาหารเสริม

ชนิดของแคลเซียมที่ใช้ในอาหารเสริมมีความแตกต่างกัน ดังนี้:
• แคลเซียมคาร์บอเนต: ดูดซึมได้ประมาณ 10% ต้องรับประทานพร้อมอาหาร
• แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate): ดูดซึมได้ประมาณ 50% อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีกรดซิตริกเป็นส่วนประกอบ
• แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต (Calcium L-Threonate): ดูดซึมได้สูงถึง 90% กินตอนท้องว่างได้ ไม่ตกค้าง ไม่ทำให้เกิดนิ่ว

กระดูกเสื่อม: ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย

โรคเกี่ยวกับกระดูกในวัยทำงาน
• กระดูกคอเสื่อม
• หมอนรองกระดูกเสื่อม
• นิ้วล็อก
• ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ
• ข้อเข่าเสื่อม

โรคเกี่ยวกับกระดูกในผู้สูงอายุ
• กระดูกสะโพกหัก
• ข้อเข่าเสื่อม
• กระดูกพรุน
• หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ยูแคลซิว (U-CALCIU): ทางเลือกใหม่เพื่อกระดูกแข็งแรง

3 สารสกัดสำคัญใน U-CALCIU
1. แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต
• สกัดจากข้าวโพด ดูดซึมได้สูงถึง 90%
• กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนในกระดูก
• กระตุ้นการสร้างน้ำไขข้อ
2. เปปเปอร์มินต์พาวเดอร์ (Peppermint Powder)
• ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
• ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
3. วิตามินดี3 (Vitamin D3)
• ช่วยให้แคลเซียมถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น
• เสริมสร้างมวลกระดูก
• ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน

2 เทคโนโลยีสำคัญใน U-CALCIU
1. Syrnic Technology – เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร
2. Nano-Encapsulation – ส่งสารสกัดระดับนาโนเพื่อดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต: แตกต่างจากแคลเซียมทั่วไปอย่างไร?
• ทำงานผ่าน Passive Transport ไม่ต้องใช้วิตามินดีช่วยดูดซึม
• ดูดซึมสูงถึง 95% ไม่ตกค้างจนเกิดนิ่ว
• ไม่ทำให้ท้องผูกหรือระคายเคืองทางเดินอาหาร
• ช่วยเสริมสร้าง มวลกระดูกและน้ำไขข้อ

ขยาย

👇👇👇

ดูเพิ่มเติม: ยูแคลซิ่ว ทานอย่างไรให้ได้ผลดี?

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

ดู:ปริมาณแคลเซียมที่ดูดซึมได้ และความปลอดภัย

สรุปคือยูแคลซิ่ว สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมได้ถึง 95%
ไม่เกิดการตกค้างจนเป็นนิ่ว
ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
หรือ ท้องผูก

วิตามินดี3: แสงแดดไม่พอ ต้องเติมด้วยอาหารเสริม

วิตามินดี3 มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้แคลเซียมถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยปกติ ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินดี3 เมื่อได้รับรังสียูวีบีจากแสงแดด แต่เนื่องจากพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่หลีกเลี่ยงแสงแดด ทำให้ขาดวิตามินดี ส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียมและความแข็งแรงของกระดูก

ประโยชน์ของวิตามินดี3
• ช่วยให้ แคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด
• เสริมสร้าง ความแข็งแรงของกระดูก
• ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
• ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิต

ขยาย

👇👇👇

แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต

และที่สำคัญในยูแคลซิ่วของเรา เรายังมีวิตามินดี3 ด้วยเหมือนกันกับที่อยู่ใน ยูโปรเฟกซ์ (U-Profext) เพราะว่าเราไม่ค่อยได้รับแสงแดดยูวีบี แดดอ่อนอ่อนยามเช้ากันเท่าสักเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับจากสารอาหาร แล้วก็เราไม่สามารถการันตีตัวเองกันได้ทุกคนจริงไหมว่า เราได้รับวิตามินดีสามจากอาหารหลักการอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สำคัญเราจึงจำเป็นที่จะต้องใส่ ไว้ให้

เราจะได้รับวิตามินดี 3 ได้จากไหนแหล่งได้บ้างล่ะ?

