“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”
เพราะว่าอะไร เพราะเรามีกระดูกทุกๆคน
คุณมีอาการแบบนี้ อยู่บ้างหรือไม่
* เจ็บปวดเมื่อขยับข้อต่อ
* ข้อต่อบวม
* อาการกดเจ็บ เมื่อมีการใช้แรงกดบริเวณข้อต่อ
* รู้สึกหรือได้ยินการเสียดสีของกระดูกข้อต่อ
* สูญเสียความยืดหยุ่น ไม่สามารถขยับข้อต่อได้เต็มที่เหมือนเมื่อก่อน
* ข้อต่อเกิดการติดแข็ง เมื่อขยับตัว หลังจากอยู่นิ่งๆ หรือไม่ได้ทำกิจกรรมเป็นเวลานาน เช่นการตื่นนอนตอนเช้า
โดยเฉพาะคนที่สูงวัย 50 – 60 ปีขึ้นไป
แต่สำหรับคนที่อายุน้อยๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่ทำงานหนัก หรือ คนที่เล่นกีฬาหนักๆ
โรคกระดูกในวัยทำงาน
ทีนี้ เรามาดูโรคกระดูกในวัยทำงาน ในวัยทำงานจะเสี่ยงกับการเป็นโรคกระดูก อะไรบ้าง
- โรคกระดูกคอเสื่อม
- หมอนรองกระดูกเสื่อม
- นิ้วล็อค
- ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ
- ที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของ ข้อเข่าเสื่อม ในวัยทำงานเราต้องเดินกันเยอะ ทั้งวัน
โรคกระดูกในผู้สูงอายุ
หรือแม้แต่ ผู้สูงอายุจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง
- เป็นโรคกระดูกสะโพกหัก หากเกิดจากอุบัติเหตุ หรือ เกิดจากการนั่งในท่าเดิมๆเป็นเวลานานๆมาก่อน
- จากนั้นก็จะเป็นเรื่องของข้อเข่าเสื่อม คนอายุเยอะแล้วเดินมาทั้งชีวิต เป็นไปได้ที่เข่าจะเสื่อม
- และยังมีในเรื่องของกระดูกพรุน
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือโรคกระดูก ในผู้สูงอายุนั่นเอง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”
“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”
รู้หรือไม่? เราทุกคนมีโอกาสเจอปัญหากระดูกและข้อต่อเสื่อม ไม่ว่าคุณจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ก็สามารถเผชิญกับอาการเหล่านี้ได้:
✅ เจ็บปวดเมื่อต้องขยับข้อต่อ
✅ ข้อต่อบวมและมีอาการกดเจ็บ
✅ ข้อต่อเสียดสีกัน จนได้ยินเสียง “กร๊อบแกร๊บ”
✅ สูญเสียความยืดหยุ่น ขยับตัวลำบาก
✅ รู้สึกข้อต่อแข็ง ขยับตัวยาก โดยเฉพาะตอนตื่นนอน
หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้ คุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะกระดูกและข้อต่อเสื่อมโดยไม่รู้ตัว!
โรคกระดูกในวัยทำงาน
ใครว่าวัยทำงานยังไม่ต้องกังวลเรื่องกระดูก? ความจริงแล้ว นี่คือช่วงอายุที่เราต้องระวังให้มากที่สุด! เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงานที่หนัก หรือแม้แต่การออกกำลังกายอย่างหักโหม อาจทำให้เกิดโรคกระดูกและข้อต่อก่อนวัยอันควร เช่น:
🔹 กระดูกคอเสื่อม จากการนั่งทำงานนาน ๆ ก้มมองจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน
🔹 หมอนรองกระดูกเสื่อม จากการยกของหนัก หรือท่าทางผิดพลาด
🔹 นิ้วล็อค และปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เกิดจากการใช้มือทำงานหนัก
🔹 ข้อเข่าเสื่อม เพราะต้องเดินเยอะหรือออกกำลังกายหนักเกินไป
โรคกระดูกในผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัย ปัญหากระดูกที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย ได้แก่:
🔸 โรคกระดูกสะโพกหัก เกิดจากอุบัติเหตุ หรือการนั่งในท่าเดิมนาน ๆ
🔸 ข้อเข่าเสื่อม เพราะเข่าทำงานมาหลายสิบปี
🔸 โรคกระดูกพรุน ภาวะที่กระดูกเปราะบาง แตกหักง่าย
🔸 หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้ปวดหลัง ปวดขา เดินลำบาก
เพราะฉะนั้นการดูแลรักษากระดูกและข้อต่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ
อาการข้อเสื่อม เป็นอาการที่เกิดจากการเสื่อมของสภาพกระดูกอ่อน ที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้มีการเสียดสีกันเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อจะทำงานสอดประสานงานอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อกระดูกผุพัง หรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกัน จนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
พอมันเสื่อม มันก็จะมีโอกาสทำให้เกิดความไม่แข็งแรงของกระดูกข้อต่อได้ มีโอกาสเกิดขึ้นจากการทำงานหนักหรือ เราอยู่ในท่าเดิมบ่อยๆ อยู่ในท่าเดิมนานๆ กระดูกก็มีโอกาสที่จะเคลื่อน มีโอกาสที่จะไปทับเส้นประสาท หรือ กระทบกระทั่งกันเอง
ตัวกระดูกเนื้อภายใน จะมีช่องตรงกลาง สำหรับให้เส้นประสาทผ่าน ซึ่งเนื้อกระดูกจะมีลักษณะพรุนๆ ถูกสร้างโดยเซลล์กระดูก
แต่ว่าในส่วนกระดูกผิวนอกสุด มันก็จะมีเป็นชั้นของมันเป็นเลเยอร์ ซึ่งชั้นนอกสุด จะถูกเคลือบไปด้วย กระดูกอ่อน ซึ่งรวมถึงข้อต่อต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเมื่อร่างกายเกิดเราอักเสบมาก และเป็นระยะเวลานาน
ซึ่งสิ่งนี้ เกิดจากการที่เราทานอาหารที่มีสารสื่อประสาท และทำให้เกิดสารอักเสบ
เช่นสาร Interleukin (อินเตอร์ลิวคิน) IL1,6, TNF-alpha สารพวกนี้มาจาก อาหารบางอย่าง (สารกระตุ้นการอักเสบเพื่อช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ) สะสมในช่วงวัยบางวัยนานจนเกินไป ในระยะยาว จะมีโอกาสที่จะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ
การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อ
ข้อเสื่อมเป็นอาการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้มีการเสียดสีกันเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการ ลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อจะทำงานสอดประสานอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อกระดูกอ่อมผุพัง หรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกัน
จนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
อินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) เป็นกลุ่มสารโปรตีนสื่อสารกลุ่มหนึ่งของสารไซโตไคน์ โดยส่วนมากเกิดจากการหลั่งของเฮปเปอร์ทีเซลล์ (Helper T cell) ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ทีเอ็นเอฟ (TNF ย่อมาจาก Tumor necrosis factor) คือ กลุ่มสารโปรตีนกลุ่ม หนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย (Immune system) สาร TNF ถูกสร้างโดยเม็ดลือดขาวโดยเฉพาะชนิด Monocyte, T-Lymphocyte, และ Macrophage TNF จัดเป็นสารในกลุ่ม สารไซโตไคน์ (Cytokine) ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ ระบบภูมิคุ้มกันฯ เช่น กระบวนการในการเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่รวมถึงการอักเสบที่เกิดจากเชื้อโรคต่างๆ, กระบวนการตอบสนองของร่างกายต่อสารชีวพิษของแบคทีเรีย (Endotoxin)
คุณครูถึงได้สอนพวกเราตั้งแต่วัยเด็กไงว่า เราต้องทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ นอกจากครบ 5 หมู่แล้ว ต้องหลากหลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผัก
ไม่ใช่ทานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำเป็นเวลานานๆ
หรือการทานยอดอ่อนของผัก หรือทานผักชนิดเดิมๆเป็นเวลานานนานโดยไม่มีความหลากหลาย
พอทานอะไรที่มันซ้ำๆ บ่อยๆ มันก็เลยทำให้เกิดสารสื่ออักเสบที่เอ่ยมาเมื่อสักครู่ ไม่ว่าจะเป็น Interleukin (อินเตอร์ลิวคิน) IL1,6, TNF alpha
พวกนี้จะทำให้เกิดกรดยูริก แล้วคุณลองนึกภาพว่าถ้ามันเกิดกรดยูริก ส่วนหนึ่งมันถูกขับออกจากร่างกายได้ทางไต แต่ที่ขับออกไม่ได้มันก็จะไปสะสมคั่งค้างอยู่ในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย แต่ส่วนสำคัญ ถ้ามันไปสะสมไปค้างอยู่ในบริเวณข้อต่อต่างๆในร่างกาย ซึ่งไล่จากล่างขึ้นบนเลยตั้งแต่นิ้วเท้าไปถึงส่วนต่างๆ สะสมไป 5 ปี 10 ปีมันจะทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อกระดูก รวมถึงกระดูกอ่อนด้วยนั่นเอง พอมันทำลาย แน่นอนที่สุด เมื่อกระดูกอ่อนที่เคลือบผิวกระดูกอยู่ถูกทำลายไปแล้ว มันก็เลยเกิดการกระทบกัน
พอมันเกิดการกระทบกัน โดยที่มันมีระบบประสาทอยู่ภายในอย่างที่พูดไว้ตอนต้นเชื่อมอยู่ ก็ทำให้เราเกิดความเจ็บปวดทรมาน ทำให้เรารู้สึก ไม่สบายตัว เพราะฉะนั้นเรื่องที่สำคัญ ทำไมเราถึงต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ก่อน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพว่าในระยะยาว พวกเราทุกคนมีโอกาสที่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ถ้าเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้เสียตั้งแต่วันนี้ เราก็จะสามารถที่จะป้องกันได้
เพราะฉะนั้นเมื่อกระดูกอ่อนผุพังหรือบางลง ข้อต่อเสียดสีกัน ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บ-ปวด ทำให้เรามีปัญหาในเรื่องของสุขภาพ แล้วก็การเจ็บป่วยได้นั่นเอง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ทำไมเราถึงต้องดูแลกระดูกและข้อต่อ?
“โรคกระดูกเสื่อม ใคร ๆ ก็เป็นได้ ”
ทำไมเราถึงต้องดูแลกระดูกและข้อต่อ?
