คำว่าระบบประสาททุกคนอาจจะเข้าใจและได้ยิน แต่พอพูดถึงคำว่าระบบประสาทอัตโนมัติอาจจะไม่คุ้นเคยนัก
สุขภาพร่างกายของเรานั้นนอกจากจะมีผลจากความเสื่อมของเซลล์แล้ว อวัยวะภายในบางอย่างผิดปกติแล้ว มันยังเกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติด้วย เพราะมันเกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติ เราต้องดูแลระบบประสาทอัตโนมัติแบบไหนอย่างไร ซึ่งแน่นอนระบบประสาทอัตโนมัติอัตโนมัติ มันจะแบ่งออกเป็นสองระบบหลักๆ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปลงรายละเอียดกัน
อยากจะบอกอย่างนี้ก่อนคือ จิตป่วย = ร่างกายป่วยเคยได้ยินไหม
ว่าจิตใจเราป่วย ร่างกายเราจะป่วยเพราะอะไร
เพราะร่างกายและจิตใจเชื่อมโยงกัน ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ ถ้าเปรียบแล้วระบบประสาทเปรียบเสมือนถนนที่มีซอกซอยต่างๆแยกไปตามจุดนั้นจุดนี้
ถ้าเปรียบเทียบในแง่ของการเดินทาง ระบบประสาทอัตโนมัติจะมีหน้าที่หลายอย่าง แต่หลักๆ คือเค้าจะควบคุมกระแสเลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย คือถ้าระบบไหลเวียนเลือดของเราดี สุขภาพของเราก็จะดี แล้วเราระบบประสาทนั้นดูแลอวัยวะหลายหลายส่วน ยกตัวอย่างเช่นสมอง ถ้าสมองเรากระปรี้กระเปร่าเราก็จะปลอดโปร่ง ถ้าตับทำงานดีเราก็ก็จะไม่เหน็ดไม่ค่อยเหนื่อย อ่อนเพลียง่าย
ถ้าลำไส้เราทำงานดีก็จะส่งผล ทำให้ผิวพรรณของเราผมของเรา ทุกอย่างดี ท้องไม่ผูก
ระบบประสาทอัตโนมัติ
Autonomic Nervous System
ประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมาก ทำหน้าที่อย่างอิสระซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้
อำนาจจิตใจ หรือ การควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง
การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติประกอบด้วยระบบย่อย 2 ระบบ คือ
ระบบประสาทซิมพาเทติก
(Sympathetic nervous system)
ระบบนี้จะทำงานในกรณีที่บุคคลตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน
ได้แก่ ขนลุกตั้งชัน ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ เหงื่อออกมาก
ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นเร็วและรัว
ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
(Parasympathetic nervous system)
เมื่อระบบซิมพาเทติกทำงานสิ้นสุดลง
ร่างกายพ้นจากสภาวะฉุกเฉินไปแล้ว
ระบบพาราซิมพาเทติกจะช่วยทำให้
ร่างกายกลับคืนสู่สภาวะปกติ
Sympathetic Nervous System ประสาทอัตโนมัติ (ANS)
ระบบประสาทชิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทอัตโนมัติ หรือ อัตโนวัติ (Autonomic Nervous System-ANS) มีหน้าที่ควบคุมการ
ทำงานของอวัยวะบางอย่าง ซึ่งทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ มีศูนย์กลางอยู่ที่ไขสันหลัง
ระดับอกและเอว เรามักรู้จักระบบประสาทซิมพาเทติกในแง่ของการทำงานเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ หรือกำลังจะมีอันตรายเกิดขึ้น ระบบจะสั่งให้สู้หรือหนี เมื่อระบบ
ถูกกระตุ้น มันจะสั่งให้ต่อมหมวกไตชั้นใน (Adrenal Medulla) หลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อไปกระตุ้นกล้ามเนื้อ หรือต่อมเป้าหมายให้ทำงานตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้น
Parasympathetic Nervous System (ANS)
ระบบประสาทพาราชิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทอัตโนมัติหรืออัตโนวัติ (Autonomic Nervous System-ANS) มีหน้าที่
ควบคุมการทำงานของอวัยวะบางอย่าง ซึ่งทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจเช่นเดียวกับระบบประสาทซิมพาเทติก
ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกมีศูนย์กลางอยู่ที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 7,9, 10 (บริเวณเมดัลลา ออบลองกาตา) และไขสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (ก้นกบ) โดยจะทำงานควบคู่กับระบบประสาทซิมพาเทติก เพื่อให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติหรือภาวะผ่อนคลาย (Rest and Digest)
ถ้าจะเปรียบเทียบระบบย่อย 2 ระบบนี้เป็นรถยนต์
ซิมพาเทติกจะเหมือนคันเร่ง พาราซิมพาเทติกจะเสมือนเบรค
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่มเติม:ระบบประสาทอัตโนมัติ: สมดุลในร่างกายที่คุณอาจไม่เคยรู้
ดูเพิ่มเติม:ระบบประสาทอัตโนมัติ: สมดุลในร่างกายที่คุณอาจไม่เคยรู้
คุณอาจเคยได้ยินคำว่า “ระบบประสาท” กันมาบ้าง แต่ถ้าพูดถึง “ระบบประสาทอัตโนมัติ” หลายคนอาจไม่คุ้นเคย ทั้งที่มันมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของเรามากกว่าที่คิด
ร่างกายของเราไม่ได้เสื่อมเพียงเพราะอายุ หรือเกิดจากอวัยวะบางอย่างทำงานผิดปกติเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับ “ระบบประสาทอัตโนมัติ” อย่างลึกซึ้ง
ลองนึกภาพว่า จิตใจและร่างกายของเราถูกเชื่อมโยงกัน ผ่านเครือข่ายของระบบประสาทอัตโนมัติ ถ้าจิตใจป่วย ร่างกายก็ป่วยไปด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ ความเครียด วิตกกังวล หรือแม้แต่ภาวะซึมเศร้า สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้โดยตรง
ระบบประสาทอัตโนมัติ: เบื้องหลังของสุขภาพที่สมดุล
ระบบประสาทอัตโนมัติเป็นเหมือนโครงข่ายถนนขนาดใหญ่ที่คอยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องสั่งการเลย
• สมอง – ถ้าระบบประสาททำงานดี สมองจะสดชื่น คิดอะไรได้ไว
• ตับ – ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ลดความอ่อนเพลีย
• ลำไส้ – ย่อยอาหารได้ดี ผิวพรรณสดใส ระบบขับถ่ายปกติ
2 ระบบหลักที่ทำงานร่วมกัน
1. ซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) – “คันเร่งของร่างกาย”
• ทำงานเมื่อร่างกายตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เช่น เวลาตกใจ หรือเจออันตราย
• หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น
2. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) – “เบรกของร่างกาย”
• ช่วยให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติหลังจากความเครียดหรืออันตราย
• ลดอัตราการเต้นของหัวใจ คลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้เราผ่อนคลาย
ลองจินตนาการว่าร่างกายของเราคือรถยนต์ ซิมพาเทติก คือ “คันเร่ง” ส่วน พาราซิมพาเทติก คือ “เบรก” ถ้าคันเร่งทำงานมากเกินไปโดยไม่มีเบรก ร่างกายก็จะเสียสมดุลและพังได้ในที่สุด
แล้วเราจะดูแลระบบประสาทอัตโนมัติอย่างไร?
