“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”

เพราะว่าอะไร เพราะเรามีกระดูกทุกๆคน

คุณมีอาการแบบนี้ อยู่บ้างหรือไม่

* เจ็บปวดเมื่อขยับข้อต่อ
* ข้อต่อบวม
* อาการกดเจ็บ เมื่อมีการใช้แรงกดบริเวณข้อต่อ
* รู้สึกหรือได้ยินการเสียดสีของกระดูกข้อต่อ
* สูญเสียความยืดหยุ่น ไม่สามารถขยับข้อต่อได้เต็มที่เหมือนเมื่อก่อน
* ข้อต่อเกิดการติดแข็ง เมื่อขยับตัว หลังจากอยู่นิ่งๆ หรือไม่ได้ทำกิจกรรมเป็นเวลานาน เช่นการตื่นนอนตอนเช้า

โดยเฉพาะคนที่สูงวัย 50 – 60 ปีขึ้นไป
แต่สำหรับคนที่อายุน้อยๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่ทำงานหนัก หรือ คนที่เล่นกีฬาหนักๆ

โรคกระดูกในวัยทำงาน

ทีนี้ เรามาดูโรคกระดูกในวัยทำงาน ในวัยทำงานจะเสี่ยงกับการเป็นโรคกระดูก อะไรบ้าง

  • โรคกระดูกคอเสื่อม
  • หมอนรองกระดูกเสื่อม
  • นิ้วล็อค
  • ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ
  • ที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของ ข้อเข่าเสื่อม ในวัยทำงานเราต้องเดินกันเยอะ ทั้งวัน

โรคกระดูกในผู้สูงอายุ

หรือแม้แต่ ผู้สูงอายุจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง

  • เป็นโรคกระดูกสะโพกหัก หากเกิดจากอุบัติเหตุ หรือ เกิดจากการนั่งในท่าเดิมๆเป็นเวลานานๆมาก่อน
  • จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของข้อเข่าเสื่อม คนอายุเยอะแล้วเดินมาทั้งชีวิต เป็นไปได้ที่เข่าจะเสื่อม
  • และยังมีในเรื่องของกระดูกพรุน
  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือโรคกระดูก ในผู้สูงอายุนั่นเอง
ขยาย

👇👇👇

“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”

เพราะฉะนั้นการดูแลรักษากระดูกและข้อต่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ

อาการข้อเสื่อม เป็นอาการที่เกิดจากการเสื่อมของสภาพกระดูกอ่อน ที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้มีการเสียดสีกันเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อจะทำงานสอดประสานงานอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อกระดูกผุพัง หรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกัน จนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

พอมันเสื่อม มันก็จะมีโอกาสทำให้เกิดความไม่แข็งแรงของกระดูกข้อต่อได้ มีโอกาสเกิดขึ้นจากการทำงานหนักหรือ เราอยู่ในท่าเดิมบ่อยๆ อยู่ในท่าเดิมนานๆ กระดูกก็มีโอกาสที่จะเคลื่อน มีโอกาสที่จะไปทับเส้นประสาท หรือ กระทบกระทั่งกันเอง

ตัวกระดูกเนื้อภายใน จะมีช่องตรงกลาง สำหรับให้เส้นประสาทผ่าน ซึ่งเนื้อกระดูกจะมีลักษณะพรุนๆ ถูกสร้างโดยเซลล์กระดูก

แต่ว่าในส่วนกระดูกผิวนอกสุด มันก็จะมีเป็นชั้นของมันเป็นเลเยอร์ ซึ่งชั้นนอกสุด จะถูกเคลือบไปด้วย กระดูกอ่อน ซึ่งรวมถึงข้อต่อต่างๆ

แล้ววันหนึ่งเมื่อร่างกายเกิดเราอักเสบมาก และเป็นระยะเวลานาน

ซึ่งสิ่งนี้ เกิดจากการที่เราทานอาหารที่มีสารสื่อประสาท และทำให้เกิดสารอักเสบ
เช่นสาร Interleukin (อินเตอร์ลิวคิน) IL1,6, TNF-alpha สารพวกนี้มาจาก อาหารบางอย่าง (สารกระตุ้นการอักเสบเพื่อช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ) สะสมในช่วงวัยบางวัยนานจนเกินไป ในระยะยาว จะมีโอกาสที่จะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ

การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อ

ข้อเสื่อมเป็นอาการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้มีการเสียดสีกันเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการ ลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อจะทำงานสอดประสานอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อกระดูกอ่อมผุพัง หรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกัน
จนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

อินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) เป็นกลุ่มสารโปรตีนสื่อสารกลุ่มหนึ่งของสารไซโตไคน์ โดยส่วนมากเกิดจากการหลั่งของเฮปเปอร์ทีเซลล์ (Helper T cell) ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ทีเอ็นเอฟ (TNF ย่อมาจาก Tumor necrosis factor) คือ กลุ่มสารโปรตีนกลุ่ม หนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย (Immune system) สาร TNF ถูกสร้างโดยเม็ดลือดขาวโดยเฉพาะชนิด Monocyte, T-Lymphocyte, และ Macrophage TNF จัดเป็นสารในกลุ่ม สารไซโตไคน์ (Cytokine) ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ ระบบภูมิคุ้มกันฯ เช่น กระบวนการในการเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่รวมถึงการอักเสบที่เกิดจากเชื้อโรคต่างๆ, กระบวนการตอบสนองของร่างกายต่อสารชีวพิษของแบคทีเรีย (Endotoxin)

คุณครูถึงได้สอนพวกเราตั้งแต่วัยเด็กไงว่า เราต้องทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ นอกจากครบ 5 หมู่แล้ว ต้องหลากหลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผัก

ไม่ใช่ทานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำเป็นเวลานานๆ
หรือการทานยอดอ่อนของผัก หรือทานผักชนิดเดิมๆเป็นเวลานานนานโดยไม่มีความหลากหลาย