ปัญหากระดูกและข้อต่อเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนที่เคลือบข้อต่อ เมื่อกระดูกอ่อนบางลง หรือเสียหาย กระดูกก็จะเริ่มเสียดสีกันโดยตรง ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวม และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ การอักเสบในระดับเซลล์ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น ร่างกายของเราสามารถสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น Interleukin (IL-1, IL-6) และ TNF-alpha ซึ่งหากมีมากเกินไป จะทำให้กระดูกถูกทำลายเร็วยิ่งขึ้น
การดูแลสุขภาพกระดูกตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้คล่องตัวไปตลอดชีวิต!
บทนำ: ความสำคัญของกระดูกและข้อต่อ
กระดูกและข้อต่อเป็นโครงสร้างหลักของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่รองรับน้ำหนัก เคลื่อนไหว และปกป้องอวัยวะสำคัญ การเสื่อมของกระดูกและข้อต่อเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่อาจถูกเร่งให้เร็วขึ้นได้จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์
กลไกของการเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อต่อ
กระดูกอ่อน (Cartilage) เป็นเนื้อเยื่อที่เคลือบปลายกระดูก เพื่อให้ข้อต่อเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีการเสียดสี อย่างไรก็ตาม กระดูกอ่อนสามารถเสื่อมลงได้จาก 3 ปัจจัยหลัก:
1️⃣ การลดลงของโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) และคอลลาเจนในกระดูกอ่อน
• โปรตีโอไกลแคนเป็นโมเลกุลที่ช่วยอุ้มน้ำในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน ทำให้ข้อต่อยืดหยุ่นและลดแรงกระแทก
• คอลลาเจนเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้กระดูกอ่อนแข็งแรง หากสูญเสียไป กระดูกอ่อนจะเปราะและฉีกขาดง่าย
2️⃣ การกระตุ้นเอนไซม์ทำลายกระดูกอ่อน เช่น Chondroitinase และ Matrix Metalloproteinases (MMPs)
• Chondroitinase เป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายโครงสร้างของโปรตีโอไกลแคน
• MMPs เป็นกลุ่มเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนและโปรตีโอไกลแคนในกระดูกอ่อน
3️⃣ การเพิ่มขึ้นของสารอักเสบ เช่น Interleukin (IL-1, IL-6) และ TNF-alpha
• IL-1 และ IL-6 กระตุ้นให้เซลล์สร้าง MMPs ทำให้กระดูกอ่อนถูกทำลายเร็วขึ้น
• TNF-alpha มีบทบาทในการกระตุ้นกระบวนการอักเสบ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก
ปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเสื่อมและโรคกระดูกพรุน
🔹 อายุที่เพิ่มขึ้น – การผลิตคอลลาเจนและโปรตีโอไกลแคนลดลง
🔹 น้ำหนักตัวเกิน – แรงกดทับที่ข้อต่อเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้น
🔹 ภาวะพร่องฮอร์โมน – ฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยปกป้องกระดูก เมื่อหมดประจำเดือน กระดูกจะสูญเสียความหนาแน่นเร็วขึ้น
🔹 การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล – อาหารที่มีโปรตีนสูงแต่ขาดแคลเซียมและวิตามิน D ส่งผลให้กระดูกอ่อนเปราะบาง
แนวทางป้องกันและฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ
✅ เสริมสร้างกระดูกและข้อต่อด้วยสารอาหารที่จำเป็น เช่น แคลเซียม วิตามิน D คอลลาเจนไทป์ II และไฮยาลูโรนิกแอซิด
✅ ลดการอักเสบ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการสร้างสารอักเสบ เช่น อาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันทรานส์
✅ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เช่น การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ
✅ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะทาง เช่น ยูโปรเฟกซ์ ที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ Chondroitinase และลดกระบวนการอักเสบ
สรุป
โรคกระดูกและข้อต่อเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันและชะลอได้ หากเราเข้าใจกลไกของการเสื่อมสภาพ และดูแลสุขภาพกระดูกอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ
หากคุณกำลังมองหาวิธีดูแลข้อต่อและกระดูกให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน นี่คือแหล่งข้อมูลที่คุณสามารถไว้วางใจได้!
หมอนรองกระดูกทับเส้น
ในส่วนของของกระดูกและข้อรวมถึงเส้นประสาทด้วย หลักๆเลยที่คนจะเป็นเยอะ คือเรื่องของหมอนรองกระดูกทับเส้น
หมอนรองกระดูกทับเส้น หมอนรองกระดูกอยู่ตรงไหน อยู่ตรงแนวเส้นกระดูกสันหลังของเราทั้งเส้นเลย ไม่ได้อยู่ที่แขนขาที่เป็นมีอาการ แต่เกิดขึ้นอยู่ที่เส้นของกระดูกสันหลัง
ที่เป็นเยอะคือตำแหน่งของสีเหลือง ที่มีวงกลมสีแดงวางไว้ ก็คือบริเวณเอวคนไข้ จะเป็นกันมากอันดับหนึ่งเลย คือตำแหน่งหมอนรองกระดูกข้อที่ L4 และข้อที่ L5
รองลงมา
ถัดออกมาอีกหนึ่งข้อ
ก็คือหมอนกระดูกระหว่างเอวข้อที่ 5 ก้นกบข้อแรก L5-S1
แล้วก็ไม่แพ้กันเลย คือ กระดูกคอ ก็คือหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่าง ข้อที่ C5 และข้อที่ C6 คือ ข้อกระดูก ชุดสีแดงด้านบน ที่มีวงกลมอยู่
กระดูกที่อยู่ระหว่างข้อหมอนรองกระดูก คือกระดูกอ่อนไม่ใช่กระดูกแข็ง
ในแต่ละข้อเล็กๆ เราเอามือลูบหลังดู ที่มีปุ่ม มันคือกระดูกแข็ง ที่บอกว่าอยู่ข้อที่ C5 ข้อที่ C6 ข้อที่ L4 ข้อที่ L5 คือหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างกระดูกแข็ง แบ่งในส่วนของ คอ อก เอว และก้นกบ
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: อาการผิดปกติที่พบบ่อย
![]()
![]()
![]()
“ทำไมเราถึงปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงขาและแขน?”
“ทำไมเราถึงปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงขาและแขน?”
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง คือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดเรื้อรังในบริเวณเอว คอ และแขนขา
หมอนรองกระดูกสันหลังอยู่ตรงไหน?
หมอนรองกระดูกเป็นโครงสร้างที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น หมอนรองกระดูกแต่ละชิ้นประกอบด้วย เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่มีแกนในเป็นเจลลี่ (Nucleus Pulposus) และเปลือกนอกที่เป็นเส้นใยแข็งแรง (Annulus Fibrosus)
เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อม แตก หรือเคลื่อนที่ไปกดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวและส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
ตำแหน่งที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทพบบ่อย
🔴 หมอนรองกระดูกบริเวณเอว (Lumbar Spine: L4-L5, L5-S1)
• เป็นตำแหน่งที่พบมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่รองรับน้ำหนักตัวและเคลื่อนไหวบ่อย
• มักทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica) และอาจมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง
🔴 หมอนรองกระดูกบริเวณคอ (Cervical Spine: C5-C6)
• มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ก้มมองโทรศัพท์มือถือหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
• ส่งผลให้ปวดต้นคอ ร้าวลงแขนและมือ
อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้น
✅ ปวดหลังหรือปวดคอร้าวไปที่แขนหรือขา
✅ มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
✅ เคลื่อนไหวลำบาก ยืนหรือเดินนาน ๆ แล้วปวดมากขึ้น
✅ อาการปวดรุนแรงขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเปลี่ยนท่าทาง
หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจทำให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้อฝ่อลีบ หรือสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายได้
สาเหตุของหมอนรองกระดูกทับเส้น
📌 อายุที่เพิ่มขึ้น – หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่นและเสื่อมสภาพ
📌 การยกของหนักผิดท่า – ทำให้แรงกดที่หมอนรองกระดูกเพิ่มขึ้น
📌 พฤติกรรมการนั่งนาน ๆ – เช่น การนั่งทำงานในท่าก้มคอหรือหลังค่อม
📌 อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ – ส่งผลให้หมอนรองกระดูกแตกหรือเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติ
แนวทางการดูแลและป้องกัน
💡 หลีกเลี่ยงการก้มและยกของหนักผิดท่า
💡 ปรับท่านั่งให้เหมาะสม โดยใช้เก้าอี้ที่รองรับแนวกระดูกสันหลัง
💡 เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัว (Core Muscle)
💡 ทานอาหารที่ช่วยบำรุงหมอนรองกระดูกและลดการอักเสบ เช่น คอลลาเจนไทป์ II และโอเมก้า-3
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc): พยาธิสภาพและกลไกของโรค
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc): พยาธิสภาพและกลไกของโรค
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc): พยาธิสภาพและกลไกของโรค
หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc) เป็นโครงสร้างที่สำคัญของกระดูกสันหลัง ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1️⃣ Nucleus Pulposus – แกนกลางของหมอนรองกระดูก มีลักษณะเป็นเจลที่มีส่วนประกอบหลักคือ Proteoglycan และน้ำ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก
2️⃣ Annulus Fibrosus – ชั้นนอกของหมอนรองกระดูก ทำจากเส้นใยคอลลาเจนที่เรียงตัวเป็นชั้น ๆ เพื่อให้มีความแข็งแรง
เมื่อเกิดการเสื่อมหรือแรงกดที่ผิดปกติ อาจทำให้ Nucleus Pulposus ทะลักออกมาและกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดและชาตามแนวเส้นประสาท
ตำแหน่งที่พบบ่อยและผลกระทบทางระบบประสาท
🔸 L4-L5 – ส่งผลต่อเส้นประสาท Sciatic ทำให้ปวดร้าวลงขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมีอาการชาที่ปลายเท้า
🔸 L5-S1 – อาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงที่กล้ามเนื้อน่อง และปวดบริเวณเอวส่วนล่าง
🔸 C5-C6 – ทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ แขน และมือ
กระบวนการอักเสบและปฏิกิริยาของร่างกาย
เมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมา จะกระตุ้นการหลั่งของ Cytokines ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เช่น
🔬 Interleukin-1 (IL-1) และ Tumor Necrosis Factor-alpha (TNF-α) – กระตุ้นการทำลายเส้นใยคอลลาเจนใน Annulus Fibrosus
🔬 Prostaglandins (PGE2) – ทำให้เกิดอาการปวดและบวม
🔬 Nitric Oxide (NO) – มีบทบาทในการทำให้เซลล์หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
เรามาทำความรู้จักกันดูว่า เวลาที่กระดูกข้อต่อเสื่อม มันเสื่อมยังไง
กระดูก ข้อต่อ และหมอนรองกระดูก – รู้จักโครงสร้างสำคัญของร่างกาย
หมอนรองกระดูกทับเส้น – ปัญหาสุขภาพที่หลายคนต้องเผชิญ
ปัญหากระดูกและข้อที่พบบ่อย หนีไม่พ้น “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” หลายคนอาจคิดว่าอาการปวดแขน ปวดขา หรือชา เกิดจากปัญหาในบริเวณนั้นโดยตรง แต่จริง ๆ แล้ว ต้นเหตุหลักอยู่ที่แนวกระดูกสันหลังของเรา
หมอนรองกระดูกอยู่ตรงไหน?