สิ่งสำคัญคือ การดูแลสมดุลระหว่าง 2 ระบบนี้ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือ 3 ผลิตภัณฑ์สำคัญ ที่ช่วยสนับสนุนระบบประสาทอัตโนมัติ
1. Muniplus – ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบที่อาจกระทบต่อระบบประสาท
2. Uni-Oil – บำรุงระบบประสาทด้วยโอเมก้า 3,6,9 และช่วยต้านอนุมูลอิสระ
3. Phyto 5 – รวมพลังไฟโตนิวเทรียนท์ที่ช่วยเสริมสร้างสมดุลของร่างกาย
เมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้ดี ร่างกายจะมีพลัง จิตใจแจ่มใส และสุขภาพแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System: ANS) กับความสมดุลของร่างกาย
ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System: ANS) กับความสมดุลของร่างกาย
ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System: ANS) เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ โดยไม่ขึ้นกับการสั่งการจากสมองโดยตรง ANS ประกอบด้วย 2 ระบบย่อยหลัก ได้แก่
1. ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
• ทำงานเมื่อร่างกายต้องการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน หรือความเครียด
• กระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน (Adrenaline) และนอร์อะดรีนาลีน (Noradrenaline) จากต่อมหมวกไต
• ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดตัว และเพิ่มความดันโลหิต
• กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานเพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น
2. ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System)
• ทำงานในภาวะปกติหรือเมื่อร่างกายต้องการพักผ่อน
• กระตุ้นการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร และการซ่อมแซมร่างกาย
• ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือด และลดความดันโลหิต
• ส่งเสริมกระบวนการฟื้นฟูเซลล์และสร้างสมดุลในระบบประสาท
ความสำคัญของระบบประสาทอัตโนมัติและผลกระทบต่อสุขภาพ
การทำงานที่สมดุลระหว่าง ระบบซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก มีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม หากมีการกระตุ้นระบบซิมพาเทติกมากเกินไป (เช่นจากความเครียดเรื้อรัง) อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่น
• ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension)
• ความผิดปกติของการย่อยอาหาร (เช่น โรคลำไส้แปรปรวน)
• ภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เนื่องจากการอักเสบเรื้อรัง
• อาการนอนไม่หลับและภาวะวิตกกังวล
โภชนาการและสารอาหารที่ช่วยปรับสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติ
มีงานวิจัยระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants), ไขมันดี (Healthy Fats) และไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) มีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลของ ANS และลดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท
3 ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ
1. Muniplus
• ประกอบด้วยสารอาหารที่ช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
• มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลการทำงานของ ANS โดยลดการกระตุ้นของระบบซิมพาเทติกที่มากเกินไป
2. Uni-Oil
• อุดมไปด้วย โอเมก้า 3,6,9 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบำรุงระบบประสาท
• มี Astaxanthin และ Grape Seed Oil ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของเซลล์ประสาท
3. Phyto 5
• รวมสารสกัดจากผักผลไม้ 5 สีที่ช่วยลดความเครียดออกซิเดชัน และปรับสมดุลของ ANS
• มี Spectra ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดภาวะอักเสบในระบบประสาท
สรุป
การดูแลระบบประสาทอัตโนมัติเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่แข็งแรง การบริโภคสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของ ANS สามารถช่วย ลดความเครียด ปรับสมดุลของร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม
อาการผิดปกติที่เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติแปรปรวนมีหลากหลายเลยเช่น ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง เลยเหนื่อยง่าย ดึงคอบ่าไหล่ อาการตึงคอบ่าไหล่นี้มี หลายสาเหตุนะ ในสาเหตุนั้นก็คือระบบประสาท อัตโนมัติ ที่แปรปรวน
ท้องเสียท้องผูกก็ใช่ ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งก็ใช่ โรคร้ายต่างๆก็ใช่ มะเร็งบางชนิดก็ใช่หมดเลย เพราะฉะนั้นเราจะดูเบา หรือว่าเราจะนิ่งดูดายเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลระบบประสาทอัตโนมัติไม่ได้ แต่เรามีวิธีการดูแลเขาแบบง่ายๆไม่ได้ยากเลย ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติลดลง
ในคุณผู้ชายที่มีอายุ 30 ขึ้นไป จะเริ่มลดลง ระบบประสาทอัตโนมัติจะเริ่มทดถอยแล้ว
ส่วนคุณผู้หญิงก็จะ 40 ขึ้นไป
จากสถิติสรีระศาสตร์ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเริ่มตั้งแต่ 30 ปี และ 40 ปีในผู้หญิง
คือถ้าการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติเริ่มลดลง ทุกคนลองนึกภาพ พอมันเริ่มลดลง ถ้าเรานอนน้อย อดนอนบ่อยๆ หรือนอนไม่เป็นเวลา เช่น ตีสองตีสาม ส่วนใหญ่จะเป็นหลังเที่ยงคืน
ถ้าอดนอนแค่ครั้งสองครั้งมันไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเกิดเช่นนี้บ่อยๆเป็นกิจวัตรที่แลดูเหมือนเคยชิน แต่เชื่อไหมว่าระบบประสาทอัตโนมัติทั้งสอง ทั้งซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก ที่ทำงานแบบไม่สมดุลส่งผลทันทีเลย