พอทานอะไรที่มันซ้ำๆ บ่อยๆ มันก็เลยทำให้เกิดสารสื่ออักเสบที่เอ่ยมาเมื่อสักครู่ ไม่ว่าจะเป็น Interleukin (อินเตอร์ลิวคิน) IL1,6, TNF alpha
พวกนี้จะทำให้เกิดกรดยูริก แล้วคุณลองนึกภาพว่าถ้ามันเกิดกรดยูริก ส่วนหนึ่งมันถูกขับออกจากร่างกายได้ทางไต แต่ที่ขับออกไม่ได้มันก็จะไปสะสมคั่งค้างอยู่ในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย แต่ส่วนสำคัญ ถ้ามันไปสะสมไปค้างอยู่ในบริเวณข้อต่อต่างๆในร่างกาย ซึ่งไล่จากล่างขึ้นบนเลยตั้งแต่นิ้วเท้าไปถึงส่วนต่างๆ สะสมไป 5 ปี 10 ปีมันจะทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อกระดูก รวมถึงกระดูกอ่อนด้วยนั่นเอง พอมันทำลาย แน่นอนที่สุด เมื่อกระดูกอ่อนที่เคลือบผิวกระดูกอยู่ถูกทำลายไปแล้ว มันก็เลยเกิดการกระทบกัน

พอมันเกิดการกระทบกัน โดยที่มันมีระบบประสาทอยู่ภายในอย่างที่พูดไว้ตอนต้นเชื่อมอยู่ ก็ทำให้เราเกิดความเจ็บปวดทรมาน ทำให้เรารู้สึก ไม่สบายตัว เพราะฉะนั้นเรื่องที่สำคัญ ทำไมเราถึงต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ก่อน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพว่าในระยะยาว พวกเราทุกคนมีโอกาสที่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ถ้าเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้เสียตั้งแต่วันนี้ เราก็จะสามารถที่จะป้องกันได้

เพราะฉะนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผุพังหรือบางลง ข้อต่อเสียดสีกัน ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บ-ปวด ทำให้เรามีปัญหาในเรื่องของสุขภาพ แล้วก็การเจ็บป่วยได้นั่นเอง

ขยาย

👇👇👇

“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”

บทนำ: ความสำคัญของกระดูกและข้อต่อ

กระดูกและข้อต่อเป็นโครงสร้างหลักของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่รองรับน้ำหนัก เคลื่อนไหว และปกป้องอวัยวะสำคัญ การเสื่อมของกระดูกและข้อต่อเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่อาจถูกเร่งให้เร็วขึ้นได้จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์

กลไกของการเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อต่อ

กระดูกอ่อน (Cartilage) เป็นเนื้อเยื่อที่เคลือบปลายกระดูก เพื่อให้ข้อต่อเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีการเสียดสี อย่างไรก็ตาม กระดูกอ่อนสามารถเสื่อมลงได้จาก 3 ปัจจัยหลัก:

1️⃣ การลดลงของโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) และคอลลาเจนในกระดูกอ่อน
• โปรตีโอไกลแคนเป็นโมเลกุลที่ช่วยอุ้มน้ำในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน ทำให้ข้อต่อยืดหยุ่นและลดแรงกระแทก
• คอลลาเจนเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้กระดูกอ่อนแข็งแรง หากสูญเสียไป กระดูกอ่อนจะเปราะและฉีกขาดง่าย

2️⃣ การกระตุ้นเอนไซม์ทำลายกระดูกอ่อน เช่น Chondroitinase และ Matrix Metalloproteinases (MMPs)
• Chondroitinase เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายโครงสร้างของโปรตีโอไกลแคน
• MMPs เป็นกลุ่มเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนและโปรตีโอไกลแคนในกระดูกอ่อน

3️⃣ การเพิ่มขึ้นของสารอักเสบ เช่น Interleukin (IL-1, IL-6) และ TNF-alpha
• IL-1 และ IL-6 กระตุ้นให้เซลล์สร้าง MMPs ทำให้กระดูกอ่อนถูกทำลายเร็วขึ้น
• TNF-alpha มีบทบาทในการกระตุ้นกระบวนการอักเสบ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก

ปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเสื่อมและโรคกระดูกพรุน

🔹 อายุที่เพิ่มขึ้น – การผลิตคอลลาเจนและโปรตีโอไกลแคนลดลง
🔹 น้ำหนักตัวเกิน – แรงกดทับที่ข้อต่อเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้น
🔹 ภาวะพร่องฮอร์โมน – ฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยปกป้องกระดูก เมื่อหมดประจำเดือน กระดูกจะสูญเสียความหนาแน่นเร็วขึ้น
🔹 การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล – อาหารที่มีโปรตีนสูงแต่ขาดแคลเซียมและวิตามิน D ส่งผลให้กระดูกอ่อนเปราะบาง

แนวทางป้องกันและฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ

✅ เสริมสร้างกระดูกและข้อต่อด้วยสารอาหารที่จำเป็น เช่น แคลเซียม วิตามิน D คอลลาเจนไทป์ II และไฮยาลูโรนิกแอซิด
✅ ลดการอักเสบ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการสร้างสารอักเสบ เช่น อาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันทรานส์
✅ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เช่น การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ
✅ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะทาง เช่น ยูโปรเฟกซ์ ที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ Chondroitinase และลดกระบวนการอักเสบ

สรุป

โรคกระดูกและข้อต่อเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันและชะลอได้ หากเราเข้าใจกลไกของการเสื่อมสภาพ และดูแลสุขภาพกระดูกอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ

หากคุณกำลังมองหาวิธีดูแลข้อต่อและกระดูกให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน นี่คือแหล่งข้อมูลที่คุณสามารถไว้วางใจได้!