หมอนรองกระดูกอยู่ระหว่างกระดูกแต่ละข้อของกระดูกสันหลัง มีหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่น
ตำแหน่งที่พบบ่อยของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
1. บริเวณเอว (Lumbar Spine) – L4/L5 และ L5/S1
• บริเวณนี้เป็นจุดที่รับน้ำหนักมากที่สุดของร่างกาย จึงเป็นตำแหน่งที่พบหมอนรองกระดูกทับเส้นได้บ่อยที่สุด
2. บริเวณคอ (Cervical Spine) – C5/C6
• หมอนรองกระดูกบริเวณนี้มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของศีรษะ เมื่อเสื่อมหรือปลิ้นออกมา จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรือเวียนศีรษะได้
หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างไร?
ปกติแล้ว หมอนรองกระดูกมีลักษณะเป็น “กระดูกอ่อน” ที่อยู่ระหว่างปล้องกระดูกแข็ง ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับแรงกระแทก
จากภาพตัดขวางของกระดูกสันหลัง
• กระดูกแข็ง (สีขาว) คือโครงสร้างหลัก
• หมอนรองกระดูก (สีชมพู) คือชั้นรองรับแรงกระแทก
• เส้นประสาท (สีเหลือง) เป็นตัวกลางส่งสัญญาณประสาทจากสมองไปยังอวัยวะต่าง ๆ
• เจลภายในหมอนรองกระดูก (สีเขียวอ่อน) เป็นสารที่ช่วยให้หมอนรองกระดูกคงความยืดหยุ่น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือใช้งานหนัก หมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ ฟีบตัวลง เจลภายในจะถูกดันออกมา และหากทะลุออกไปจนกดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
เข้าใจโครงสร้างของกระดูกสันหลัง
เข้าใจโครงสร้างของกระดูกสันหลัง
เข้าใจโครงสร้างของกระดูกสันหลัง
หากมองจากภาพด้านข้าง
• ไขสันหลัง เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
• รากประสาท เป็นเส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลัง และเชื่อมไปยังแขน ขา และอวัยวะต่าง ๆ
ในบางกรณีที่รุนแรง หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา ไม่เพียงแค่กดทับเส้นประสาท แต่ยังไปกดทับไขสันหลังโดยตรง หากเป็นเช่นนี้ อาจต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตถาวร
จากภาพคือ ปล้องกระดูกที่ตัดออกมา หมอนรองกระดูกคือกระดูกอ่อนตามภาพ
อยู่ตรงกลางระหว่าง ส่วนข้างบนข้างล่างเป็นปล้องกระดูกแข็ง แล้วข้างหลังเราจะมีเส้นประสาทวิ่ง พาดตลอดสายเลย
ปุ่มๆที่เราคลำดูแล้วจับกันได้นั้นคือคือแง่งกระดูกแข็งที่ด้านหลังสุด
ทีนี้เส้นประสาทมันทอดอยู่ด้านหลัง มันจะมีแง่งของมันออกมาเส้นเดียวนี้เราเรียกว่าเส้นประสาท
แต่ที่อยู่ตรงกลางมันจะเป็น เส้นประสาทหลายๆเส้นมัดรวมกัน เราเรียกว่าไขสันหลัง
จะมีไม่มาก ที่ผู้ป่วยจะบอกว่า ไปพบหมอแล้ว พบว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นทับไขสันหลัง เคสแบบนี้เรียกว่าเคสรุนแรงมาก อาจจะต้องผ่าตัดก่อน
เพราะถ้าไม่ผ่าตัดมีโอกาสที่จะแบบเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่มีแนวโน้มเป็นอัมพาตอย่างเดียวมากกว่าสูงมาก
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ทำความเข้าใจ หมอนรองกระดูกมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
ทำความเข้าใจ หมอนรองกระดูกมีหน้าตาเป็นอย่างไร?
ถ้าตัดขวางออกมาดู จะเห็นว่า
• ด้านนอกมีลักษณะคล้าย Elastic Ring หรือ โดนัท ที่มีขอบเป็นแป้ง และมีไส้แยมอยู่ข้างใน
• เมื่อขอบของมันฉีกขาด หรือเสียหาย ไส้ด้านใน (เจล) จะทะลักออกมา ทำให้เกิด หมอนรองกระดูกปลิ้น
ถ้าหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาโดนตรงไหน?
• ถ้ากดทับ รากประสาท → อาการปวดร้าวไปตามแนวแขนหรือขา
• ถ้ากดทับ ไขสันหลัง → ความเสี่ยงเป็นอัมพาตสูง
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ หากปล่อยไว้นาน อาการอาจลุกลามจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
สรุป
หมอนรองกระดูกมีบทบาทสำคัญในการรองรับน้ำหนักและช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อเสื่อมสภาพ หรือเกิดการบาดเจ็บ อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่ทำให้เกิดอาการปวดและชาตามแขนขา หากรุนแรงถึงขั้นกดทับไขสันหลัง อาจนำไปสู่อัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้
รู้แบบนี้แล้ว ต้องดูแลกระดูกและข้อของตัวเองให้ดี ก่อนที่ปัญหาจะสายเกินแก้!
หน้าตาของหมอนรองกระดูกเป็นยังไง อันนี้ก็จะเห็นชัดว่าอยู่ระหว่างกระดูกแข็ง ในแต่ละปล้อง พอเราตัดออกมาก็เป็นหมอนรองกระดูก หน้าตาจะเป็นแบบที่แสดงให้เห็นนี้ ลักษณะของหมอนรองกระดูก จะมีขอบของมัน ตรงขอบนี้ล่ะมันมีลักษณะเป็นเหมือน Elastic (อีลาสติก) หรือหนังยาง นึกถึงขนมโดนัทก็ได้ ที่ด้านนอกเป็นแป้งแล้วข้างในเป็นไส้แยม
หน้าตามันจะคล้ายๆแบบนั้น
ด้วยความที่มีลักษณะเป็นเหมือนหนังยาง มีความยืดหยุ่นได้ มันก็จะทำให้เราสามารถที่จะก้มได้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ แหงนหน้าได้ เมื่อมันมีการชำรุดเสีย ตรงที่เราบอกว่าเหมือนแป้งโดนัท มีอาการแตกฉีกร้าว แล้วทำให้ไส้มันปลิ้นออกมา เราจึงเรียกว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท ที่ว่ามันปลิ้นออกมา ปลิ้นออกมาโดนตรงไหน ปลิ้นมาโดนรากประสาท ก็เลยเรียกว่าหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ทับรากประสาท ไม่ใช่ทับไขสันหลังนะ
ไขสันหลังคือเส้นประสาทหลายๆ เส้นมัดรวมกันในหน้าตาลักษณะแบบ ภาพที่แสดงให้เห็นนี้
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
หมอนรองกระดูกเสื่อม และภาวะหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท
หมอนรองกระดูกเสื่อม และภาวะหมอนรองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท
1. โครงสร้างและหน้าที่ของหมอนรองกระดูก
หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc) เป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันพิเศษ อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยให้กระดูกสันหลังมีความยืดหยุ่น
ส่วนประกอบของหมอนรองกระดูก
• Annulus Fibrosus (วงแหวนเส้นใย) เป็นโครงสร้างชั้นนอกของหมอนรองกระดูก ประกอบด้วยคอลลาเจนไทป์ I และไทป์ II มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น
• Nucleus Pulposus (แกนกลางของหมอนรองกระดูก) เป็นสารคล้ายเจล ประกอบด้วยโปรตีโอไกลแคนและน้ำ ทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทก
2. กลไกการเสื่อมของหมอนรองกระดูก
กระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกเกิดจาก
• การลดลงของปริมาณน้ำใน Nucleus Pulposus ทำให้สูญเสียความยืดหยุ่น
• ความเปราะบางของ Annulus Fibrosus ทำให้เกิดการฉีกขาด
• การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี เช่น การลดลงของ Aggrecan และ Hyaluronic Acid ส่งผลให้แรงดันภายในลดลง
เมื่อหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพ แรงกดภายในเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนตัว (Disc Herniation) และไปกดทับเส้นประสาท
3. ผลกระทบของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
• กดทับรากประสาท (Radiculopathy) → อาการปวดร้าว ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงในบริเวณที่เกี่ยวข้อง
• กดทับไขสันหลัง (Myelopathy) → การเดินผิดปกติ อ่อนแรงทั่วร่างกาย หรืออัมพาตถาวร
ตำแหน่งที่พบบ่อย
• L4/L5 และ L5/S1 → ปวดร้าวลงขา (Sciatica)
• C5/C6 → ปวดร้าวลงแขนและอาการชา
ในส่วนของร่างกายเรา ทุกส่วนที่เป็นกระดูก ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลัง แขน ขา เข่า ของเราจะมี 3 ส่วนประกอบก็คือ กระดูกแข็งกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยง อย่างเช่นหัวเข่า หรือข้อศอก ของเรา จะเป็นกระดูก 2 ชิ้นต่อกัน ในระหว่างที่กระดูก 2 ชิ้นต่อกันนี่แหละมีกระดูกอ่อน เราเรียกว่ากระดูกอ่อนข้อต่อ หรือบางคนจะเรียกว่าหมอนรองกระดูกก็ได้ ระหว่างนั้นมันจะมีน้ำเลี้ยงข้อ
เพราะฉะนั้นทุกข้อต่อในร่างกายของเรา จะเคลื่อนไหวได้ต้องมีน้ำเลี้ยงข้อ จะต้องมีสองสามส่วนนี้ ประกอบกัน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเริ่มเสียหายหรือเริ่มลดลง ก็จะมีอาการเช่นเริ่มปวด เริ่มมีเสียง ก๊อปแก๊ป เมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้น น้ำเลี้ยงข้อจะเริ่มลดลงก่อน โครงสร้างกระดูกอ่อนก็เริ่มเสื่อมหรือแย่ลงด้วย ทีนี้เรากลับมาที่เรื่องหมอนรอง กระดูกทับเส้น จริงๆมันใช้ได้กับทุกข้อต่อเลย
สาเหตุ ของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
จะเป็น ข้อเข่า เสื่อม หรือข้อต่อใดก็ได้
มี 2 เรื่องก็คือ ภายนอกร่างกายเรา คือ พฤติกรรม กับภายใน คือ ภายในร่างกายเรา จะเป็นเรื่องของฮอร์โมน จะเป็นเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ภายในร่างกายเรา
พฤติกรรมที่ทำให้เกิดหมอนรองกระดูกทับเส้น หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมก็คือ การยกของหนัก อาชีพที่ต้องก้มๆเงยๆบ่อยๆ ไอแรงๆ มีการสะบัดคอแรงๆ หรือการได้ได้รับการกระทบกระทั่งแรงๆ ก็อาจจะทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้ เกิดอุบัติเหตุ เช่น ล้ม รถชนกัน ก็ทำให้เกิดปัญหาหมอนรองกระดูกแตกได้เช่นกัน
หรือแม้แต่กระดูกแข็งก็แตกได้เช่นกัน
การดื่มสุรา มีผลทำให้กระดูกพรุน
การสูบบุหรี่ จะทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้โดยเกิดการขาดสารอาหาร
เพราะกระดูกใช้ออกซิเจนในการนำส่งสารอาหาร
ถัดมาคือน้ำหนักตัวเยอะ
จะเป็นปัญหาหมอนรองกระดูกที่เอว เพราะหมอนรองกระดูกรับน้ำหนักบริเวณนั้นทั้งหมดเลยช่วง L4-L5
ทีนี้ภายในเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราอายุเลย 35 ปี น้ำหล่อเลี้ยงระหว่างข้อทุกข้อในร่างกาย กระดูกสันหลัง แขน เข่า ไหล่ เริ่มลดลงเริ่มผลิตน้อยลง แล้วจะมีเอนไซม์ตัวหนึ่ง(ชื่อว่า คอนดอยติเนส) มาสลายคอลลาเจน ที่ กระดูกอ่อนข้อต่อทั้งหมดหรือแม้กระทั่งหมอนรองกระดูก
ทีนี้สองอย่าง ผสมผสานกัน เราอาจยกของหนัก ประกอบกับสุขภาพภายในก็เริ่มแย่ลงตามอายุ มันก็จะเกิดเป็นอาการเหล่านี้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมภายนอก และการดูแลสุขภาพภายในสัมพันธ์กัน
ขยาย
![]()
![]()
![]()
กระดูกและข้อต่อของเรามันเสื่อมได้ยังไงกันล่ะ?