ถ้าคุณไม่ได้พักผ่อนคุณจะอ่อนเพลียไปอีกสองสามวันเลยทีเดียว ยิ่งคุณอายุมาก ต่อให้สุขภาพเซลล์สุขภาพภายในอวัยวะภายในของเราต่างๆดี แต่ระบบประสาทเป็นอะไรที่เซนซิทีฟมาก ระบบประสาทซิมพาเทติก และพาราซิมพาเทติกตรงนี้ พอมันเริ่มแปรปรวนและเริ่มทำงานผิดปกติ จะทำให้เรามึนอึน อ่อนเพลียอยู่เป็นวันๆ
ใครที่อดหลับอดนอนสังเกตนะ บางคนนอนวันหรือสองวันยังไม่พอเลย ต้องนอนต่อกันสามถึงสี่วันกันเลยทีเดียว สังเกตถ้าเราอายุ 30 อัพ 40 อัพแล้วมันจะเป็นอย่างนั้นเลย ไม่เหมือนตอนวัยรุ่น ช่วงอายุ 18 19 ถึง 20 ก่อน 25 ปี ถ้าคุณอดหลับอดนอนข้ามคืนมาคุณอาจทำงานต่อได้ หรือนอนเพียงชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง ก็สามารถทำงานต่อได้แล้ว คือ พาราซิมพาเทติก จะฟื้นได้เร็ว ซึ่งเปรียบเสมือนตัว เบรค ที่ทำให้ร่างกายหรืออวัยวะภายในของเราพักผ่อน ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราหลับ
ส่วนการทำงานของซิมพาเทติก จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตื่น หรือในตอนกลางวัน แต่ถ้าเราใช้ชีวิตที่มันขัดแย้งกับนาฬิกาชีวิต มันก็อาจจะทำให้รวน
ถ้าเราเป็นวัยรุ่นมันอาจไม่เท่าไหร่
แต่ถ้าเมื่อเราอายุมากแล้ว เรายังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่อายุสั้นแน่นอน เพราะระบบประสาทมันรวนแล้ว
คุณพักผ่อนไม่เพียงพอ คุณจะเพลียเนิ่นนานมาก แล้วคุณทานเสริมอาหาร ดูแลตัวเองทานครบห้าหมู่ แต่สุดท้ายอะไรที่ทำงานบกพร่อง ถ้ามันเสื่อมถ้ามันไม่สมดุลแล้ว ก็จะทำให้เรามีปัญหา ร่างกายก็จะรวนไปเลยทั้งหมดเพราะฉะนั้นจึงอย่าประมาท
บางคนบอกว่าอายุแค่ 30 ต้นต้นเอง
คุณไม่ต้องรอให้อายุถึง 40-50
คุณเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ อายุ 30 ขึ้นไป จะทำให้คุณมีอายุยืนยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุของอาการเจ็บป่วยความแปรปรวน รวนเรในร่างกายของเรา รวมถึงสภาวะจิตใจของเราด้วย ที่มันเกิดขึ้น มันเกี่ยวข้องกันทั้งหมด เพราะถ้าเรารู้แล้ว เราสามารถที่จะไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราให้สามารถที่จะสู้กับความแปรปรวนที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ช่วงไหนที่เราเครียดบ่อยๆ ถ้าคุณเครียดแค่ชั่วครู่ชั่วคราวเป็นพักๆก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าคุณเครียดสามวันติด ห้าวันติด เจ็ดวันติดแล้ว เครียดนานๆ คุณเตรียมน้ำหนักลด เตรียมระบบขับถ่ายที่แปรปรวนได้เลย เพราะมันเชื่อมโยงกับเรื่องของ system ระบบประสาททั้งหมด ซึ่งจะแบ่งออกมาย่อยๆเป็น sympathetic system
ถ้าเปรียบกับบางสิ่งบางอย่างในรถยนต์ก็เปรียบเสมือนคันเร่ง
Parasympathetic system
ถ้าเป็นอุปกรณ์ในรถก็เปรียบเสมือนเบรค
ม่านตาเราจะขยายถ้าหาก ซิมพาเทติกยังทำงานอยู่
ถ้าหากม่านตาหด แสดงว่า พาราซิมพาเทติกกำลังทำงาน
ถ้าเกิดมีการยับยั้งการหลั่งน้ำลาย แสดงว่า ซิมพาเทติกทำงาน
ส่วนในแง่ของการปัสสาวะ ชิมพาเทติกจะกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะคลายตัว แต่ พาราซิมพาเทติกจากกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะหดตัว
อวัยวะเหล่านี้เป็นอวัยวะที่อยู่นอกเหนือการควบคุมการทำงานของร่างกาย เพราะเค้าจะทำงานของเค้าเป็นอัตโนมัติ ถึงเรียกได้ว่าเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นลองนึกภาพย้อนกลับไปที่ไปที่ม่านตา
เวลาเจอคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วสลบไป หรือในคนที่เราต้องการเช็คให้แน่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า คุณหมอจะเช็คแรกเลยก็คือ คุณหมอจะเปิดเปลือกตาขึ้นและเอาไฟฉายส่อง เข้าไปที่ม่านตา ถ้าม่านตายังขยายขึ้นอยู่ก็แสดงว่าโอเคมีการตอบสนอง แสดงว่าระบบประสาทอัตโนมัติในร่างกายยังทำงานอยู่
แต่ถ้าเกิดเสียชีวิตแล้วม่านตาจะไม่ขยายแล้ว ถึงแม้เค้าจะสลบอยู่ แต่ตัวระบบประสาทอัตโนมัติมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกายและจิตใจ ต่อให้เราสลบต่อให้เราไม่รู้สึกตัว แต่มันจะมีโอกาสที่ยังทำงานอยู่
อันนี้คือเปรียบเทียบให้เห็นและเข้าใจคำว่าระบบประสาทอัตโนมัติอัตโนมัติ
เราเข้าใจในเบื้องต้นแล้ว อันนี้คือสาเหตุหลักๆที่จะทำให้เกิดปัญหากับร่างกายของเราได้
คือแทบทุกอวัยวะภายใน ไม่ว่าจะเป็นท่อลม หรือปอด ตัวการบีบตัวของกระเพาะอาหาร การกระตุ้นให้ตับสร้าง กลูโคส กระตุ้นสารอะดรีนาลีน (Adrenaline) ของต่อมหมวกไต กระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะคลายตัวหดตัว ชะลออัตราการเต้นของหัวใจได้ กระตุ้นการหลั่งน้ำดีจากตับ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่มเติม:อาการผิดปกติที่เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติแปรปรวน
ดูเพิ่มเติม:อาการผิดปกติที่เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติแปรปรวน
เคยรู้สึกไหมว่าช่วงนี้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย เหนื่อยไว ทำอะไรก็รู้สึกหมดแรงไปหมด? หรือบางทีปวดตึงคอบ่าไหล่เรื้อรัง ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหนักหนา อาการเหล่านี้หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่รู้ไหมว่ามันอาจเป็นสัญญาณของ “ระบบประสาทอัตโนมัติที่แปรปรวน”
นอกจากอาการอ่อนเพลีย ระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำงานผิดปกติยังส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร บางคนท้องเสียบ่อย บางคนกลับท้องผูก ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่เปล่งปลั่งเหมือนเดิม หรือแม้แต่การเกิดโรคร้ายอย่างมะเร็งบางชนิดก็มีความเชื่อมโยงกับภาวะนี้
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติก็เริ่มเสื่อมลง
หากคุณเป็นผู้ชาย อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ระบบประสาทอัตโนมัติจะเริ่มเสื่อมถอย และถ้าคุณใช้ชีวิตแบบหักโหม นอนดึก พักผ่อนไม่พอ หรือมีความเครียดสะสม ยิ่งทำให้การทำงานของระบบนี้เสียสมดุล
• เคยไหมที่อดหลับอดนอน แล้วร่างกายเพลียลากยาวไปอีกสองสามวัน?