หมอนรองกระดูกทับเส้น

ในส่วนของของกระดูกและข้อรวมถึงเส้นประสาทด้วย หลักๆเลยที่คนจะเป็นเยอะ คือเรื่องของหมอนรองกระดูกทับเส้น

หมอนรองกระดูกทับเส้น หมอนรองกระดูกอยู่ตรงไหน อยู่ตรงแนวเส้นกระดูกสันหลังของเราทั้งเส้นเลย ไม่ได้อยู่ที่แขนขาที่เป็นมีอาการ แต่เกิดขึ้นอยู่ที่เส้นของกระดูกสันหลัง

ที่เป็นเยอะคือตำแหน่งของสีเหลือง ที่มีวงกลมสีแดงวางไว้ ก็คือบริเวณเอวคนไข้ จะเป็นกันมากอันดับหนึ่งเลย คือตำแหน่งหมอนรองกระดูกข้อที่ L4 และข้อที่ L5

รองลงมา
ถัดออกมาอีกหนึ่งข้อ
ก็คือหมอนกระดูกระหว่างเอวข้อที่ 5 ก้นกบข้อแรก L5-S1

แล้วก็ไม่แพ้กันเลย คือ กระดูกคอ ก็คือหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่าง ข้อที่ C5 และข้อที่ C6 คือ ข้อกระดูก ชุดสีแดงด้านบน ที่มีวงกลมอยู่

กระดูกที่อยู่ระหว่างข้อหมอนรองกระดูก คือกระดูกอ่อนไม่ใช่กระดูกแข็ง
ในแต่ละข้อเล็กๆ เราเอามือลูบหลังดู ที่มีปุ่ม มันคือกระดูกแข็ง ที่บอกว่าอยู่ข้อที่ C5 ข้อที่ C6 ข้อที่ L4 ข้อที่ L5 คือหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างกระดูกแข็ง แบ่งในส่วนของ คอ อก เอว และก้นกบ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: อาการผิดปกติที่พบบ่อย

👇👇👇

“ทำไมเราถึงปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงขาและแขน?”

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้น

✅ ปวดหลังหรือปวดคอร้าวไปที่แขนหรือขา
✅ มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
✅ เคลื่อนไหวลำบาก ยืนหรือเดินนาน ๆ แล้วปวดมากขึ้น
✅ อาการปวดรุนแรงขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเปลี่ยนท่าทาง

หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้อฝ่อลีบ หรือสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายได้

สาเหตุของหมอนรองกระดูกทับเส้น

📌 อายุที่เพิ่มขึ้น – หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่นและเสื่อมสภาพ
📌 การยกของหนักผิดท่า – ทำให้แรงกดที่หมอนรองกระดูกเพิ่มขึ้น
📌 พฤติกรรมการนั่งนาน ๆ – เช่น การนั่งทำงานในท่าก้มคอหรือหลังค่อม
📌 อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ – ส่งผลให้หมอนรองกระดูกแตกหรือเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติ

แนวทางการดูแลและป้องกัน

💡 หลีกเลี่ยงการก้มและยกของหนักผิดท่า
💡 ปรับท่านั่งให้เหมาะสม โดยใช้เก้าอี้ที่รองรับแนวกระดูกสันหลัง
💡 เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัว (Core Muscle)
💡 ทานอาหารที่ช่วยบำรุงหมอนรองกระดูกและลดการอักเสบ เช่น คอลลาเจนไทป์ II และโอเมก้า-3

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc): พยาธิสภาพและกลไกของโรค

เรามาทำความรู้จักกันดูว่า เวลาที่กระดูกข้อต่อเสื่อม มันเสื่อมยังไง

กระดูก ข้อต่อ และหมอนรองกระดูก – รู้จักโครงสร้างสำคัญของร่างกาย

หมอนรองกระดูกทับเส้น – ปัญหาสุขภาพที่หลายคนต้องเผชิญ

ปัญหากระดูกและข้อที่พบบ่อย หนีไม่พ้น “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” หลายคนอาจคิดว่าอาการปวดแขน ปวดขา หรือชา เกิดจากปัญหาในบริเวณนั้นโดยตรง แต่จริง ๆ แล้ว ต้นเหตุหลักอยู่ที่แนวกระดูกสันหลังของเรา

หมอนรองกระดูกอยู่ตรงไหน?

หมอนรองกระดูกอยู่ระหว่างกระดูกแต่ละข้อของกระดูกสันหลัง มีหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่น

ตำแหน่งที่พบบ่อยของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1. บริเวณเอว (Lumbar Spine) – L4/L5 และ L5/S1
• บริเวณนี้เป็นจุดที่รับน้ำหนักมากที่สุดของร่างกาย จึงเป็นตำแหน่งที่พบหมอนรองกระดูกทับเส้นได้บ่อยที่สุด
2. บริเวณคอ (Cervical Spine) – C5/C6
• หมอนรองกระดูกบริเวณนี้มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของศีรษะ เมื่อเสื่อมหรือปลิ้นออกมา จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรือเวียนศีรษะได้

หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างไร?

ปกติแล้ว หมอนรองกระดูกมีลักษณะเป็น “กระดูกอ่อน” ที่อยู่ระหว่างปล้องกระดูกแข็ง ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับแรงกระแทก

จากภาพตัดขวางของกระดูกสันหลัง
• กระดูกแข็ง (สีขาว) คือโครงสร้างหลัก
• หมอนรองกระดูก (สีชมพู) คือชั้นรองรับแรงกระแทก
• เส้นประสาท (สีเหลือง) เป็นตัวกลางส่งสัญญาณประสาทจากสมองไปยังอวัยวะต่าง ๆ
• เจลภายในหมอนรองกระดูก (สีเขียวอ่อน) เป็นสารที่ช่วยให้หมอนรองกระดูกคงความยืดหยุ่น

เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือใช้งานหนัก หมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ ฟีบตัวลง เจลภายในจะถูกดันออกมา และหากทะลุออกไปจนกดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง

ขยาย

👇👇👇

เข้าใจโครงสร้างของกระดูกสันหลัง

จากภาพคือ ปล้องกระดูกที่ตัดออกมา หมอนรองกระดูกคือกระดูกอ่อนตามภาพ
อยู่ตรงกลางระหว่าง ส่วนข้างบนข้างล่างเป็นปล้องกระดูกแข็ง แล้วข้างหลังเราจะมีเส้นประสาทวิ่ง พาดตลอดสายเลย