เราจะได้รับวิตามินดี 3 ได้จากแหล่งไหน?
เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถผลิตวิตามินดีขึ้นมาเองได้ จึงควรได้รับวิตามินจากแหล่งอื่นๆ ดังนี้ 
* แหล่งอาหารหลายชนิด เช่น ไข่แดง ตับ นม เนย ปลาซาดีน และปลาทูน่า เป็นต้น
* แสงแดดในธรรมชาติ โดยให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดอย่างน้อย 15 นาทีช่วงเช้าประมาณ 06.00-08.00 น. หรือช่วงเย็นหลัง 16.00 น. เพื่อให้ผิวหนังชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้าได้สังเคราะห์วิตามินดีจากรังสี UVB 
* ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากมีข้อจำกัดในเรื่องของการรับวิตามินดีด้วยวิธีข้างต้น การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินดีนับเป็นทางเลือกที่ดีในการเสริมสร้างร่างกาย ซึ่งวิตามินดีในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรเป็นวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นภายในร่างกาย เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ในร่างกายได้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
จะเห็นได้ว่า วิตามินดี 3 เป็นอีกหนึ่งวิตามินที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของร่างกาย เพราะหากร่างกายขาดวิตามินดีอาจส่งผลให้มวลกระดูกลดลงและอาจเกิดโรคกระดูกบางหรือกระดูกพรุนได้ ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับวิตามินอย่างเพียงพอทั้งจากการได้รับจากแสงแดด แหล่งอาหาร และอาหารเสริม

วิตามินดี 3 สำคัญมากนอกจากจะช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างมวลกระดูกแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลย์ระบบภูมิคุ้มกันระบบระบบไหลเวียนเลือด ผนังหลอดเลือด ให้แข็งแรง

คือจากแสงแดดอ่อนอ่อนคือรังสียูวีบีกระทบกับไขมันใต้ฉันผิวหนังซึ่งหมายถึงคอเลสเตอรอลนั่นแหละ ที่อยู่ผิวชั้นนอก ที่ได้รับการสังเคราะห์เปลี่ยนกลายเป็นวิตามินดี 3 นั่นเอง

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

🔬 วิตามินดี3 (Vitamin D3) – คือองค์ประกอบสำคัญต่อระบบกระดูกและภูมิคุ้มกัน

ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดี3 (Cholecalciferol) ได้เอง เมื่อผิวหนังได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) จากแสงแดด กระบวนการนี้เกิดขึ้นในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) โดยมีขั้นตอนดังนี้

กระบวนการสังเคราะห์วิตามินดี3 ในร่างกาย
1. เริ่มต้นที่ผิวหนัง
• ในผิวหนังของเรามีสารตั้งต้นที่เรียกว่า 7-dehydrocholesterol ซึ่งเป็นสารประกอบของคอเลสเตอรอล
• เมื่อผิวหนังได้รับรังสี UVB จากแสงแดด 7-dehydrocholesterol จะเปลี่ยนเป็น Previtamin D3
2. การเปลี่ยนเป็นวิตามินดี3
• Previtamin D3 จะถูกเปลี่ยนเป็น Cholecalciferol (วิตามินดี3) ผ่านปฏิกิริยาที่อาศัยความร้อนจากร่างกาย
• วิตามินดี3 นี้จะถูกลำเลียงเข้าสู่กระแสเลือดและไปยังตับ
3. การเปลี่ยนแปลงที่ตับและไต
• ที่ตับ: วิตามินดี3 จะถูกเปลี่ยนเป็น 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D] หรือ Calcidiol
• ที่ไต: 25(OH)D จะถูกเปลี่ยนเป็น 1,25-dihydroxyvitamin D [1,25(OH)2D] หรือ Calcitriol ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพของวิตามินดี

ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์วิตามินดี3 ในร่างกาย

แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดี3 ได้เอง แต่มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ ได้แก่
1. ปริมาณรังสี UVB
• แสงแดดที่มี ความยาวคลื่น 290-315 นาโนเมตร เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์วิตามินดี
• แสงแดดช่วง 09:00 – 15:00 น. มี UVB สูงสุด
2. สีผิว
• คนที่มีผิวขาวจะสังเคราะห์วิตามินดีได้เร็วกว่า เพราะมีเมลานินน้อย
• คนที่มีผิวคล้ำต้องใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากเมลานินช่วยป้องกัน UVB
3. อายุ
• ผู้สูงอายุมี 7-dehydrocholesterol ในผิวน้อยลง ทำให้สังเคราะห์วิตามินดีได้น้อยลง
4. ครีมกันแดดและเสื้อผ้า
• ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง (>30) สามารถลดการสังเคราะห์วิตามินดีได้ถึง 95-99%
• การสวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกายจะลดการได้รับ UVB
5. สถานที่และฤดูกาล
• ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร (เช่น ประเทศในยุโรปและแคนาดา) อาจไม่ได้รับ UVB เพียงพอในฤดูหนาว
• ในประเทศเขตร้อน (เช่น ไทย) มี UVB ตลอดปี แต่การใช้ชีวิตในร่มมากเกินไปอาจทำให้ขาดวิตามินดีได้

สรุป

ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดี3 ได้เอง เมื่อได้รับแสงแดดที่มีรังสี UVB เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่าง ๆ เช่น สีผิว อายุ การใช้ครีมกันแดด และสถานที่ที่อยู่อาศัยสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสังเคราะห์วิตามินดี ดังนั้น การได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม หรือการรับวิตามินดีจากอาหารและอาหารเสริม อาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางกรณีเพื่อรักษาระดับวิตามินดีให้เพียงพอต่อสุขภาพ