• เคยไหมที่ทำงานหนักจนรู้สึกสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก?
• เคยไหมที่เครียดจนระบบขับถ่ายรวน น้ำหนักลด หรือรู้สึกเบื่ออาหารไปเลย?
อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ความเหนื่อย” แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า “ระบบประสาทอัตโนมัติของคุณเริ่มแปรปรวนแล้ว”
สมดุลของซิมพาเทติก (Sympathetic) และพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) คือกุญแจสำคัญ
ระบบประสาทอัตโนมัติแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก
• ซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) = คันเร่ง กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
• พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) = เบรก ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเอง
ถ้าระบบทั้งสองนี้ทำงานไม่สมดุลกัน ร่างกายจะรวนไปหมด ไม่ว่าจะเป็น
• ม่านตาขยายหรือหดตัวผิดปกติ
• หัวใจเต้นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป
• ระบบย่อยอาหารแปรปรวน
• ระบบขับถ่ายผิดปกติ
• ภูมิคุ้มกันตก เสี่ยงติดเชื้อง่าย
เราจะดูแลระบบประสาทอัตโนมัติได้อย่างไร?
1. นอนหลับให้เพียงพอ – นอนก่อนเที่ยงคืน และตื่นให้ตรงเวลา
2. ลดความเครียด – หมั่นฝึกสมาธิ ผ่อนคลายจิตใจ
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – เดินเร็ว โยคะ ว่ายน้ำ หรืออะไรก็ได้ที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว
4. เลือกทานอาหารที่ช่วยบำรุงระบบประสาท – อาหารที่มี สารต้านอนุมูลอิสระ โอเมก้า 3 และสารอาหารจากพืชผักผลไม้
5. ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยปรับสมดุล – Muniplus, Uni-Oil และ Phyto 5
อย่าปล่อยให้ร่างกายรวนเรไปตามเวลา ดูแลระบบประสาทของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและอายุที่ยืนยาว
⸻
ดูเพิ่มเติม:อาการและกลไกของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติ
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่มเติม:อาการและกลไกของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติ
ดูเพิ่มเติม:อาการและกลไกของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติ
ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System: ANS) ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการต่างๆ ของร่างกายที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การไหลเวียนโลหิต การย่อยอาหาร และการทำงานของอวัยวะภายใน
หากระบบประสาทอัตโนมัติแปรปรวน อาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในหลายมิติ เช่น
• ระบบไหลเวียนโลหิต → อาจเกิดภาวะความดันโลหิตผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ
• ระบบทางเดินอาหาร → อาจเกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือการหลั่งกรดในกระเพาะผิดปกติ
• ระบบภูมิคุ้มกัน → มีแนวโน้มเกิดการอักเสบเรื้อรัง เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อและมะเร็งบางชนิด
• ระบบต่อมไร้ท่อ → อาจเกิดภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมน เช่น ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)
การทำงานของซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก
1. ระบบซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
• ควบคุมการตอบสนองในภาวะฉุกเฉิน (“fight or flight”)
• กระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน
• เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือดไปยังกล้ามเนื้อ
• ลดการทำงานของระบบย่อยอาหาร และชะลอการขับถ่าย
2. ระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System)
• ทำงานในภาวะปกติ (“rest and digest”)
• กระตุ้นการย่อยอาหาร การขับถ่าย และการพักผ่อนของร่างกาย
• ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดเลือดไปยังอวัยวะภายใน
• กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
อิทธิพลของอายุและไลฟ์สไตล์ต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
• อายุ 30+ ในเพศชาย และ 40+ ในเพศหญิง ระบบประสาทอัตโนมัติเริ่มเสื่อมลง
• การอดนอนบ่อยๆ ทำให้ระบบซิมพาเทติกทำงานหนักเกินไป ขณะที่พาราซิมพาเทติกทำงานลดลง
• ความเครียดเรื้อรังเพิ่มระดับคอร์ติซอล ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
แนวทางการดูแลระบบประสาทอัตโนมัติ
1. ปรับเวลานอน → ควรนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน
2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม → ลดความเครียดและกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
3. โภชนาการที่สมดุล → บริโภคโอเมก้า 3, สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารจากพืชผักผลไม้
4. เสริมอาหารที่ช่วยบำรุงระบบประสาท →
• Muniplus → ช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
• Uni-Oil → สนับสนุนระบบประสาทด้วยโอเมก้า 3, 6, 9
• Phyto 5 → เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชผักผลไม้ 5 สี
สรุป
ระบบประสาทอัตโนมัติเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย การเสียสมดุลของระบบนี้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม และสามารถแก้ไขได้ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม ร่วมกับการดูแลด้วยโภชนาการและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย
อย่างที่กล่าวมาซิมพาเทติกจะทำงานส่วนใหญ่ในตอนกลางวันที่เราตื่น
และพาราซิมพาเทติกจะทำงานตอนที่เรานอน
คุณลองดูการกระตุ้นการหลั่งน้ำดีจากตับ พาราซิมพาเทติกจะกระตุ้นได้ดีมากๆในช่วงห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง หมายความว่าห้าทุ่มถึงตีหนึ่งถ้าเกิดคุณนอนหลับ จะเกิดการย่อยไขมันที่ดีมากๆเลยในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าหากคุณยังตื่นอยู่ก็จะย่อย แต่จะย่อยน้อยมาก สังเกตใครที่นอนหลัง 5 ทุ่ม ส่วนใหญ่จะอ้วน ส่วนใหญ่จะมีไขมันส่วนเกิน ส่วนใหญ่จะมีพุง เพราะอะไร เพราะว่าระบบการ ย่อยไขมันหรือว่า ลิพิต(Lipid)
คือจาก Fat ให้เปลี่ยนเป็น Lipid
Fat คือไขมัน พอมันถูกการย่อยโดยน้ำดี มันก็จะกลายเป็นอนุภาคที่เล็กลง กลายเป็นลิพิต(Lipid)
หรือไขมันที่เล็กลง
เพราะฉะนั้นเราสังเกตสังเกตดูนะใครนอนดึกบ่อยๆไขมันในร่างกายจะเยอะ ถ้าไปตรวจจะเห็นว่าไขมันและกล้ามเนื้อเรียบกล้ามเนื้อลายของเราไขมันจะเยอะ ไขมันช่องท้อง หรือ visceral fat (วิเซอรอลแฟต) ของคุณก็จะสูง
ไขมันในช่องท้องเกิดจากอะไร?
ขมันช่องท้อง หรือ visceral fat คือ ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายเนื่องจากเผาผลาญไม่หมด ทำให้ไขมันไปเกาะอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อท้องกับอวัยวะในช่องท้อง ทำให้มีลักษณะลงพุง ย้วย ย้อย ซึ่งถือเป็นจุดที่อันตราย เนื่องจากไขมันช่องท้องเหล่านี้ จะขัดขวางทางเดินของเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย และเป็นตัวก่อโรคต่าง ๆ
ไขมันในช่องท้องเกิดจากอะไร?