ปุ่มๆที่เราคลำดูแล้วจับกันได้นั้นคือคือแง่งกระดูกแข็งที่ด้านหลังสุด

ทีนี้เส้นประสาทมันทอดอยู่ด้านหลัง มันจะมีแง่งของมันออกมาเส้นเดียวนี้เราเรียกว่าเส้นประสาท

แต่ที่อยู่ตรงกลางมันจะเป็น เส้นประสาทหลายๆเส้นมัดรวมกัน เราเรียกว่าไขสันหลัง 

จะมีไม่มาก ที่ผู้ป่วยจะบอกว่า ไปพบหมอแล้ว พบว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นทับไขสันหลัง เคสแบบนี้เรียกว่าเคสรุนแรงมาก อาจจะต้องผ่าตัดก่อน
เพราะถ้าไม่ผ่าตัดมีโอกาสที่จะแบบเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่มีแนวโน้มเป็นอัมพาตอย่างเดียวมากกว่าสูงมาก

ขยาย

👇👇👇

ทำความเข้าใจ หมอนรองกระดูกมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

หน้าตาของหมอนรองกระดูกเป็นยังไง อันนี้ก็จะเห็นชัดว่าอยู่ระหว่างกระดูกแข็ง ในแต่ละปล้อง พอเราตัดออกมาก็เป็นหมอนรองกระดูก หน้าตาจะเป็นแบบที่แสดงให้เห็นนี้ ลักษณะของหมอนรองกระดูก จะมีขอบของมัน ตรงขอบนี้ล่ะมันมีลักษณะเป็นเหมือน Elastic (อีลาสติก) หรือหนังยาง นึกถึงขนมโดนัทก็ได้ ที่ด้านนอกเป็นแป้งแล้วข้างในเป็นไส้แยม
หน้าตามันจะคล้ายๆแบบนั้น

ด้วยความที่มีลักษณะเป็นเหมือนหนังยาง มีความยืดหยุ่นได้ มันก็จะทำให้เราสามารถที่จะก้มได้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ แหงนหน้าได้ เมื่อมันมีการชำรุดเสีย ตรงที่เราบอกว่าเหมือนแป้งโดนัท มีอาการแตกฉีกร้าว แล้วทำให้ไส้มันปลิ้นออกมา เราจึงเรียกว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท ที่ว่ามันปลิ้นออกมา ปลิ้นออกมาโดนตรงไหน ปลิ้นมาโดนรากประสาท ก็เลยเรียกว่าหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ทับรากประสาท ไม่ใช่ทับไขสันหลังนะ
ไขสันหลังคือเส้นประสาทหลายๆ เส้นมัดรวมกันในหน้าตาลักษณะแบบ ภาพที่แสดงให้เห็นนี้

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

หมอนรองกระดูกเสื่อม และภาวะหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท

ในส่วนของร่างกายเรา ทุกส่วนที่เป็นกระดูก ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลัง แขน ขา เข่า ของเราจะมี 3 ส่วนประกอบก็คือ กระดูกแข็งกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยง อย่างเช่นหัวเข่า หรือข้อศอก ของเรา จะเป็นกระดูก 2 ชิ้นต่อกัน ในระหว่างที่กระดูก 2 ชิ้นต่อกันนี่แหละมีกระดูกอ่อน เราเรียกว่ากระดูกอ่อนข้อต่อ หรือบางคนจะเรียกว่าหมอนรองกระดูกก็ได้ ระหว่างนั้นมันจะมีน้ำเลี้ยงข้อ

เพราะฉะนั้นทุกข้อต่อในร่างกายของเรา จะเคลื่อนไหวได้ต้องมีน้ำเลี้ยงข้อ จะต้องมีสองสามส่วนนี้ ประกอบกัน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเริ่มเสียหายหรือเริ่มลดลง ก็จะมีอาการเช่นเริ่มปวด เริ่มมีเสียง ก๊อปแก๊ป เมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้น น้ำเลี้ยงข้อจะเริ่มลดลงก่อน โครงสร้างกระดูกอ่อนก็เริ่มเสื่อมหรือแย่ลงด้วย ทีนี้เรากลับมาที่เรื่องหมอนรอง กระดูกทับเส้น จริงๆมันใช้ได้กับทุกข้อต่อเลย

สาเหตุ ของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
จะเป็น ข้อเข่า เสื่อม หรือข้อต่อใดก็ได้

มี 2 เรื่องก็คือ ภายนอกร่างกายเรา คือ พฤติกรรม กับภายใน คือ ภายในร่างกายเรา จะเป็นเรื่องของฮอร์โมน จะเป็นเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ภายในร่างกายเรา

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดหมอนรองกระดูกทับเส้น หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมก็คือ การยกของหนัก อาชีพที่ต้องก้มๆเงยๆบ่อยๆ ไอแรงๆ มีการสะบัดคอแรงๆ หรือการได้ได้รับการกระทบกระทั่งแรงๆ ก็อาจจะทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้ เกิดอุบัติเหตุ เช่น ล้ม รถชนกัน ก็ทำให้เกิดปัญหาหมอนรองกระดูกแตกได้เช่นกัน
หรือแม้แต่กระดูกแข็งก็แตกได้เช่นกัน

การดื่มสุรา มีผลทำให้กระดูกพรุน
การสูบบุหรี่ จะทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้โดยเกิดการขาดสารอาหาร
เพราะกระดูกใช้ออกซิเจนในการนำส่งสารอาหาร

ถัดมาคือน้ำหนักตัวเยอะ
จะเป็นปัญหาหมอนรองกระดูกที่เอว เพราะหมอนรองกระดูกรับน้ำหนักบริเวณนั้นทั้งหมดเลยช่วง L4-L5

ทีนี้ภายในเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราอายุเลย 35 ปี น้ำหล่อเลี้ยงระหว่างข้อทุกข้อในร่างกาย กระดูกสันหลัง แขน เข่า ไหล่ เริ่มลดลงเริ่มผลิตน้อยลง แล้วจะมีเอนไซม์ตัวหนึ่ง(ชื่อว่า คอนดอยติเนส) มาสลายคอลลาเจน ที่ กระดูกอ่อนข้อต่อทั้งหมดหรือแม้กระทั่งหมอนรองกระดูก
ทีนี้สองอย่าง ผสมผสานกัน เราอาจยกของหนัก ประกอบกับสุขภาพภายในก็เริ่มแย่ลงตามอายุ มันก็จะเกิดเป็นอาการเหล่านี้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมภายนอก และการดูแลสุขภาพภายในสัมพันธ์กัน

ขยาย

👇👇👇

กระดูกและข้อต่อของเรามันเสื่อมได้ยังไงกันล่ะ?