ผงเปเปอร์มิ้น

เพื่อช่วยในการลดการท้องอืดท้องเฟ้อ หรืออาการภูมิแพ้แล้วก็ ที่สำคัญช่วยให้สามารถนอนหลับได้ง่ายมากขึ้นด้วย

Syrnix – นวัตกรรมล้ำหน้าสำหรับสุขภาพ

ขยาย

👇👇👇

Syrnix – นวัตกรรมล้ำหน้าสำหรับสุขภาพ

ขยาย

👇👇👇

Syrnix: เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อประสิทธิภาพการดูดซึมสารสกัด

เราใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีไซนิกซ์ในเรื่องของการเคลือบเม็ดเพื่อจะนำส่งแคลเซี่ยม ให้ได้มากที่สุดถึง 95% หนึ่งเม็ดของเรา 1200 มิลลิกรัม 99% ก็คือ 1000 มิลลิกรัมเม็ดนิดๆ
จึงทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอ

ตรงนี้ก็เลย เอาความปลอดภัยในเรื่องของการไม่เกิดนิ่วในกระเพาะ ไม่ เกิด ริดสีดวง กรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหารอักเสบ อันนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

สรุป (U-Calciu) ช่วยอะไรได้บ้าง

ㆍเพิ่มมวลกระดูก ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน
ㆍลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกเสื่อมและหัก
ㆍเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ㆍช่วยลดความเสี่ยงภาวะกระดูก
หักง่ายในวัยผู้สูงอายุ
ㆍป้องกันภาวะกระดูกบาง
ㆍบรรเทาอาการข้อเสื่อม
ㆍ บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
ㆍช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย
ㆍมีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจปกติ

กรณีเป็นโรคกระดูกพรุนกระดูกบางข้อเสื่อมเขาเสื่อม หรือว่าโรคกระดูกหักกระดูกแตกต่างๆ รวมถึงฟัน เราสามารถรับ ยูแคลซิ่ว ตัวนี้ได้เลย

แล้วลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่าทำไมเราถึงต้องได้รับแคลเซี่ยม เพราะในระยะยาวกระดูกเราต้องแข็งแรงนั่นเอง สำหรับยูแคลซิ่วแคลเซี่ยม
เราไม่จำเป็นต้องรอให้กระดูกเสื่อมก่อนแล้วค่อยใช้
สำหรับเด็กอายุ 12 ขวบ ขึ้นไปถึง 18 ทาน ยูแคลซิ่ว ของวันละ 1 เม็ด แล้วออกกำลังกายไปด้วย คุณเชื่อไหมว่าเค้าจะสูงขึ้นได้มาก

เพราะมันจะเสริมสร้างมวลกระดูกได้เป็น อย่างดี

คือเด็กๆเค้าจะ รณรงค์ให้ทานนม แต่ลืมไปว่า 60% ของเด็กไทยไม่สามารถ ย่อยแลคโตสได้ จึงทำให้เกิดการท้องอืด หลายๆคนจึงไม่ค่อยดื่มนมสักเท่าไหร่ และในนมก็ไม่ได้มีแค่แคลเซี่ยม แต่ยังมีอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด ถ้าไม่อยากดื่มนม ไม่ชอบดื่มนมก็ที่จะสามารถทานยูแคลซิ่วหรือแคลเซียมตัวนี้ได้ แค่วันละ 1 เม็ดเท่านั้นเอง
ตั้งแต่ 12 ขวบขึ้นไปก็สามารถทานได้ จะทำให้กระดูกแข็งแรงตั้งแต่ตอนนั้น และมีร่างกายที่สูงใหญ่ได้ด้วยนั่นเอง

ขยาย

👇👇👇

U-Calciu

ขยาย

👇👇👇

3 ผลิตภัณฑ์ ฟื้นฟูดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อ

📢 สรุป:
ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ตัวทำงานร่วมกันในการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อ U-PROFEX ฟื้นฟูกระดูกอ่อน, UNI OIL ลดการอักเสบของเส้นประสาท และ U-CALCIU เสริมสร้างมวลกระดูก เมื่อใช้ร่วมกันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด!

(ม่วง) ยูโปรเฟกซ์ (U-PROFEX) – ฟื้นฟูกระดูกอ่อน ลดปวด และเสริมความแข็งแรงของข้อ

(เหลือง) ยูนิออย (UNI OIL) – บรรเทาอาการอักเสบ ลดปวดเส้นประสาท

(เทา) ยูแคลซิ่ว (U-CALCIU) – เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันกระดูกพรุน

การบำบัดฟื้นฟู กระดูก (Bone Recovery treatment) U-Calciu Calcium