กระดูกและข้อต่อของเรามันเสื่อมได้ยังไงกันล่ะ?
ในร่างกายของเรา ทุกข้อต่อ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลัง ข้อเข่า ข้อศอก หรือข้อไหล่ ล้วนประกอบด้วย สามส่วนหลัก ได้แก่
1. กระดูกแข็ง – โครงสร้างหลักที่ให้ความแข็งแรง
2. กระดูกอ่อนข้อต่อ – อยู่ระหว่างกระดูกสองชิ้น ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก
3. น้ำหล่อเลี้ยงข้อ – ช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น
ทุกข้อต่อในร่างกายของเราต้องมีน้ำเลี้ยงข้อเพื่อให้ทำงานได้อย่างปกติ แต่เมื่ออายุมากขึ้น น้ำเลี้ยงข้อเริ่มลดลง กระดูกอ่อนเสื่อมลง ข้อต่อจึงเริ่มมีเสียงก๊อบแก๊บ และอาการปวดตามมา
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดจากอะไรบ้างล่ะ?
“หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่กระดูกสันหลังเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับข้อต่อทุกจุดในร่างกาย เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก หรือข้อไหล่ โดยสาเหตุหลักมี สองปัจจัย ได้แก่
1. ปัจจัยภายนอก (พฤติกรรมการใช้ชีวิต)
• การยกของหนักเป็นประจำ
• อาชีพที่ต้องก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ
• การไอหรือจามแรงๆ
• การสะบัดคอหรือร่างกายอย่างรวดเร็ว
• การกระแทกแรงๆ เช่น อุบัติเหตุ การล้ม หรือการเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง
2. ปัจจัยภายใน (ร่างกายเสื่อมตามวัย)
• อายุ 35 ปีขึ้นไป น้ำเลี้ยงข้อเริ่มลดลง
• เอนไซม์ “คอนดอยติเนส” ทำลายคอลลาเจนในกระดูกอ่อน
• การสูบบุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกขาดสารอาหาร
• การดื่มแอลกอฮอล์มาก ทำให้กระดูกพรุน
• น้ำหนักตัวมาก กดทับข้อต่อโดยเฉพาะกระดูกสันหลังส่วนล่าง (L4-L5)
เมื่อสองปัจจัยนี้ทำงานร่วมกัน กระดูกและข้อต่อของเราก็เสื่อมเร็วขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดและข้อเสื่อมได้เร็วขึ้นกว่าปกติ
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
โครงสร้างพื้นฐานของข้อต่อและกระดูกอ่อน
โครงสร้างพื้นฐานของข้อต่อและกระดูกอ่อน
ข้อต่อของมนุษย์เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกระดูกสองชิ้นขึ้นไป โดยแต่ละข้อต่อประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
1. กระดูกแข็ง (Compact Bone & Cancellous Bone)
• ให้ความแข็งแรงทางกายภาพและเป็นโครงสร้างรองรับร่างกาย
• มีกระดูกชั้นใน (Cancellous Bone) ที่มีรูพรุนสำหรับผลิตเม็ดเลือด
2. กระดูกอ่อนข้อต่อ (Articular Cartilage)
• ทำจาก คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) และ โปรตีโอไกลแคน (Proteoglycans)
• ลดแรงเสียดสีและกระแทกระหว่างข้อต่อ
3. น้ำหล่อเลี้ยงข้อ (Synovial Fluid)
• ประกอบด้วย ไฮยาลูโรแนน (Hyaluronan) และ Lubricin ทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ราบรื่น
กลไกของภาวะข้อเสื่อมและหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มสูญเสียความสมดุลของ การสังเคราะห์และการทำลายกระดูกอ่อน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1. การสูญเสียสมดุลของเอนไซม์
• เอนไซม์ MMPs (Matrix Metalloproteinases) ทำหน้าที่สลายคอลลาเจน
• เอนไซม์ Chondroitinase (คอนดอยติเนส) เร่งการเสื่อมของกระดูกอ่อน
2. ความเสื่อมของหมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc Degeneration)
• หมอนรองกระดูกมีโครงสร้างคล้ายเจล ประกอบด้วย Nucleus Pulposus และ Annulus Fibrosus
• เมื่อมีแรงกดทับหรืออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเสียความสามารถในการดูดซับแรงกระแทก
• หาก Annulus Fibrosus ฉีกขาด Nucleus Pulposus อาจเคลื่อนออกมากดทับรากประสาท ทำให้เกิดภาวะ Herniated Disc หรือ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อต่อเสื่อมเร็วขึ้น
1. พฤติกรรมทางกายภาพ
• การแบกของหนักเกินกำลัง
• อุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกสูง
• การสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหมอนรองกระดูกตีบตัน
• การบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ทำให้การสร้างเซลล์กระดูกลดลง
2. ภาวะทางสรีรวิทยา
• เมื่ออายุเกิน 35 ปี กระบวนการสร้าง ไฮยาลูโรแนน และ โปรตีโอไกลแคน ลดลง
• ระดับ Growth Factor ที่ช่วยซ่อมแซมกระดูกอ่อนเริ่มลดลง
• มีการเพิ่มขึ้นของสารอักเสบ เช่น IL-1β และ TNF-α ทำให้ข้ออักเสบเรื้อรัง
สรุป
ภาวะข้อเสื่อมและหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นปัญหาที่เกิดจากทั้งปัจจัยภายใน (อายุ การเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์) และปัจจัยภายนอก (พฤติกรรมการใช้ชีวิต) การเข้าใจกลไกของกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกจะช่วยให้เราป้องกันและชะลอการเสื่อมของข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีอะไรบ้าง
แน่นอนที่สุด ก็คือ อายุที่เพิ่มขึ้นก็จะทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง ร่างกายผลิตคอลลาเจนลดลง ยังไม่พอนะ มันยังมีบางสิ่งบางอย่างที่มาช่วยในการทำลายคอลลาเจนด้วย
ตัวสารตัวหนึ่ง หรือเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า เอนไซม์คอนดรอยติเนส (Chondroitinase) ที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง มันจะเข้ามาทำลายคอลลาเจนบริเวณข้อต่อ เวลาคอลลาเจนผลิตน้อยลงแล้ว ยังมีเอนไซม์ตัวนี้เข้ามาทำลายอีก มันก็ยิ่งทำให้คอลลาเจนที่อยู่บริเวณข้อต่อค่อยๆเสื่อมไป ไม่ว่าจะเป็นข้อเข่า หรือข้อนิ้วก็ตาม ทุกข้อต่อทุกส่วนที่มีการขยับได้ จะมีคอลลาเจนเป็นหมอนรองระหว่างกระดูกอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นมันเลยมีปัญหาได้ เวลาที่ร่างกายเราผลิตคอลลาเจ้นน้อยลง และฝั่งของเอนไซม์ เอนไซม์คอนดรอยติเนส (Chondroitinase) ก็เข้ามาทำลาย เพิ่มเข้าไปอีก
ดังนั้นในเรื่องของอายุ อันนี้แหละตัวดีเลย เพราะอะไร เพราะคนเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ กระดูกก็จะเสื่อมลงไปตามอายุ
หรือการขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อที่เคยเป็นตัวพยุงน้ำหนักให้กับกระดูก ไม่แข็งแรง เมื่อกล้ามเนื้อเราไม่แข็งแรง เราก็จะมีโอกาสเป็นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม
แม้กระทั่งคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะไขมันเยอะ ต้องบอกว่าจริงๆแล้ว ต่อให้จะเป็นคนอ้วนคนผอม คือแต่เดิมมากระดูกมีขนาดเท่ากันและมีขนาดเท่าเดิม
แต่เมื่อมีความอ้วนจากไขมันมากขึ้นน้ำหนักตัวมากขึ้น กระดูกจะต้องรองรับ น้ำหนักตัวที่มากขึ้น การที่กระดูกต้องแบกรับน้ำหนักที่มากอย่างนั้น อย่างต่อเนื่องก็มีโอกาสทำให้กระดูกเสื่อมได้เร็ว
ในส่วนของน้ำหนักตัวที่มากเกินไป มันก็จะเกิดการกดทับของกระดูกข้อต่อมาก
ส่วนการบาดเจ็บจากการยกของหนักท่าผิดปกติ ในการยกของหนัก ถ้ายกผิดท่า มันจะทำให้หมอนรองกระดูก สามารถปลิ้นหรือแตกได้
หรือบางคนมีโรคประจำตัว
โรคประจำตัวหลายๆโรค เราอาจจะต้องทานยาปฏิชีวนะ หรือยาที่ไม่ใช่เป็นสเตียรอยด์ พวกนี้จะมีผลนะ และที่สำคัญที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือเรื่องของกรรมพันธุ์อันนี้ค่อนข้างที่จะน่ากลัวเลยทีเดียว
หากร่างกายผลิตคอลลาเจนประเภทนี้ (ชนิดที่ 2)
ได้น้อยลงจะทำให้ร่างกายเกิดอาการต่างๆ ดังนี้
* มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย
* ข้อเข่าหลวม หรือเบี้ยวผิดรูป
* ไม่สามารถเหยียด หรืองอเข่าได้สุด
* มีอาการฝืดตึงบริเวณข้อเข่า
* มีเสียงเกิดขึ้นบริเวณข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหว
* มีอาการปวดรุนแรงเวลาเดิน และขึ้น – ลงบันไดลำบาก
ในส่วนของคอลลาเจ้นที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ส่วนใหญ่มันก็คือคอลลาเจนไทป์2
ซึ่งเป็นคอลลาเจนของข้อต่อ พวกเนื้อเยื่ออ่อนๆทั้งหลาย มันก็จะมีปัญหาต่างๆได้พอมีคอลลาเจ้นน้อยลง แล้วร่างกายสูญเสีย
ทีนี้วิธีการรักษา เราก็ต้องไปรักษาในเรื่องของการใช้ยาต่างๆ และบางทีการใช้ยาใช่ว่ามันจะหาย นอกจากไม่หายหรือหายช้าแล้ว มันก็อาจจะมีผลในเรื่องของการทำให้อวัยวะอื่นๆเช่นไตมีปัญหาอีกเป็นต้น
เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด การป้องกัน ดีกว่าการรักษาแน่นอน
ขยาย
![]()
![]()
![]()
หมอนรองกระดูก ข้อต่อ และปัญหากระดูกเสื่อมเกิดจากอะไร? – รู้ทันก่อนจะสายไป!