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

โครงสร้างพื้นฐานของข้อต่อและกระดูกอ่อน

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีอะไรบ้าง

แน่นอนที่สุด ก็คือ อายุที่เพิ่มขึ้นก็จะทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง ยังไม่พอนะ มันยังมีบางสิ่งบางอย่างที่มาช่วยในการทำลายคอลลาเจนด้วย
ตัวสารตัวหนึ่ง หรือเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า เอนไซม์คอนดรอยติเนส (Chondroitinase) ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง มันจะเข้ามาทำลายคอลลาเจนบริเวณข้อต่อ เวลาคอลลาเจนผลิตน้อยลงแล้ว ยังมีเอนไซม์ตัวนี้เข้ามาทำลายอีก มันก็ยิ่งทำให้คอลลาเจนที่อยู่บริเวณข้อต่อค่อยๆเสื่อมไป ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่า หรือข้อนิ้วก็ตาม ทุกข้อต่อทุกส่วนที่มีการขยับได้ จะมีคอลลาเจนเป็นหมอนรองระหว่างกระดูกอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นมันเลยมีปัญหาได้ เวลาที่ร่างกายเราผลิตคอลลาเจ้นน้อยลง และฝั่งของเอนไซม์ เอนไซม์คอนดรอยติเนส (Chondroitinase) ก็เข้ามาทำลาย เพิ่มเข้าไปอีก

ดังนั้นในเรื่องของอายุ อันนี้แหละตัวดีเลย เพราะอะไร เพราะคนเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ กระดูกก็จะเสื่อมลงไปตามอายุ

หรือการขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อที่เคยเป็นตัวพยุงน้ำหนักให้กับกระดูก ไม่แข็งแรง เมื่อกล้ามเนื้อเราไม่แข็งแรง เราก็จะมีโอกาสเป็นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม

แม้กระทั่งคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะไขมันเยอะ ต้องบอกว่าจริงๆแล้ว ต่อให้จะเป็นคนอ้วนคนผอม คือแต่เดิมมากระดูกมีขนาดเท่ากันและมีขนาดเท่าเดิม

แต่เมื่อมีความอ้วนจากไขมันมากขึ้นน้ำหนักตัวมากขึ้น กระดูกจะต้องรองรับ น้ำหนักตัวที่มากขึ้น การที่กระดูกต้องแบกรับน้ำหนักที่มากอย่างนั้น อย่างต่อเนื่องก็มีโอกาสทำให้กระดูกเสื่อมได้เร็ว

ในส่วนของน้ำหนักตัวที่มากเกินไป มันก็จะเกิดการกดทับของกระดูกข้อต่อมาก

ส่วนการบาดเจ็บจากการยกของหนักท่าผิดปกติ ในการยกของหนัก ถ้ายกผิดท่า มันจะทำให้หมอนรองกระดูก สามารถปลิ้นหรือแตกได้

หรือบางคนมีโรคประจำตัว
โรคประจำตัวหลายๆโรค เราอาจจะต้องทานยาปฏิชีวนะ หรือยาที่ไม่ใช่เป็นสเตียรอยด์ พวกนี้จะมีผลนะ และที่สำคัญที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือเรื่องของกรรมพันธุ์อันนี้ค่อนข้างที่จะน่ากลัวเลยทีเดียว

หากร่างกายผลิตคอลลาเจนประเภทนี้ (ชนิดที่ 2)
ได้น้อยลงจะทำให้ร่างกายเกิดอาการต่างๆ ดังนี้

*  มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย
* ข้อเข่าหลวม หรือเบี้ยวผิดรูป
* ไม่สามารถเหยียด หรืองอเข่าได้สุด
* มีอาการฝืดตึงบริเวณข้อเข่า
* มีเสียงเกิดขึ้นบริเวณข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหว
* มีอาการปวดรุนแรงเวลาเดิน และขึ้น – ลงบันไดลำบาก

ในส่วนของคอลลาเจ้นที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ส่วนใหญ่มันก็คือคอลลาเจนไทป์2

ซึ่งเป็นคอลลาเจนของข้อต่อ พวกเนื้อเยื่ออ่อนๆทั้งหลาย มันก็จะมีปัญหาต่างๆได้พอมีคอลลาเจ้นน้อยลง แล้วร่างกายสูญเสีย

ทีนี้วิธีการรักษา เราก็ต้องไปรักษาในเรื่องของการใช้ยาต่างๆ และบางทีการใช้ยาใช่ว่ามันจะหาย นอกจากไม่หายหรือหายช้าแล้ว มันก็อาจจะมีผลในเรื่องของการทำให้อวัยวะอื่นๆเช่นไตมีปัญหาอีกเป็นต้น

เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด การป้องกัน ดีกว่าการรักษาแน่นอน

ขยาย

👇👇👇

หมอนรองกระดูก ข้อต่อ และปัญหากระดูกเสื่อมเกิดจากอะไร? – รู้ทันก่อนจะสายไป!