ไขมันช่องท้องอยู่ชั้นในสุดของพุง
* ไขมันในช่องท้อง เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทไขมัน
เมื่อรับประทานอาหารที่เป็นไขมัน รวมไปถึงคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นปริมาณมากเกินไป ทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่หมด สุดท้ายก็จะถูกเปลี่ยนสภาพมาเป็นไขมัน เกิดการสะสมและแทรกซึมอยู่บริเวณอวัยวะต่าง ๆ
* ไขมันในช่องท้อง เกิดจากการไม่ออกกำลังกาย
สาเหตุที่ร่างกายเผาผลาญไขมันไม่หมด เนื่องมาจากชีวิตประวันที่ไม่ค่อยมีการขยับ หรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ไม่ออกกำลังกาย ทำให้ใช้พลังงานน้อย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ก็ยังพบภาวะไขมันช่องท้องได้
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ตื่นและหลับ กับระบบประสาทอัตโนมัติในร่างกาย
ตื่นและหลับ กับระบบประสาทอัตโนมัติในร่างกาย
ลองคิดดูง่าย ๆ นะ… กลางวันเราตื่น ซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) จะทำงานเต็มที่ แต่พอตกกลางคืน ร่างกายต้องได้พัก พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ถึงจะเริ่มเข้ามาดูแล
โดยเฉพาะช่วง ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง ถ้าคุณนอนหลับสนิท ระบบในร่างกายจะกระตุ้นการหลั่งน้ำดีจากตับได้ดีมาก ซึ่งน้ำดีนี่แหละที่ช่วย ย่อยไขมัน ให้แตกตัวจาก “Fat” ให้กลายเป็น “Lipid” หรือไขมันที่ร่างกายจัดการได้ง่ายขึ้น
แต่ปัญหาคือ… ถ้าคุณยังไม่นอนในช่วงเวลานั้น การย่อยไขมันจะทำงานได้น้อยมาก หรือแทบไม่ได้เลย!
ทีนี้มาดูกัน… ทำไมนอนดึกถึงทำให้ไขมันสะสม?
• คนที่นอนดึกมักจะมีไขมันสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะ ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่งเป็นตัวร้ายอันดับต้น ๆ ของปัญหาสุขภาพ
• ไขมันชนิดนี้อยู่ลึกเข้าไปในช่องท้อง เกาะตามอวัยวะภายใน เช่น ตับ ตับอ่อน และลำไส้
• เมื่อมีไขมันช่องท้องมากขึ้น มันจะ รบกวนการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ระบบเผาผลาญรวน และ เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
คุณเคยสังเกตไหมว่า…
คนที่ทำงานดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ มักจะมีพุงป่อง ๆ แม้ว่าจะไม่ได้กินเยอะ? นั่นเป็นเพราะ ร่างกายไม่มีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดการกับไขมัน และสุดท้ายไขมันพวกนี้ก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น… แค่ เปลี่ยนเวลานอน ให้เร็วขึ้น คุณก็สามารถช่วยให้ร่างกายจัดการกับไขมันได้ดีขึ้นแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมอะไรเลย!
⸻
ดูเพิ่ม: ไขมันช่องท้อง หรือ Visceral Fat คืออะไร?
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่ม: ไขมันช่องท้อง หรือ Visceral Fat คืออะไร?
ดูเพิ่ม: ไขมันช่องท้อง หรือ Visceral Fat คืออะไร?
ไขมันช่องท้อง หรือ Visceral Fat เป็นไขมันที่สะสมอยู่ลึกภายในช่องท้อง แทรกอยู่ระหว่างอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ตับอ่อน และลำไส้ ซึ่งแตกต่างจาก ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ที่อยู่บริเวณชั้นผิวหนัง
ไขมันช่องท้องมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ และโรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome)
ทำไมนอนดึกถึงทำให้เกิดไขมันช่องท้อง?
1. ฮอร์โมนการเผาผลาญผิดปกติ
• ในช่วง 23:00 – 01:00 น. พาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) จะทำงานสูงสุด โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ ตับผลิตน้ำดี
• น้ำดีมีหน้าที่สำคัญในการ ย่อยไขมัน และช่วยให้ไขมันเปลี่ยนรูปจากโมเลกุลขนาดใหญ่ (Fat) ไปเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ (Lipid)
• ถ้าคุณไม่นอนในช่วงนี้ น้ำดีจะถูกผลิตออกมาน้อยลง ส่งผลให้ ไขมันไม่ถูกเผาผลาญอย่างมีประสิทธิภาพ และสะสมเป็นไขมันช่องท้อง
2. คอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น
• การอดนอน หรือการนอนดึกเป็นประจำ จะทำให้ระดับ คอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) สูงขึ้น
• คอร์ติซอลที่สูง กระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง
3. ระบบเผาผลาญลดลง
• นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ควบคุมระบบเผาผลาญโดยตรง
• ถ้าร่างกายไม่ได้พักผ่อนตามวงจรปกติ กระบวนการเผาผลาญพลังงานจะลดลง ทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น
4. ดื้อต่ออินซูลิน
• การอดนอนเป็นประจำ ทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน
• ผลที่ตามมาคือ ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำตาลส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน และเก็บสะสมไว้ในช่องท้อง
วิธีลดไขมันช่องท้องจากสาเหตุนอนดึก
✅ ปรับเวลานอน: นอนให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะก่อน 23:00 น. เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พาราซิมพาเทติกในการกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน
✅ หลีกเลี่ยงอาหารมื้อดึก: โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง เพราะร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญได้ดีในช่วงที่ระบบเผาผลาญทำงานลดลง
✅ ออกกำลังกายเป็นประจำ: โดยเฉพาะ Cardio + Resistance Training เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน
✅ ควบคุมระดับความเครียด: เพราะคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น
สรุป
ไขมันช่องท้องเกิดจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ขัดแย้งกับนาฬิกาชีวภาพ โดยเฉพาะการนอนดึกที่ส่งผลกระทบต่อ การหลั่งน้ำดี, ระบบเผาผลาญ, ฮอร์โมนความเครียด และระดับอินซูลิน การปรับเปลี่ยนเวลานอนให้เหมาะสมเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดในการควบคุมไขมันช่องท้องและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม
⸻
เพิ่มเติม:
หากต้องการลดไขมันช่องท้องอย่างมีประสิทธิภาพ ควร เสริมสารอาหารที่ช่วยเผาผลาญไขมัน และ ลดการอักเสบของร่างกาย เช่น
• โอเมก้า 3 ( อะโวคาโด, น้ำมันเมล็ดองุ่น)
• ไฟโตนิวเทรียนจากผักผลไม้ 5 สี (Phytonutrients)
• สารต้านอนุมูลอิสระระดับสูง เช่น Astaxanthin และ Resveratrol
ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถช่วยสนับสนุน การเผาผลาญไขมัน และลดไขมันช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การย่อยไขมันโดยน้ำดีจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ อันนี้ในระยะยาวโรคภัยไข้เจ็บมาแน่ๆ ไม่ใช่ค่อนข้าง แต่มาแน่ๆ เพราะฉะนั้นอยากให้ดูแลในเรื่องนี้กัน และในส่วนของการกระตุ้นการหลั่งของอะดรีนาลีน (Adrenaline) ของต่อมหมวกไต ต่อมหมวกไตจะอยู่ด้านบนของไต อะดรีนาลีน เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่จะทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉงกระชุ่มกระชวย ซึ่งจริงๆแล้วหลากหลายฮอร์โมน แต่ในกรณีที่เป็นฮอร์โมนอะดรีนาลีน เมื่อเราตกใจเกิดเหตุฉุกเฉิน เราอาจจะยกตู้เย็นหนีภัยอันตรายได้ แต่เมื่อเราวางลงแล้วเราจะไปยกเราจะยกไม่ไหวแล้วเป็นต้น
เพราะอะดรีนาลีนจะไปกระตุ้นทุกส่วนในร่างกายทำให้เรามีพลังโดยที่เราไม่คาดคิด
เพราะฉะนั้นจะมีระบบที่ดูแลสุขภาพ ก่อนอื่นและคุณต้องช่วยเหลือตัวคุณเองก่อน
1.เริ่มต้นจากการนอนที่เป็นเวลา สี่ห้าทุ่มไม่เกินเที่ยงคืน
เราต้องทำงานเกินเวลานี้บางครั้ง บางคราว ไม่เป็นไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันๆ คุณอาจจะเจอความพินาศของสุขภาพได้เลย
2.อีกข้อหนึ่งก็คือการควบคุมควบคุมอาหาร แป้งคาร์โบไฮเดรตที่แปลงเป็นไขมัน แล้วคือต้องทานสิ่งเหล่านี้แต่ถ้าทานเยอะเกินไปแล้ว มันจะแปลงเป็นไขมันแน่นอน ข้าวขาว ข้าวเหนียว ขนมหวาน
3. การออกกำลังกาย ที่พอเหมาะพอควร การออกกำลังกายที่มากไปไม่ดีนะ การออกกำลังกายมากไปก็จะทำให้ตัวระบบรวนได้เหมือนกัน การทำอะไรที่หักโหมเกินไปในเรื่องของการออกกำลังกาย ก็ไม่ได้เหมือนกันนะ ต้องสมดุลย์นะ การออกกำลังกายที่หนักเกินไปที่บอกไปซักครู่ มันก็จะทำให้ระบบประสาทภายในรวนได้เหมือนกัน นั่นหมายความว่าคุณ คุณต้องออกกำลังกายแบบสมดุล ไม่ออกกำลังกายเลยก็ไม่ได้นะ
4.การดูแลตัวเองด้วยแพทย์ทางเลือก ในกลุ่มของแร่ธาตุวิตามินและสมุนไพร
เริ่มจากมูนิพลัส ตามมาด้วยยูนิออย และตามมาด้วยไฟโต5
แค่สามตัวก็สามารถทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติอัตโนมัติของคุณนั้นเอาอยู่แล้ว
นั่นหมายความว่าในข้อ 1-2-3 ที่กล่าวมาคุณก็ต้องทำด้วยนะ
ถ้าคุณไม่สมดุลในข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3แล้ว คุณจะมาหวังพึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์อย่างเดียวถามว่าได้ไหม
ได้แน่นอน แต่มันจะไม่ถูกต้องมากนะ เพราะมันจะช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง
ถ้าเกิดคุณต้องการทานสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เต็มประสิทธิภาพกับเงินที่คุณจ่ายไป
คุณต้องทำข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ด้วย จะกลายเป็น immortal เลย อมตะเลย ไม่ได้หมายความว่าไม่ตายนะ แต่ร่างกายจะยังยืนยง ผิวพรรณดีภายในดีภายนอกดีได้เลย นี่คือเคล็ดลับ
ถ้าคุณต้องการดูแลสุขภาพจากภายในออกมาสู่ภายนอกได้นั้น นั่นหมายความว่าคุณต้องสมดุลย์ทุกอย่าง
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ไขมันช่องท้อง—ศัตรูเงียบที่คอยทำลายสุขภาพคุณ
ไขมันช่องท้อง—ศัตรูเงียบที่คอยทำลายสุขภาพคุณ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคนแค่ดึกดื่นยังไม่นอน ไขมันก็เริ่มสะสม? คำตอบอยู่ที่ “ไขมันช่องท้อง” (Visceral Fat)—ไขมันที่แทรกซึมอยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย กอดรัดอวัยวะสำคัญของคุณเอาไว้แบบแน่นๆ เหมือนสวมเสื้อหนาวที่ถอดไม่ออก
ไขมันช่องท้องเกิดจากอะไร?
1. กินผิดเวลา – ระบบเผาผลาญรวน
ร่างกายเรามีเวลาของมัน การหลั่งน้ำดีจากตับเพื่อช่วยย่อยไขมันจะทำงานดีสุดช่วง 23:00-01:00 น. ถ้าคุณนอนสนิทในช่วงนี้ การเผาผลาญไขมันจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ แต่ถ้ายังเล่นมือถือ ดูซีรีส์ หรือกินของว่างอยู่ล่ะก็…ไขมันจะถูกสะสมแทนที่จะถูกเผาผลาญ
2. กินมากเกินไป – โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาล และไขมัน
คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมัน ถ้ากินเกินพอดี ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินไปเป็นไขมัน และสะสมไว้ รอบๆ อวัยวะภายใน จนกลายเป็นไขมันช่องท้อง
3. ไม่ขยับตัว – ออกกำลังกายน้อย
การใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานทั้งวัน ขยับตัวน้อย ทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง สุดท้ายพลังงานที่ไม่ได้ใช้จะถูกแปรสภาพเป็นไขมันสะสม
ไขมันช่องท้องส่งผลยังไง?
• ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ทำให้เซลล์ได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ
• เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันสูง หัวใจขาดเลือด
• ระบบประสาทรวน ส่งผลต่อฮอร์โมนและพลังงานในร่างกาย
⸻
ทางออกของคุณ: ปรับสมดุลให้ร่างกาย!
1. นอนให้ตรงเวลา – พยายามเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายได้ทำงานอย่างเป็นระบบ
2. ควบคุมอาหาร – ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และไขมันที่ไม่มีประโยชน์
3. ออกกำลังกายให้พอดี – ไม่มากไป ไม่น้อยไป เน้นการขยับตัวเป็นหลัก
4. เสริมด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ – ให้ Muniplus, Uni-Oil และ Phyto 5 ช่วยคุณฟื้นฟูร่างกายจากภายใน
ดูแลตัวเองวันนี้ อย่ารอให้สุขภาพพังจนต้องมาแก้ไขทีหลัง!