หมอนรองกระดูก ข้อต่อ และปัญหากระดูกเสื่อมเกิดจากอะไร? – รู้ทันก่อนจะสายไป!
ร่างกายของเรามีกระดูกเป็นโครงสร้างหลัก แต่กระดูกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ นี่คือเหตุผลที่ “ข้อต่อ” และ “หมอนรองกระดูก” มีความสำคัญอย่างมาก
ลองจินตนาการถึง ข้อต่อ ทุกจุดในร่างกาย ตั้งแต่ข้อเข่า ข้อศอก สะโพก ไปจนถึงกระดูกสันหลัง ทุกจุดเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกัน โดยมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ
✔️ กระดูกแข็ง – โครงสร้างที่รองรับน้ำหนัก
✔️ กระดูกอ่อน (หมอนรองกระดูก) – ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก
✔️ น้ำหล่อเลี้ยงข้อ – ลดแรงเสียดทาน ช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลื่นไหล
แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่ทำร้ายข้อต่อ องค์ประกอบเหล่านี้จะเริ่มเสื่อมลง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น
❌ ปวดข้อต่อ ปวดเข่า
❌ มีเสียงก๊อบแก๊บเวลาเคลื่อนไหว
❌ ข้อฝืด ตึง งอ-เหยียดได้ไม่สุด
❌ มีอาการอักเสบ ปวดรุนแรง เดินหรือขึ้นลงบันไดลำบาก
ทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะกระดูกเสื่อม ข้อเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาจทำให้เกิดภาวะเรื้อรัง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
ปัจจัยอะไรเสี่ยงที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและทับเส้นประสาท
สาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อม อาจมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ
1️⃣ ปัจจัยภายนอก (พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม)
✅ การยกของหนักผิดท่า – ทำให้หมอนรองกระดูกมีแรงกดมากกว่าปกติ อาจเกิดการปลิ้นหรือแตกได้
✅ การนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน – เช่น การนั่งหลังค่อม หรือการก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ ส่งผลให้แรงกดทับสะสมจนเกิดความเสียหาย
✅ การเกิดอุบัติเหตุ – เช่น ล้ม รถชน หรือได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
✅ การสูบบุหรี่และดื่มสุรา – บุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น เพราะออกซิเจนไม่สามารถส่งไปเลี้ยงกระดูกได้ดี ส่วนแอลกอฮอล์มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม ทำให้กระดูกอ่อนแอลง
✅ น้ำหนักตัวมากเกินไป – ส่งผลให้หมอนรองกระดูกบริเวณเอว (L4-L5) ต้องรองรับแรงกดที่มากกว่าปกติ
2️⃣ ปัจจัยภายใน (การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย)
✅ อายุที่เพิ่มขึ้น – หลังอายุ 35 ปี น้ำหล่อเลี้ยงข้อจะลดลง ทำให้ข้อต่อขาดความยืดหยุ่น
✅ การลดลงของคอลลาเจนไทป์ 2 – เป็นคอลลาเจนสำคัญของหมอนรองกระดูกและข้อต่อ หากผลิตได้น้อยลง กระดูกอ่อนจะเริ่มเสื่อม
✅ เอนไซม์คอนดรอยติเนส (Chondroitinase) – ร่างกายจะสร้างเอนไซม์นี้มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งเอนไซม์นี้จะทำลายคอลลาเจนที่อยู่ในกระดูกอ่อนข้อต่อ ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
✅ กรรมพันธุ์และโรคประจำตัว – หากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อมหรือกระดูกพรุน มีโอกาสสูงที่คุณจะเผชิญปัญหานี้เช่นกัน
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท – ภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คิดไว้
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท – ภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คิดไว้
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถเกิดขึ้นได้ใน 2 จุดหลัก ได้แก่
🔵 ช่วงคอ (C1-C7) – ทำให้มีอาการปวดคอ ปวดบ่า ไหล่ติด ชาแขน และอาจร้าวลงมือ
🔵 ช่วงเอว (L1-L5) – ส่งผลให้มีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ชาลงขา เดินลำบาก
หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจลุกลามจนถึงขั้น เดินไม่ได้ หรือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้เลย!
การรักษาหมอนรองกระดูกเสื่อม – ใช้ยาอย่างเดียวไม่พอ!
ปัจจุบันการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่
✔️ การทานยา – เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ (แต่บางครั้งอาจส่งผลต่อไตและกระเพาะอาหาร)
✔️ กายภาพบำบัด – เพื่อลดแรงกดทับและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
✔️ ฉีดยาสเตียรอยด์ – ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาท (แต่มีผลข้างเคียงหากใช้ระยะยาว)
✔️ การผ่าตัด – สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรง และการรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผล
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ โดย ดูแลข้อต่อและหมอนรองกระดูกตั้งแต่วันนี้!
ดูแลกระดูกและข้อต่อของคุณก่อนสาย – เพราะสุขภาพดีสร้างได้
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
✅ ปรับพฤติกรรมการนั่งและยกของ – หลีกเลี่ยงการก้มๆ เงยๆ หรือยกของหนักผิดท่า
✅ ควบคุมน้ำหนักตัว – ลดแรงกดทับบริเวณกระดูกข้อต่อ
✅ เสริมสารอาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อ เช่น
• คอลลาเจนไทป์ 2 – ช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูก
• กลูโคซามีนและคอนดรอยติน – ช่วยลดการสึกหรอของข้อต่อ
• แคลเซียมและแมกนีเซียม – เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
• สารต้านการอักเสบจากธรรมชาติ – ลดการอักเสบของข้อต่อ เช่น ขมิ้นชัน
เพราะ “กระดูกและข้อต่อ” คือพื้นฐานของการใช้ชีวิต อย่ารอให้ปวดแล้วค่อยรักษา เริ่มดูแลสุขภาพของคุณตั้งแต่วันนี้!