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท – ภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คิดไว้

ผู้ที่เป็น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จริงๆแล้วจะเกิดจาก 2 ส่วนเป็นหลัก
ส่วนแรกคืออะไรส่วนแรกเป็นเรื่องของคอ
โดยที่เค้าเรียกกันว่า C1-C7 นั่นเอง

เหลืออีกส่วนหนึ่งก็คือช่วงหลังลงขา ที่เค้าเรียกว่า L1-L5

ทีนี้อาการมันเป็นยังไง

3 ระดับอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม

3 ระดับอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม

ตรงกระดูกคอจะมีสามระยะ

1. ระยะแรกเลยก็คือกระดูกคอเสื่อมแต่ไม่ทับเส้นประสาท
จะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยในบริเวณต้นคอ บ่าและหัวไหล่
เอาง่ายง่ายคือหลายๆคนอาจสงสัยว่าตัวเองเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือเปล่า
ออฟฟิศซินโดรมมันก็คือสาเหตุหนึ่งที่มันมาจากกระดูกคอเสื่อมนั่นเอง อันนี้ระยะแรกมันยังไม่เบียดทับเส้นประสาท

2 แต่ เมื่อใดก็ตามที่มาเป็น เป็นระยะที่สองแล้ว
จะเริ่มเปลี่ยนทับเส้นประสาทแล้ว จะเริ่มมีอาการปวดต้นคอ ร้าวลงแขน หรืออาจจะขึ้นไปถึงหัวเลยนะ
คนไข้บางคนนี่บอกว่า ปวดขึ้นหัวเลย แล้วก็ร้าวลงแขน และมีอาการชามือเกิดขึ้นได้ อันนี้คือเริ่มมีอาการทับเส้นประสาทแล้ว

3 ระยะสามระยะ สุดท้าย
ระยะนี้อันตรายยิ่ง เพราะอะไรเพราะ มันเริ่มไปกดทับ ไขสันหลังแล้ว เพราะฉะนั้นคนไข้จะมีอาการปวดเกร็งบริเวณลำตัวแขนขา ถ้าเป็นขาก็จะก้าวขาได้สั้น ส่งผลถึงการทรงตัวและการใช้งายมือที่ยากลำบากขึ้น แล้วนะตรงนี้

ส่วนคอ เราแบ่งเป็น 3 ระดับ ถ้าคนไข้เริ่มเป็นกระดูกคอเสื่อม ยังไม่ถึงขั้นกดทับ ก็จะแค่รู้สึกปวด คอปวดบ่าปวดสะบัก แต่ยังไม่ร้าวลงแขนก็จะสรุปได้ว่าเป็นหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ซึ่งอาจจะมีปวดๆ บ้างในบางครั้ง

ถ้ากดทับเส้นประสาทแล้วก็จะเริ่มร้าวลงแขน อาจมีปวดหัวมากทั้งทั้งที่ไม่ ได้ เป็นไมเกรน ปวดหัวทั้งทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของสายตา อันนี้ก็จะเริ่มอันตรายสำหรับคนที่ต้องขับรถเอง

ถ้าหมอนรองกระดูกคอเสื่อมแล้วไปกดทับไขสันหลัง อันนี้อันตราย อันตรายที่สุด เพราะนอกจากจะปวดคอบ่าไหล สะบัก จะรู้สึกมีอาการลำตัวเกร็งเกร็งการทรงตัวไม่ดี เดิน สองถึงสามก้าวก็จะล้มจะ เซ อันนี้ต้องระวัง เตือน คนไข้ให้ไปตรวจให้ชัดเจนก่อน

ขยาย

👇👇👇

3 ระดับอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม

ทำไมโรคกระดูกคอเสื่อมจึงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน?

โรคกระดูกคอมีโอกาสที่จะมีมีคนเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนี้คนใช้คอมพิวเตอร์กันมากใช้มือถือมาก

แค่การก้มหน้าประมาณ 30 องศา
เราก็มีโอกาสเป็นหมอนรองกระดูกกระดูกคอเสื่อมได้ง่ายมากขึ้น

กระดูกแข็งไปกดหมอนรองกระดูกนานมากขึ้น
สำหรับคนที่ใช้มือถือนานๆ ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ พยายามจ้องอยู่ในระดับสายตา ทำให้เหมือนการมองหน้าตรง

ตรวจดูว่า เราได้นั่งดูจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาที่เราไม่ต้องก้มหน้าไหมเพราะมันไม่คุ้มกันเลย

หมอนรองกระดูกทับเส้นบริเวณเอว
5 ระดับ

ระดับความรุนแรง
กระดูกทับเส้นบริเวณช่วงเอว
1. ปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก เป็นๆ หายๆ
2. ปวดร้าวลงสะโพก ปวดลงขายิ่งเดินยิ่งปวด
3. มีอาการชาปลายเท้า
4. กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้
5. อั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือ ขับถ่ายไม่ออก

ขยาย

👇👇👇

5 ระดับอาการโรค - ความรุนแรงที่ต้องรู้!

ถ้าระยะแรกคนไข้จะมีอาการ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก เป็นๆหายๆ เค้าเรียกว่าปวดตรงขอบกางเกงใน
ถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็นๆ หายๆ อยู่สามเดือน อันนี้อาจฟันธงได้เลยว่า มีอาการหมอนรองกระดูกเสื่อมตรงเอวแล้ว

1.ระดับที่หนึ่งก็คือปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก
เป็นๆหายๆ

คำว่า ปวดตรงนี้ ก็คือหมอน รองกระดูกมันเริ่มนูนอาจจะยังไม่แตก
มันเริ่มมีความฉีกร้าว แต่ยังไม่แตกออกมา เลยทำให้อาการเป็นๆหายๆ

2.ทีนี้บอกว่ามีอาการปวดร้าวลงสะโพก ปวดร้าวลงขา ยิ่งเดินยิ่งปวด อันนี้คือระยะที่สองแล้ว
อาการระดับที่สอง หมอนรองกระดูก เริ่มแตก ฉีก มากขึ้น ก็เลยทำให้เกิดร้าว ลงสะโพกลงขา มีการคับของตัว เจลข้างใน คนไข้จะมีอาการยิ่งเดินยิ่งปวด ฉะนั้น ระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกมัน ฉีก เยอะแล้ว แล้วพอเกิดการทับนาน ก็เข้าสู่ระยะ3