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
(Visceral Fat): ความเสี่ยงต่อระบบเผาผลาญและโรคเรื้อรัง
(Visceral Fat): ความเสี่ยงต่อระบบเผาผลาญและโรคเรื้อรัง
ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) คือ ไขมันที่สะสมอยู่ภายในช่องท้อง โดยแทรกซึมอยู่รอบอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ลำไส้ และตับอ่อน ซึ่งแตกต่างจากไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ที่สะสมอยู่ในชั้นไขมันบริเวณผิวหนัง
กลไกการเกิดไขมันช่องท้อง
1. กระบวนการเผาผลาญผิดปกติ
• ปกติแล้ว น้ำดี ซึ่งผลิตจากตับจะทำหน้าที่ย่อยไขมันให้กลายเป็นอนุภาคเล็กๆ ที่ร่างกายนำไปใช้ได้
• การหลั่งน้ำดีทำงานสูงสุดช่วง 23:00-01:00 น. หากช่วงเวลานี้ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ระบบเผาผลาญไขมันจะทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันมากขึ้น
2. ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance)
• การรับประทาน แป้ง น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวสูง อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับอินซูลินในร่างกายสูงขึ้นตลอดเวลา
• เมื่อเซลล์เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายจะสะสมไขมันช่องท้องมากขึ้น และเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
3. การอักเสบระดับเซลล์ (Chronic Inflammation)
• ไขมันช่องท้องมีเซลล์ที่เรียกว่า Adipocytes ซึ่งสามารถปล่อยสารอักเสบ (Cytokines) ออกมา เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสมองเสื่อม
⸻
ผลกระทบของไขมันช่องท้องต่อสุขภาพ
• เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด – ไขมันช่องท้องสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ที่สูงขึ้น
• กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง – เพิ่มการหลั่งสาร TNF-α และ IL-6 ที่เกี่ยวข้องกับโรคอักเสบ เช่น รูมาตอยด์
• รบกวนระบบฮอร์โมน – ทำให้การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตรวน และมีผลต่อภาวะเครียดและการนอน
⸻
แนวทางการลดไขมันช่องท้องอย่างมีประสิทธิภาพ
1. ปรับเวลานอน – การนอนเร็วช่วยให้ ฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมน ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2. ควบคุมอาหาร – ลดการบริโภค คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (ข้าวขาว, ขนมปังขาว, น้ำตาล) และไขมันอิ่มตัว
3. ออกกำลังกายแบบสมดุล – ควรเน้น เวทเทรนนิ่งและคาร์ดิโอระดับปานกลาง เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน
4. เสริมวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ
• Muniplus – ปรับสมดุลภูมิคุ้มกันและลดภาวะอักเสบจากไขมันช่องท้อง
• Uni-Oil – ให้กรดไขมันโอเมก้า 3, 6, 9 และสารต้านอนุมูลอิสระจาก Astaxanthin
• Phyto 5 – เสริมสารต้านอนุมูลอิสระจากผักผลไม้ 5 สี ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
⸻
สรุป
ไขมันช่องท้องไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาด้านรูปร่าง แต่เป็น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคเรื้อรังและความผิดปกติของระบบเผาผลาญ การปรับพฤติกรรมในด้าน การพักผ่อน อาหาร การออกกำลังกาย และการเสริมสารอาหารที่จำเป็น สามารถช่วยลดความเสี่ยงและปรับสมดุลให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
⸻
สุขภาพดีเริ่มต้นจากภายใน ปรับสมดุลวันนี้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรง
Muniplus
ตัวแรกคือมูนิพลัสที่ถูกคิดค้นสูตรขึ้นมาโดยแพทย์เลย
ซึ่งในที่นี้จะ ดึงตัวเด่นๆออกมาไม่พูดทุกตัว ตัวเด่นๆที่จะมาช่วยดูแลในเรื่องของระบบประสาทอัตโนมัติ
คือใน มูลนิพลัสจะมีส่วนประกอบถึง 17 ตัว
ถ้าต้องการดูรายละเอียดข้อมูลสรรพคุณ MuniPlus ทั้งหมด คลิ๊กที่นี่
17 ตัวนี้จะรวม ทั้งในส่วนกลุ่มสมุนไพรต่างๆ รวมด้วยแร่ธาตุ จึงได้ 17
แต่ตัวที่มีมีประโยชน์มากๆ ก็คือตัวในกลุ่มของวิตามินต่างๆ เพราะในตัว มูนิพลัส ของเรามีวิตามินและแร่ธาตุเยอะมันจึงทำให้ดูแลในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทเป็นอย่างดี
มาดูกันว่ามีวิตามินวิตามินอะไรบ้าง
วิตามินบีสาม ประโยชน์เยอะเลย จะควบคุมระบบน้ำตาลในเลือดได้ด้วย ระบบน้ำตาลในเลือดเกี่ยวอะไรกับระบบประสาท เกี่ยวแน่นอน เพราะระบบประสาทคือระบบการไหลเวียนต่างๆในร่างกาย ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง ระบบการไหลเวียนก็จะติดขัด พอระบบการไหลเวียนติดขัดมีผลต่อ ตับ ไต หัวใจ และม้าม แน่นอน โดยเฉพาะไต เส้นเลือดฝอยวิ่งไปที่ไตเยอะมาก ถ้าเกิดว่าเส้นเลือดฝอยยังตีบยังตัน คุณมีปัญหาโรคไตแน่นอน ทำยังไงก็ได้ให้เส้นเลือดฝอยของคุณยังมีเลือดไหลคล่อง โฟร์ ไต คุณจะมีปัญหาช้าลง
วิตามินอี
ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมของเซลล์ ป้องกันการอักเสบ
วิตามินวิตามินบี5
ลดไขมันเลวLDL และเพิ่มไขมันดี HDL
ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีระบบประสาทก็จะดี
วิตามินบี12
บำรุงระบบประสาท เพิ่มสมาธิ คลายความเครียดและความหงุดหงิด ความเครียดและความหงุดหงิดทำให้ระบบประสาทแปรปรวน
ความเครียดความหงุดหงิด บ่อยๆ จะทำให้ระบบประสาทแปรปรวน พอระบบประสาทแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นซิมพาเทติก หรือพาราซินพาเทติก เจอปัญหาแน่ ก็จะเกิดอาการเหนื่อยเพลียอ่อนล้า เมื่อยตามเนื้อตัว
ตัวต่อมาคือ
วิตามินบี6
บำรุงประสาท
วิตามินวิตามินบี 1
บำรุงสมอง และระบบประสาท
วิตามินซี
ชะลอความแก่ชะลอความเสื่อมของเซลล์
วิตามินบี2
ทำหน้าที่ในเรื่องของ การช่วยเร่งในเรื่องของกระบวนการเผาผลาญ
มูนิพลัส ให้ครบ นอกจากในเรื่องของสมุนไพรและเฮิร์บต่างๆ ที่ไม่ได้มารวมในแร่ธาตุวิตามินนี้ คุณเชื่อไหมว่าพวกนั้นก็มีประโยชน์เหมือนกัน แต่ว่าจุดเด่นเลย ในมูนิพลัสจะมีแร่ธาตุ วิตามินวิตามินที่เราใส่เอาไว้ในปริมาณที่เข้มข้น นั่นหมายความว่าจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยในเรื่องของระบบประสาท ของคุณอย่างชัดมากๆเลย
วิธีทานมูนิพลัส
วันละสองแคปซูลก่อนนอน
ดูข้อมูล รายละเอียดของ Muniplus (มูนิพลัส) ได้ที่
Muniplus: ปกป้อง ฟื้นฟู ดูแล สมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
Muniplus: กับการดูแลระบบประสาทอัตโนมัติ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
Muniplus: กับการดูแลระบบประสาทอัตโนมัติ
Muniplus: กับการดูแลระบบประสาทอัตโนมัติ