ให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพข้อต่อของคุณ
เพราะชีวิตที่ดี… เริ่มต้นจากกระดูกและข้อต่อที่แข็งแรง
ผู้ที่เป็น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จริงๆแล้วจะเกิดจาก 2 ส่วนเป็นหลัก
ส่วนแรกคืออะไรส่วนแรกเป็นเรื่องของคอ
โดยที่เค้าเรียกกันว่า C1-C7 นั่นเอง
เหลืออีกส่วนหนึ่งก็คือช่วงหลังลงขา ที่เค้าเรียกว่า L1-L5
ทีนี้อาการมันเป็นยังไง
3 ระดับอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม
3 ระดับอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม
ตรงกระดูกคอจะมีสามระยะ
1. ระยะแรกเลยก็คือกระดูกคอเสื่อมแต่ไม่ทับเส้นประสาท
จะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยในบริเวณต้นคอ บ่าและหัวไหล่
เอาง่ายง่ายคือหลายๆคนอาจสงสัยว่าตัวเองเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือเปล่า
ออฟฟิศซินโดรมมันก็คือสาเหตุหนึ่งที่มันมาจากกระดูกคอเสื่อมนั่นเอง อันนี้ระยะแรกมันยังไม่เบียดทับเส้นประสาท
2 แต่ เมื่อใดก็ตามที่มาเป็น เป็นระยะที่สองแล้ว
จะเริ่มเปลี่ยนทับเส้นประสาทแล้ว จะเริ่มมีอาการปวดต้นคอ ร้าวลงแขน หรืออาจจะขึ้นไปถึงหัวเลยนะ
คนไข้บางคนนี่บอกว่า ปวดขึ้นหัวเลย แล้วก็ร้าวลงแขน และมีอาการชามือเกิดขึ้นได้ อันนี้คือเริ่มมีอาการทับเส้นประสาทแล้ว
3 ระยะสามระยะ สุดท้าย
ระยะนี้อันตรายยิ่ง เพราะอะไรเพราะ มันเริ่มไปกดทับ ไขสันหลังแล้ว เพราะฉะนั้นคนไข้จะมีอาการปวดเกร็งบริเวณลำตัวแขนขา ถ้าเป็นขาก็จะก้าวขาได้สั้น ส่งผลถึงการทรงตัวและการใช้งายมือที่ยากลำบากขึ้น แล้วนะตรงนี้
ส่วนคอ เราแบ่งเป็น 3 ระดับ ถ้าคนไข้เริ่มเป็นกระดูกคอเสื่อม ยังไม่ถึงขั้นกดทับ ก็จะแค่รู้สึกปวด คอปวดบ่าปวดสะบัก แต่ยังไม่ร้าวลงแขนก็จะสรุปได้ว่าเป็นหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ซึ่งอาจจะมีปวดๆ บ้างในบางครั้ง
ถ้ากดทับเส้นประสาทแล้วก็จะเริ่มร้าวลงแขน อาจมีปวดหัวมากทั้งทั้งที่ไม่ ได้ เป็นไมเกรน ปวดหัวทั้งทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของสายตา อันนี้ก็จะเริ่มอันตรายสำหรับคนที่ต้องขับรถเอง
ถ้าหมอนรองกระดูกคอเสื่อมแล้วไปกดทับไขสันหลัง อันนี้อันตราย อันตรายที่สุด เพราะนอกจากจะปวดคอบ่าไหล สะบัก จะรู้สึกมีอาการลำตัวเกร็งเกร็งการทรงตัวไม่ดี เดิน สองถึงสามก้าวก็จะล้มจะ เซ อันนี้ต้องระวัง เตือน คนไข้ให้ไปตรวจให้ชัดเจนก่อน
ขยาย
![]()
![]()
![]()
อาการและความเสี่ยงที่ต้องรู้
3 ระดับอาการของโรคกระดูกคอเสื่อม
ปัจจุบัน โรคกระดูกคอเสื่อม กำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ท่าทางที่ผิดปกติ เช่น การก้มหน้าเป็นเวลานาน หรือ การนั่งทำงานในท่าทางที่ไม่เหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเสื่อมของกระดูกคอเร็วกว่าปกติ
3 ระยะของโรคกระดูกคอเสื่อม
โรคกระดูกคอเสื่อมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก โดยแต่ละระยะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน
1. ระยะเริ่มต้น: กระดูกคอเสื่อมแต่ยังไม่ทับเส้นประสาท
• มีอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ บ่า และหัวไหล่
• อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเพียง ออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากอาการคล้ายคลึงกัน
• ยังไม่มีการกดทับเส้นประสาท อาการจึงเป็นเพียงความรู้สึกไม่สบายตัว หรือปวดตึงบางช่วง
2. ระยะกลาง: กระดูกคอเสื่อมและเริ่มกดทับเส้นประสาท
• อาการปวดเริ่มรุนแรงขึ้น และอาจร้าวลงไปถึงแขน หรือศีรษะ
• อาจมีอาการปวดหัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ไมเกรน หรือ สายตา
• บางรายอาจมีอาการ ชามือ และกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง
3. ระยะรุนแรง: กระดูกคอเสื่อมและกดทับไขสันหลัง
• ระยะนี้เป็นอันตรายที่สุด เพราะมีการกดทับที่ ไขสันหลัง
• อาการปวดรุนแรงขึ้น และอาจส่งผลต่อระบบควบคุมกล้ามเนื้อ
• อาจเกิดภาวะ ลำตัวเกร็ง ขาไม่มีแรง เดินโซเซ หรือเสียการทรงตัว
• บางรายอาจมีอาการชารุนแรง ไม่สามารถใช้มือได้อย่างปกติ
ทำไมโรคกระดูกคอเสื่อมจึงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน?
ทำไมโรคกระดูกคอเสื่อมจึงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน?
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคกระดูกคอเสื่อมพบบ่อยขึ้นคือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ โดยเฉพาะการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ
• การก้มหน้าใช้งานมือถือ ในมุมที่มากกว่า 30 องศา เป็นเวลานาน ทำให้เกิดแรงกดทับที่กระดูกคอมากขึ้น
• ท่านั่งทำงานผิดท่า โดยเฉพาะการโน้มตัวไปด้านหน้าหรือการนั่งก้มหน้า ทำให้กระดูกคอรับแรงกดมากขึ้น
• การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ จะทำให้ข้อต่อและหมอนรองกระดูกถูกกดทับจนเสื่อมเร็วขึ้น
ป้องกันก่อนเสื่อม: วิธีดูแลกระดูกคอให้แข็งแรง
1. ปรับท่านั่ง
• ควรวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อลดการก้มคอ
• นั่งหลังตรง ไม่โน้มตัวไปด้านหน้า
• ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับต้นคอและหลัง
2. ลดการใช้มือถือในท่าก้มหน้า
• ถือมือถือให้อยู่ระดับสายตาเพื่อลดแรงกดที่คอ
• หลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ควรพักสายตาและเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30 นาที
3. ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อคอและหลัง
• การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และหลัง ซึ่งจะช่วยรองรับน้ำหนักของศีรษะได้ดีขึ้น
• การบริหารกล้ามเนื้อด้วย โยคะ หรือพิลาทิส สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอได้
4. เสริมสร้างความแข็งแรงของหมอนรองกระดูกและข้อต่อ
• การรับประทานอาหารที่มี คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) สามารถช่วยฟื้นฟูและบำรุงหมอนรองกระดูกได้
• หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เช่น น้ำตาล แป้งขัดขาว และไขมันทรานส์
สรุป
โรคกระดูกคอเสื่อมเป็นปัญหาที่พบได้มากขึ้นในปัจจุบัน และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา ดังนั้นเราควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพกระดูกคอตั้งแต่วันนี้ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ
โรคกระดูกคอมีโอกาสที่จะมีมีคนเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนี้คนใช้คอมพิวเตอร์กันมากใช้มือถือมาก
แค่การก้มหน้าประมาณ 30 องศา
เราก็มีโอกาสเป็นหมอนรองกระดูกกระดูกคอเสื่อมได้ง่ายมากขึ้น
กระดูกแข็งไปกดหมอนรองกระดูกนานมากขึ้น
สำหรับคนที่ใช้มือถือนานๆ ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ พยายามจ้องอยู่ในระดับสายตา ทำให้เหมือนการมองหน้าตรง
ตรวจดูว่า เราได้นั่งดูจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาที่เราไม่ต้องก้มหน้าไหมเพราะมันไม่คุ้มกันเลย
หมอนรองกระดูกทับเส้นบริเวณเอว
5 ระดับ
ระดับความรุนแรง
กระดูกทับเส้นบริเวณช่วงเอว
1. ปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก เป็นๆ หายๆ
2. ปวดร้าวลงสะโพก ปวดลงขายิ่งเดินยิ่งปวด
3. มีอาการชาปลายเท้า
4. กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้
5. อั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือ ขับถ่ายไม่ออก
ขยาย
![]()
![]()
![]()
5 ระดับอาการโรค - ความรุนแรงที่ต้องรู้!
5 ระดับอาการโรค - ความรุนแรงที่ต้องรู้!
หมอนรองกระดูกทับเส้นบริเวณเอว: 5 ระดับความรุนแรงที่ต้องรู้!
อาการปวดหลัง ปวดเอว เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม จนกระทั่งเริ่มมีอาการปวดร้าวลงขา เดินไม่ไหว หรือหนักสุดถึงขั้นอั้นปัสสาวะไม่ได้! นี่อาจเป็นสัญญาณของ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งมี 5 ระดับอาการหลัก
5 ระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกทับเส้น
1️⃣ ระดับที่ 1: ปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก เป็นๆ หายๆ
• อาการเริ่มต้นที่หลายคนมักมองข้าม
• ปวดบริเวณขอบกางเกงใน มีช่วงที่ปวดและหายสลับกัน
• หมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม นูนออกมาเล็กน้อยแต่ยังไม่แตก
2️⃣ ระดับที่ 2: ปวดร้าวลงสะโพกและขา ยิ่งเดินยิ่งปวด
• หมอนรองกระดูกเริ่มแตก และกดทับเส้นประสาทมากขึ้น
• อาการปวดลามจากเอวลงสะโพกและขา
• เดินแล้วเจ็บ ยิ่งเดินยิ่งปวด ต้องหยุดพักบ่อยๆ
3️⃣ ระดับที่ 3: เริ่มมีอาการชาปลายเท้า
• เส้นประสาทถูกกดทับเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการอักเสบ
• รู้สึกชาปลายเท้า รู้สึกเหมือนไม่มีแรงในขา
4️⃣ ระดับที่ 4: กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้
• เส้นประสาทเริ่มเสียหายหนัก กล้ามเนื้อขาลีบลง
• เดินไกลไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง
5️⃣ ระดับที่ 5: อั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือขับถ่ายไม่ออก
• ระยะอันตราย! เส้นประสาทที่ควบคุมการขับถ่ายถูกทำลาย
• ควบคุมการปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
• หากปล่อยไว้อาจถึงขั้น เดินไม่ได้ถาวร
สัญญาณที่ต้องสังเกต!
✅ ปวดร้าวลงขาหรือแขน เป็นแบบจี๊ดๆ เหมือนไฟช็อตหรือไม่?
✅ เวลาไอหรือจามแล้วปวดหลังจี๊ดขึ้นมาหรือเปล่า?
✅ ก้มตัวแล้วปวดมากขึ้น?
✅ ยิ่งเดินยิ่งปวด หรือเดินแล้วรู้สึกดีขึ้น?
ถ้าอาการเข้าข่ายหลายข้อ แนะนำให้รีบตรวจเช็ก!
หมอนรองกระดูกทับเส้น อาจเริ่มจากแค่อาการปวดธรรมดา แต่ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ อย่ารอจนเดินไม่ได้ รีบดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้!