3 ระยะที่สามก็คือ เริ่มมีอาการชาปลายเท้า เนื่องจากมี การกดทับนานๆ ราก หรือ เส้นประสาทจะเริ่มอักเสบ ก็เลยรู้สึกว่าชาปลายเท้า

4. ส่วนระยะที่สี่ เมื่ออักเสบนานๆไม่ได้รับการรักษา เส้นประสาทเสียหายรุนแรง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้ จะต้องใช้ไม้เท้าช่วย อันนี้คือระดับสี่แล้วนะ

5.หากยังปล่อยไปอีก รักษาไม่ถูกสาเหตุไม่ถูกจุด เส้น ประสาทอาจอักเสบอย่างสมบูรณ์ทีนี้จะเดินไม่ได้ เริ่ม กลั้น ปัสสาวะไม่อยู่ เส้นประสาททั้งหมดที่อยู่บริเวณ หูรูดการขับถ่าย การเสียหายทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ขับถ่ายไม่ออก
ปกติในบริเวณที่เราขับถ่ายจะเป็นหูรูดที่เราสามารถควบคุมได้ แต่พอเกิดความเสียหายแล้วเราจะเริ่มควบคุมมันไม่ได้ ปวดปัสสาวะก็จะราดเลย อั้นไม่อยู่ หรือ ปวดอุจจาระมากแต่ถ่ายไม่ออกเพราะว่ามันไม่มีแรง เราควบคุมหูรูตรงนั้นไม่ได้แล้ว และ ระยะสุดท้าย ระยะนี้ถึงขั้นอั้นปัสสาวะไม่อยู่แล้ว หรือขับถ่ายไม่ออก หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้

ถ้าอาการหมอนรองกระดูกเสื่อมระยะที่4 หรือ5 แล้ว คุณต้องรีบรักษาแล้ว ถ้าไม่รีบฟื้นฟู ไม่รีบรักษา จะมีโอกาสที่เดินไม่ได้เลย

พิจารณาอาการ

อาการปวดร้าวลงเท้า เป็นการปวดแบบจี๊ดจี๊ดเหมือนไฟช็อต
หรือปวดร้าวลงแขน อยู่ที่คอก็เหมือนกัน เป็นแบบไฟฟ้าช็อตไหม ถ้าใช่ คือ ใช่การทับเส้นประสาท

เวลาไอจาม คุณรู้สึกเสียวแปล๊บหลังไหม ตรงเส้นกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะหลังจะเจ็บปวดมากเวลาก้มไหม

คุณพิจารณาอาการของคุณดูว่า ยิ่งเดินยิ่งปวดไหม ถ้าคุณยิ่งเดินยิ่งสบาย อันนี้ให้แยกให้ออกว่า ก็คือสลักเพชรจมหรือกล้ามเนื้อหนีบทับเส้นประสาท ไม่ใช่อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เพราะเป็นคนละโรคกัน

แล้วสัญญาณเตือนแบบไหนล่ะ ที่จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 

ถ้าคุณปวดเรื้อรังมา ประมาณสามเดือนแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้เลยว่า คุณน่าจะเป็นเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาทแล้วนะ ถ้าเกิดคุณเริ่มปวดมาสามเดือนกินยาก็ไม่หาย

หรือ

ถ้าบอกว่าปวด ร้าว สะโพกลงขา
ลง น่อง ลงเท้า อันนี้ใช่เลย

เหลืออีกอย่างหนึ่งคือปวดเฉียบพลัน รุนแรงขึ้นมา เรารู้สึกทำไมอยู่ๆปวดๆ เคลื่อนไหวไม่ได้เลย อันนี้ก็ถูกต้อง
เพราะอะไรเพราะเส้นประสาทมันอักเสบมากแล้ว

หรือเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุหรือหกล้ม

ส่วนใหญ่ที่ เกิดอุบัติเหตุ กระดูกแข็งจะไม่ค่อยเป็นอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นที่กระดูกอ่อน เพราะกระดูกอ่อนมีความ เปลาะแตกง่าย

สุดท้ายถ้าคุณบอกว่าปวดจนควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ถ่ายกระปิดกระปอย อันนี้ก็ใช่ ให้พยายามสังเกตตัวเอง ว่ามีอาการตามนี้หรือเปล่า

ขยายข้อมูลทางวิชาการ

👇👇👇

พยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทบริเวณเอว: ลำดับอาการและผลกระทบทางคลินิก

“ทำไมโรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม ทานยาหรือรักษามามากแล้ว แต่ก็ไม่หาย?”

ขยาย

👇👇👇

“ทำไมโรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม ทานยาหรือรักษามามากแล้ว แต่ก็ไม่หาย?”

โรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม
ทานยาเท่าไรก็ไม่หาย !!

ยาทีใช้ในการรักษาโรคกระดูกและข้อเสื่อมในปัจจุบัน เป็นขาในกลุ่มลดการอักเสบหรือยาแก้ปวดตามอาการ
ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง หรือ รักษาสภาพความเสื่อมของผิวข้อต่อแต่อย่างใด
แต่เป็นการไปลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในข้อ หรือ ไปกดการรับรู้ความเจ็บปวดของร่างกายโดยตรงเท่านั้น

1. ทานยา ฉีดยา ส่วนใหญ่คุณหมอจะให้เป็นยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ หรือการฉีดสเตียรอยด์ การให้ มอร์ฟีน

การที่คนไข้รักษามาโดยวิธีการนี้ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
เพราะฉะนั้นการทานยาเป็นแค่การกดอาการ

เมื่อยาออกฤทธิ์อาจจะรู้สึกดีขึ้นได้ แต่เวลาที่ยาหมดฤทธิ์ เราก็จะสามารถกลับมาเป็นได้อีก

เพราะไม่เป็นการฟื้นฟูอย่างตรงจุด หรือรักษาให้ตรงจุด

เมื่อร่างกายมีความสึกหรอ ข้อต่อเสียหายมากๆ ผิวของข้อมีการขัดเสียดสีกันตลอดเวลา
ส่งผลให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ถ้าหยุดยาก็จะมีอาการปวดเพิ่มขึ้นมาทันที
เป็นเหตุให้ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดยาได้นั่นเอง
โรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม
ทานยาเท่าไรก็ไม่หาย !!