ถ้าระยะแรกคนไข้จะมีอาการ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก เป็นๆหายๆ เค้าเรียกว่าปวดตรงขอบกางเกงใน
ถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็นๆ หายๆ อยู่สามเดือน อันนี้อาจฟันธงได้เลยว่า มีอาการหมอนรองกระดูกเสื่อมตรงเอวแล้ว
1.ระดับที่หนึ่งก็คือปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก
เป็นๆหายๆ
คำว่า ปวดตรงนี้ ก็คือหมอน รองกระดูกมันเริ่มนูนอาจจะยังไม่แตก
มันเริ่มมีความฉีกร้าว แต่ยังไม่แตกออกมา เลยทำให้อาการเป็นๆหายๆ
2.ทีนี้บอกว่ามีอาการปวดร้าวลงสะโพก ปวดร้าวลงขา ยิ่งเดินยิ่งปวด อันนี้คือระยะที่สองแล้ว
อาการระดับที่สอง หมอนรองกระดูก เริ่มแตก ฉีก มากขึ้น ก็เลยทำให้เกิดร้าว ลงสะโพกลงขา มีการคับของตัว เจลข้างใน คนไข้จะมีอาการยิ่งเดินยิ่งปวด ฉะนั้น ระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกมัน ฉีก เยอะแล้ว แล้วพอเกิดการทับนาน ก็เข้าสู่ระยะ3
3 ระยะที่สามก็คือ เริ่มมีอาการชาปลายเท้า เนื่องจากมี การกดทับนานๆ ราก หรือ เส้นประสาทจะเริ่มอักเสบ ก็เลยรู้สึกว่าชาปลายเท้า
4. ส่วนระยะที่สี่ เมื่ออักเสบนานๆไม่ได้รับการรักษา เส้นประสาทเสียหายรุนแรง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้ จะต้องใช้ไม้เท้าช่วย อันนี้คือระดับสี่แล้วนะ
5.หากยังปล่อยไปอีก รักษาไม่ถูกสาเหตุไม่ถูกจุด เส้น ประสาทอาจอักเสบอย่างสมบูรณ์ทีนี้จะเดินไม่ได้ เริ่ม กลั้น ปัสสาวะไม่อยู่ เส้นประสาททั้งหมดที่อยู่บริเวณ หูรูดการขับถ่าย การเสียหายทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ขับถ่ายไม่ออก
ปกติในบริเวณที่เราขับถ่ายจะเป็นหูรูดที่เราสามารถควบคุมได้ แต่พอเกิดความเสียหายแล้วเราจะเริ่มควบคุมมันไม่ได้ ปวดปัสสาวะก็จะราดเลย อั้นไม่อยู่ หรือ ปวดอุจจาระมากแต่ถ่ายไม่ออกเพราะว่ามันไม่มีแรง เราควบคุมหูรูตรงนั้นไม่ได้แล้ว และ ระยะสุดท้าย ระยะนี้ถึงขั้นอั้นปัสสาวะไม่อยู่แล้ว หรือขับถ่ายไม่ออก หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
ถ้าอาการหมอนรองกระดูกเสื่อมระยะที่4 หรือ5 แล้ว คุณต้องรีบรักษาแล้ว ถ้าไม่รีบฟื้นฟู ไม่รีบรักษา จะมีโอกาสที่เดินไม่ได้เลย
พิจารณาอาการ
อาการปวดร้าวลงเท้า เป็นการปวดแบบจี๊ดจี๊ดเหมือนไฟช็อต
หรือปวดร้าวลงแขน อยู่ที่คอก็เหมือนกัน เป็นแบบไฟฟ้าช็อตไหม ถ้าใช่ คือ ใช่การทับเส้นประสาท
เวลาไอจาม คุณรู้สึกเสียวแปล๊บหลังไหม ตรงเส้นกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะหลังจะเจ็บปวดมากเวลาก้มไหม
คุณพิจารณาอาการของคุณดูว่า ยิ่งเดินยิ่งปวดไหม ถ้าคุณยิ่งเดินยิ่งสบาย อันนี้ให้แยกให้ออกว่า ก็คือสลักเพชรจมหรือกล้ามเนื้อหนีบทับเส้นประสาท ไม่ใช่อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เพราะเป็นคนละโรคกัน
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ทำให้เรารู้ว่าหมอนรองกระดูกทับเส้น
แล้วสัญญาณเตือนแบบไหนล่ะ ที่จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ถ้าคุณปวดเรื้อรังมา ประมาณสามเดือนแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้เลยว่า คุณน่าจะเป็นเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาทแล้วนะ ถ้าเกิดคุณเริ่มปวดมาสามเดือนกินยาก็ไม่หาย
หรือ
ถ้าบอกว่าปวด ร้าว สะโพกลงขา
ลง น่อง ลงเท้า อันนี้ใช่เลย
เหลืออีกอย่างหนึ่งคือปวดเฉียบพลัน รุนแรงขึ้นมา เรารู้สึกทำไมอยู่ๆปวดๆ เคลื่อนไหวไม่ได้เลย อันนี้ก็ถูกต้อง
เพราะอะไรเพราะเส้นประสาทมันอักเสบมากแล้ว
หรือเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุหรือหกล้ม
ส่วนใหญ่ที่ เกิดอุบัติเหตุ กระดูกแข็งจะไม่ค่อยเป็นอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นที่กระดูกอ่อน เพราะกระดูกอ่อนมีความ เปลาะแตกง่าย
สุดท้ายถ้าคุณบอกว่าปวดจนควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ถ่ายกระปิดกระปอย อันนี้ก็ใช่ ให้พยายามสังเกตตัวเอง ว่ามีอาการตามนี้หรือเปล่า
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
พยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทบริเวณเอว: ลำดับอาการและผลกระทบทางคลินิก
พยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทบริเวณเอว: ลำดับอาการและผลกระทบทางคลินิก
พยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทบริเวณเอว: ลำดับอาการและผลกระทบทางคลินิก
1. บทนำ
หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทบริเวณเอว (Lumbar Disc Herniation) เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมหรือฉีกขาดของหมอนรองกระดูก ส่งผลให้สารเจลนิวเคลียสพัลโพซัส (Nucleus Pulposus) ภายในไหลออกมากดทับรากประสาท ทำให้เกิดอาการปวดและชาตามแนวเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve)
2. ระดับอาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นบริเวณเอว
ระดับที่ 1: อาการปวดหลังส่วนล่างและปวดสะโพกเป็นๆ หายๆ
• เกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูก (Disc Degeneration)
• โครงสร้างคอลลาเจนและโปรตีโอไกลแคนลดลง ทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่น
• ไม่มีการกดทับเส้นประสาทโดยตรง อาการปวดมักเป็นแบบ Intermittent Pain
ระดับที่ 2: ปวดร้าวลงสะโพกและขา (Radicular Pain)
• หมอนรองกระดูกเริ่มฉีกขาดบางส่วน (Annular Tear) ทำให้สารอักเสบกระตุ้นรากประสาท
• เกิดการบวมของเส้นประสาทและอาการปวดร้าวตามแนว Dermatome ของ L4, L5 หรือ S1
• อาการเด่นคือ ยิ่งเดินยิ่งปวด เนื่องจากแรงกดที่เพิ่มขึ้นในท่ายืนหรือเดิน
ระดับที่ 3: อาการชาปลายเท้าและเส้นประสาทอักเสบ
• เกิดการกดทับที่รุนแรงขึ้น ทำให้การนำสัญญาณประสาทผิดปกติ
• ผู้ป่วยมักรู้สึกชาที่ปลายเท้าหรือขาโดยเฉพาะด้านหลังขา (Sciatic Nerve Distribution)
• อาจมี Positive Straight Leg Raising Test (SLR Test)
ระดับที่ 4: กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเดินลำบาก
• อาการแสดงทางคลินิกคือ Motor Weakness โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรง
• การทำงานของกล้ามเนื้อ Quadriceps หรือ Gastrocnemius ลดลง
• ผู้ป่วยอาจต้องใช้ Assistive Devices เช่น ไม้เท้าหรือ Walker
ระดับที่ 5: ภาวะ Cauda Equina Syndrome (CES)
• เกิดจากการกดทับรุนแรงของเส้นประสาทไขสันหลังช่วง L1-S5
• อาการเด่นคือ Urinary Retention หรือ Urinary Incontinence
• สูญเสียการควบคุมการขับถ่าย อาจมี Saddle Anesthesia (ชาในบริเวณขาหนีบและก้น)
• ถือเป็น ภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมกระดูก ที่ต้องได้รับการผ่าตัดทันที
3. แนวทางการวินิจฉัย
• MRI Lumbar Spine: Gold Standard ในการประเมินการกดทับของเส้นประสาท
• Electromyography (EMG): ประเมินระดับความเสียหายของเส้นประสาท
• Physical Examination:
• SLR Test: Positive เมื่อยกขาแล้วเกิดอาการปวดร้าวลงขา
• Reflex Test: Deep Tendon Reflex ลดลงในระดับ L4, L5, S1
สรุป
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว เป็นภาวะที่มีความซับซ้อนและสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการรักษาที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
“ทำไมโรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม ทานยาหรือรักษามามากแล้ว แต่ก็ไม่หาย?”
ขยาย
![]()
![]()
![]()
“ทำไมโรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม ทานยาหรือรักษามามากแล้ว แต่ก็ไม่หาย?”
“ทำไมโรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม ทานยาหรือรักษามามากแล้ว แต่ก็ไม่หาย?”
“ทำไมโรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม ทานยาเท่าไรก็ไม่หาย?”
หลายคนที่มีปัญหาปวดข้อ ปวดเข่า หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม อาจเคยพยายามรักษาด้วยการทานยา ฉีดยา หรือแม้แต่การกายภาพบำบัด แต่สุดท้ายอาการก็ยังกลับมาเป็นซ้ำอีก แล้วสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร?
1. การรักษาด้วยยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบ
ยาที่แพทย์มักจ่ายให้ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ได้แก่
• ยาแก้ปวด (Painkillers) เช่น พาราเซตามอล หรือกลุ่ม NSAIDs (ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์)
• ยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) ลดอาการบวมแดงจากการอักเสบของข้อ
• ยาสเตียรอยด์ หรือมอร์ฟีน ที่ใช้ในกรณีที่ปวดรุนแรงมาก
แม้ยาจะช่วยลดอาการปวดได้ แต่ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูหรือรักษากระดูกอ่อนที่เสื่อมลง เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการก็กลับมาเหมือนเดิม ทำให้ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงในระยะยาว เช่น กระเพาะอักเสบ ไตเสื่อม หรือความดันโลหิตสูง
2. กายภาพบำบัด ฝังเข็ม หรือดึงหลัง
• กายภาพบำบัด ช่วยให้กล้ามเนื้อรอบข้อแข็งแรงขึ้น ลดอาการปวด แต่ไม่ได้ช่วยซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่สึกหรอ
• ฝังเข็ม อาจช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในบริเวณที่ปวด แต่ไม่ได้ฟื้นฟูข้อต่อโดยตรง
• ดึงหลัง (Spinal Decompression) อาจช่วยลดแรงกดทับจากหมอนรองกระดูกที่เสื่อม แต่ถ้าหมอนรองกระดูกแตกหรือฉีกขาดแล้ว วิธีนี้อาจไม่ได้ผล
3. ผ่าตัด… ทางเลือกสุดท้าย?