2. กายภาพบำบัด
ดึงหลัง ฝังเข็ม
การกายภาพบำบัดมันสามารถช่วยได้ในระดับกล้ามเนื้อ จะช่วยเรื่องอาการปวดได้ชั่วคราว การดึงหลังฝังเข็มเป็นเรื่องบำบัดระดับกล้ามเนื้อจริงๆนะ
แต่ก็ยังไม่ได้ไป ฟื้นฟูตรงจุด ที่เกิดความเสียหายโดยตรง

3. เลือกการผ่าตัด
ผ่าตัด ใช้กล้องส่องดูเลย
ซึ่งการผ่าตัดเองคุณหมอก็ไม่ได้การันตีว่าจะหาย ถ้าคุณได้คำตอบว่า 50/50 คุุณจะผ่าตัดไหม
จริงๆ วิธีการ ที่คนไข้จะไปรักษาด้วยการผ่าตัด มันไม่ใช่ไม่ดี แต่มันตรงจุดในเรื่องฟื้นฟูกระดูกข้อต่อ และเส้นประสาทหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดีๆ

 

จะรักษาหมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาทยังไงให้ตรงจุดล่ะ

เมื่อคุณเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาท วิธีการรักษาคือง่ายมาก มันคือการ เข้าไป ฟื้นฟูหมอนรองกระดูก ที่มัน เสื่อม

อีกส่วนหนึ่งก็คือ ต้องไปฟื้นฟูในส่วนของเส้นประสาทที่ถูกกดทับจนอักเสบ

เมื่อใดก็ตามสองวิธีนี้ได้รับการฟื้นฟูอย่าง ต่อเนื่อง ก็จะ สามารถดีขึ้นได้ อาการปวดร้าวลงแขนปวดร้าวลงขาสามารถดีขึ้นได้เลย

แน่นอนเราจะฟื้นฟูโดยการใช้สารอาหาร เราเรียกสารอาหารของเรานี้ว่าสารอาหารเฉพาะทาง ที่เข้าไปฟื้นฟูได้ตรงจุด

คอร์สดูแลสุขภาพ JOINT & BONE RECOVERY TREATMENT ฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ

Joint and bone
หรือว่าชุดฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ
เรื่องที่สำคัญมากแล้วก็ต้องเป็น 3 ตัวนี้ด้วยนะ

การฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ มันจะมีแค่ ยูโปรเฟกซ์ และยูนิออย ถ้าเรามีตัวที่สามเพิ่มเข้าไปคือ ยูแคลซิ่ว จะเป็นอย่างไร

เรามาดูกันว่าถ้าคุณดูแลครบทั้งสามตัว ไม่ว่าคุณจะทานเพื่อป้องกัน หรือคุณจะทานเพื่อดูแล เยียวยารักษาแล้ว มันจะเห็นผลดีอย่างไร

ขยาย

👇👇👇

“3 องค์ประกอบ: การฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ”

อย่างที่บอกเรามีกระดูกและข้อ ก็คือ
กระดูกอ่อน (ม่วง)
เส้นประสาท (เหลือง)
กระดูกแข็ง (เทา)

(ม่วง) ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) ดูแลเรื่องกระดูกอ่อนข้อต่อ
(เหลือง) และเส้นประสาทการอักเสบภายในดูแลด้วยยูนิออย (Uni-Oil)
(เทา)คือยูแคลซิ่ว (U-Calciu) จะดูเรื่องกระดูกแข็งเป็นหลัก

1. U -PROFEX บำรุงเสริมสร้างกระดูกอ่อน ลดปวด อาการปวดกระดูกและข้อ

2. UNI-OIL ช่วยในเรื่องของการลดการอักเสบในระดับเส้นประสาท
เพราะฉะนั้นกระดูกกับเส้นประสาทมันแยกกันไม่ได้ เพราะมันอยู่ในส่วนเดียวกันอยู่ในจุดเดียวกัน

มีปัญหาเรื่องกระดูกทับเส้นกระดูกข้อต่อกระดูกเสื่อมหรือใดๆ
มีโอกาสเกือบ 100% ที่จะไป กระทบกับระบบประสาทแน่นอน

เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแลระบบประสาทเราดูแลกระดูกได้ แน่นอนที่สุดอาการเจ็บอาการปวดมันก็จะดีขึ้นนั่นเอง

3. แล้วก็ U-CALCIU ก็คือเสริมสร้างกระดูก จะทำให้เราสามารถดูแลกระดูกของเราในระยะยาว
สำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพก็ต้องทานทั้งสามชุดนี้
สำหรับคนที่ต้องการเยียวยาบำบัด ก็ทานสามชุดเหมือนกัน แต่จะทานมากขึ้นกว่าคนที่ต้องการดูแลสุขภาพธรรมดาทั่วๆไป

“สุขภาพข้อต่อและกระดูกที่ดี มาเริ่มต้นที่การฟื้นฟูจากภายใน”

หากคุณต้องการดูแลสุขภาพข้อต่อและกระดูกของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือเพียงต้องการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง การดูแลครบทั้ง 3 ส่วน คือทางเลือกที่ดีที่สุด

👉 เลือกการฟื้นฟูที่ตรงจุด… ไม่ใช่แค่การกดอาการปวด
💪 ดูแลข้อต่อและกระดูกของคุณก่อนที่จะสายเกินไป!

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Joint & Bone Recovery Treatment

🔎 U-PROFEX: ฟื้นฟูกระดูกอ่อนข้อต่อ
🔎 UNI-OIL: ลดการอักเสบของเส้นประสาท
🔎 U-CALCIU: เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

📌 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้าถัดไป

(ม่วง) ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) ดูแลเรื่องกระดูกอ่อนข้อต่อ

(เหลือง) เส้นประสาทการอักเสบภายในดูแลด้วย ยูนิออย (Uni-Oil)

(เทา) ยูแคลซิ่ว (U-Calciu) จะดูเรื่องกระดูกแข็งเป็นหลัก