การผ่าตัดหมอนรองกระดูก หรือเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นวิธีที่ใช้ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก แพทย์บางคนอาจบอกว่าโอกาสสำเร็จมีเพียง 50/50 เท่านั้น ผู้ป่วยหลายคนผ่าตัดแล้วอาการดีขึ้น แต่บางรายยังคงปวด หรือข้อกลับมาเสื่อมอีกหลังผ่าตัดไม่นาน
การรักษาที่แท้จริง: ฟื้นฟูตรงจุดด้วยสารอาหารเฉพาะทาง
แทนที่จะกดอาการปวดด้วยยา เราต้อง ฟื้นฟูหมอนรองกระดูก กระดูกอ่อน และเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ด้วยโภชนาการเฉพาะทางที่ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างโครงสร้างของข้อต่อ
โรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม
ทานยาเท่าไรก็ไม่หาย !!
ยาทีใช้ในการรักษาโรคกระดูกและข้อเสื่อมในปัจจุบัน เป็นขาในกลุ่มลดการอักเสบหรือยาแก้ปวดตามอาการ
ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง หรือ รักษาสภาพความเสื่อมของผิวข้อต่อแต่อย่างใด
แต่เป็นการไปลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในข้อ หรือ ไปกดการรับรู้ความเจ็บปวดของร่างกายโดยตรงเท่านั้น
1. ทานยา ฉีดยา ส่วนใหญ่คุณหมอจะให้เป็นยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ หรือการฉีดสเตียรอยด์ การให้ มอร์ฟีน
การที่คนไข้รักษามาโดยวิธีการนี้ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
เพราะฉะนั้นการทานยาเป็นแค่การกดอาการ
เมื่อยาออกฤทธิ์อาจจะรู้สึกดีขึ้นได้ แต่เวลาที่ยาหมดฤทธิ์ เราก็จะสามารถกลับมาเป็นได้อีก
เพราะไม่เป็นการฟื้นฟูอย่างตรงจุด หรือรักษาให้ตรงจุด
เมื่อร่างกายมีความสึกหรอ ข้อต่อเสียหายมากๆ ผิวของข้อมีการขัดเสียดสีกันตลอดเวลา
ส่งผลให้เกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ถ้าหยุดยาก็จะมีอาการปวดเพิ่มขึ้นมาทันที
เป็นเหตุให้ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดยาได้นั่นเอง
โรคกระดูกและข้อต่อเสื่อม
ทานยาเท่าไรก็ไม่หาย !!
2. กายภาพบำบัด
ดึงหลัง ฝังเข็ม
การกายภาพบำบัดมันสามารถช่วยได้ในระดับกล้ามเนื้อ จะช่วยเรื่องอาการปวดได้ชั่วคราว การดึงหลังฝังเข็มเป็นเรื่องบำบัดระดับกล้ามเนื้อจริงๆนะ
แต่ก็ยังไม่ได้ไป ฟื้นฟูตรงจุด ที่เกิดความเสียหายโดยตรง
3. เลือกการผ่าตัด
ผ่าตัด ใช้กล้องส่องดูเลย
ซึ่งการผ่าตัดเองคุณหมอก็ไม่ได้การันตีว่าจะหาย ถ้าคุณได้คำตอบว่า 50/50 คุุณจะผ่าตัดไหม
จริงๆ วิธีการ ที่คนไข้จะไปรักษาด้วยการผ่าตัด มันไม่ใช่ไม่ดี แต่มันตรงจุดในเรื่องฟื้นฟูกระดูกข้อต่อ และเส้นประสาทหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดีๆ
จะรักษาหมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาทยังไงให้ตรงจุดล่ะ
เมื่อคุณเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาท วิธีการรักษาคือง่ายมาก มันคือการ เข้าไป ฟื้นฟูหมอนรองกระดูก ที่มัน เสื่อม
อีกส่วนหนึ่งก็คือ ต้องไปฟื้นฟูในส่วนของเส้นประสาทที่ถูกกดทับจนอักเสบ
เมื่อใดก็ตามสองวิธีนี้ได้รับการฟื้นฟูอย่าง ต่อเนื่อง ก็จะ สามารถดีขึ้นได้ อาการปวดร้าวลงแขนปวดร้าวลงขาสามารถดีขึ้นได้เลย
แน่นอนเราจะฟื้นฟูโดยการใช้สารอาหาร เราเรียกสารอาหารของเรานี้ว่าสารอาหารเฉพาะทาง ที่เข้าไปฟื้นฟูได้ตรงจุด
คอร์สดูแลสุขภาพ JOINT & BONE RECOVERY TREATMENT ฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ
Joint and bone
หรือว่าชุดฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ
เรื่องที่สำคัญมากแล้วก็ต้องเป็น 3 ตัวนี้ด้วยนะ
การฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ มันจะมีแค่ ยูโปรเฟกซ์ และยูนิออย ถ้าเรามีตัวที่สามเพิ่มเข้าไปคือ ยูแคลซิ่ว จะเป็นอย่างไร
เรามาดูกันว่าถ้าคุณดูแลครบทั้งสามตัว ไม่ว่าคุณจะทานเพื่อป้องกัน หรือคุณจะทานเพื่อดูแล เยียวยารักษาแล้ว มันจะเห็นผลดีอย่างไร
ขยาย
![]()
![]()
![]()
คอร์สดูแลสุขภาพ JOINT & BONE RECOVERY TREATMENT ฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ
“3 องค์ประกอบ: การฟื้นฟูกระดูกและข้อต่อ”
“3 องค์ประกอบหลัก
เพื่อการฟื้นฟูที่ครอบคลุม เราต้องดูแลทั้ง กระดูกอ่อน ข้อต่อ เส้นประสาท และกระดูกแข็ง โดยใช้สารอาหารเฉพาะทางที่ตรงจุด
1️⃣ U-PROFEX – ฟื้นฟูกระดูกอ่อนและข้อต่อ
2️⃣ UNI-OIL – ลดการอักเสบระดับเส้นประสาท
3️⃣ U-CALCIU – เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
1. U-PROFEX: ฟื้นฟูกระดูกอ่อนและข้อต่อ
กระดูกอ่อน (Cartilage) คือเนื้อเยื่อที่รองรับแรงกระแทกระหว่างข้อต่อ หากกระดูกอ่อนสึกหรอ ข้อต่อจะเสียดสีกันจนเกิดอาการปวดเรื้อรัง
✅ กระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนใหม่
✅ เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ ลดการเสียดสี
✅ ช่วยลดอาการปวดข้อ ข้อฝืด
2. UNI-OIL: ลดการอักเสบของเส้นประสาท
อาการปวดร้าวลงขาหรือแขน มักเกิดจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับ UNI-OIL ช่วยลดการอักเสบในระดับลึก โดยไม่ทำลายกระเพาะอาหารเหมือนยาแก้อักเสบ
✅ ลดอาการปวดร้าวจากเส้นประสาท
✅ ลดการอักเสบระดับเซลล์
✅ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในบริเวณที่มีปัญหา
3. U-CALCIU: เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
กระดูกแข็ง (Bone) ต้องได้รับแร่ธาตุและสารอาหารที่เหมาะสม เพื่อป้องกัน ภาวะกระดูกพรุน และการแตกหักง่าย
✅ เสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูก
✅ ป้องกันกระดูกพรุน กระดูกบางในวัยสูงอายุ
✅ ลดโอกาสเกิดกระดูกหักและข้อเสื่อมในระยะยาว
อย่างที่บอกเรามีกระดูกและข้อ ก็คือ
กระดูกอ่อน (ม่วง)
เส้นประสาท (เหลือง)
กระดูกแข็ง (เทา)
(ม่วง) ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) ดูแลเรื่องกระดูกอ่อนข้อต่อ
(เหลือง) และเส้นประสาทการอักเสบภายในดูแลด้วยยูนิออย (Uni-Oil)
(เทา)คือยูแคลซิ่ว (U-Calciu) จะดูเรื่องกระดูกแข็งเป็นหลัก
1. U -PROFEX บำรุงเสริมสร้างกระดูกอ่อน ลดปวด อาการปวดกระดูกและข้อ
2. UNI-OIL ช่วยในเรื่องของการลดการอักเสบในระดับเส้นประสาท
เพราะฉะนั้นกระดูกกับเส้นประสาทมันแยกกันไม่ได้ เพราะมันอยู่ในส่วนเดียวกันอยู่ในจุดเดียวกัน
มีปัญหาเรื่องกระดูกทับเส้นกระดูกข้อต่อกระดูกเสื่อมหรือใดๆ
มีโอกาสเกือบ 100% ที่จะไป กระทบกับระบบประสาทแน่นอน
เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแลระบบประสาทเราดูแลกระดูกได้ แน่นอนที่สุดอาการเจ็บอาการปวดมันก็จะดีขึ้นนั่นเอง
3. แล้วก็ U-CALCIU ก็คือเสริมสร้างกระดูก จะทำให้เราสามารถดูแลกระดูกของเราในระยะยาว
สำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพก็ต้องทานทั้งสามชุดนี้
สำหรับคนที่ต้องการเยียวยาบำบัด ก็ทานสามชุดเหมือนกัน แต่จะทานมากขึ้นกว่าคนที่ต้องการดูแลสุขภาพธรรมดาทั่วๆไป
“สุขภาพข้อต่อและกระดูกที่ดี มาเริ่มต้นที่การฟื้นฟูจากภายใน”
หากคุณต้องการดูแลสุขภาพข้อต่อและกระดูกของคุณ ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาปวดข้อเรื้อรัง หมอนรองกระดูกเสื่อม หรือเพียงต้องการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง การดูแลครบทั้ง 3 ส่วน คือทางเลือกที่ดีที่สุด
👉 เลือกการฟื้นฟูที่ตรงจุด… ไม่ใช่แค่การกดอาการปวด
💪 ดูแลข้อต่อและกระดูกของคุณก่อนที่จะสายเกินไป!
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Joint & Bone Recovery Treatment
🔎 U-PROFEX: ฟื้นฟูกระดูกอ่อนข้อต่อ
🔎 UNI-OIL: ลดการอักเสบของเส้นประสาท
🔎 U-CALCIU: เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
📌 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้าถัดไป
(ม่วง) ยูโปรเฟกซ์ (U-Profex) ดูแลเรื่องกระดูกอ่อนข้อต่อ
(เหลือง) เส้นประสาทการอักเสบภายในดูแลด้วย ยูนิออย (Uni-Oil)
(เทา) ยูแคลซิ่ว (U-Calciu) จะดูเรื่องกระดูกแข็งเป็นหลัก