สูตรที่คิดค้นโดยแพทย์ เพื่อระบบภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์
มูนิพลัส (Muniplus) คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ถูกคิดค้นสูตรโดยแพทย์ เพื่อดูแลระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทอัตโนมัติแบบองค์รวม จุดเด่นของมูนิพลัสคือ สารอาหาร 17 ชนิด ที่รวมสมุนไพร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อช่วยฟื้นฟู ปรับสมดุล และเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย
วิตามินเด่นที่ช่วยเสริมระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน
✅ วิตามินบี3 – ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง ลดความเสี่ยงเส้นเลือดฝอยตีบตัน ทำให้เลือดไหลเวียนดี ส่งผลต่อหัวใจ ตับ ไต และม้ามโดยรวม ถ้าเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงไตไม่ดี มีโอกาสสูงที่จะเกิดโรคไต
✅ วิตามินอี – เป็นสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์จากความเสื่อม ลดการอักเสบ ฟื้นฟูเซลล์ให้แข็งแรง
✅ วิตามินบี5 – ลดระดับไขมันเลว (LDL) และเพิ่มไขมันดี (HDL) ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ส่งผลให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น
✅ วิตามินบี12 – บำรุงระบบประสาทโดยตรง เพิ่มสมาธิ ลดอาการหงุดหงิดและความเครียด ป้องกันภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง
✅ วิตามินบี6 – ช่วยบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบประสาท ลดอาการเหน็บชา และช่วยให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
✅ วิตามินบี1 – บำรุงสมอง เสริมสร้างระบบประสาท ป้องกันอาการชาตามปลายมือปลายเท้า
✅ วิตามินซี – เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และชะลอความเสื่อมของเซลล์
✅ วิตามินบี2 – มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ช่วยให้ร่างกายใช้สารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มูนิพลัส ไม่ได้มีดีแค่วิตามินเท่านั้น แต่ยังมีสมุนไพรและแร่ธาตุที่คัดสรรมาอย่างเข้มข้น เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง และเสริมสร้างระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีรับประทาน
วันละ 2 แคปซูล ก่อนนอน
(1 แคปซูลมี 693 มิลลิกรัม เพื่อให้ได้ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ ควรรับประทาน 2 แคปซูลต่อวัน)
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
Muniplus: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทอัตโนมัติ
Muniplus: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทอัตโนมัติ
สารอาหาร 17 ชนิด เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
Muniplus เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการผสานคุณค่าของวิตามิน แร่ธาตุ และสารสกัดจากพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทอัตโนมัติ โดยมีกลไกหลักในการทำงานคือ ช่วยลดภาวะอักเสบเรื้อรัง, ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ประสาท, และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
กลไกการออกฤทธิ์ของวิตามินหลักใน Muniplus
1. วิตามินบี3 (Niacinamide)
• มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยช่วยให้เซลล์สามารถนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดฝอยอุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพของไต ตับ หัวใจ และระบบประสาท
2. วิตามินอี (Tocopherol Complex)
• เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของเซลล์ ลดการอักเสบ และช่วยรักษาความยืดหยุ่นของเยื่อหุ้มเซลล์
3. วิตามินบี5 (Pantothenic Acid)
• ช่วยลดระดับไขมัน LDL (ไขมันเลว) และเพิ่ม HDL (ไขมันดี) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
• มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญพลังงาน และส่งเสริมสุขภาพของระบบประสาท
4. วิตามินบี12 (Cobalamin)
• เป็นโคเอนไซม์สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ DNA และการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง
• มีผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาท ช่วยลดอาการชาปลายมือปลายเท้า ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี12
5. วิตามินบี6 (Pyridoxine)
• มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์สารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน และโดปามีน ซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์ ลดความเครียด และเสริมสร้างสมาธิ
6. วิตามินบี1 (Thiamine)
• ช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของเซลล์ประสาท และมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะปลายประสาทเสื่อม
7. วิตามินซี (Ascorbic Acid)
• กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยลดอัตราการอักเสบของเซลล์
8. วิตามินบี2 (Riboflavin)
• มีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
ประโยชน์โดยรวมของ Muniplus
• เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ผ่านการต้านอนุมูลอิสระและการลดการอักเสบ
• บำรุงระบบประสาท ป้องกันภาวะประสาทเสื่อมและลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาท
• ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง
• ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงของภาวะเบาหวานและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด
วิธีรับประทาน
ปริมาณที่แนะนำ: วันละ 2 แคปซูล ก่อนนอน
(1 แคปซูลมี 693 มิลลิกรัม ควรรับประทาน 2 แคปซูลเพื่อให้ได้ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอ)
Muniplus เป็นมากกว่าวิตามินทั่วไป เพราะได้รับการออกแบบมาให้ดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย
⸻
ต้องการดูข้อมูลส่วนประกอบทั้งหมดของ Muniplus?
[🔗 คลิกที่นี่]
Uni-Oil
Uni-Oil Mixed Oil มีน้ำมันสกัดจากธรรมชาติถึง 12 ชนิด และดูแลให้ประโยชน์ถึง 4 มิติ แต่มิติที่ 3 เป็นมิติที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องของระบบประสาทอัตโนมัติ
มิติที่ 1 ช่วยไหม ช่วย มิติที่ 4 ช่วยไหม ช่วย
แต่มิติที่ 3 เน้นในเรื่องระบบประสาท
จะมีส่วนประกอบอยู่สี่ตัวก็คือ
มิติที่ 3
มีโอเมก้า 3, 6, 9
บำรุงระบบประสาทและสมอง
* Sacha inchi oil (น้ำมันถั่วดาวอินคา)
* Evening primrose oil
(น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส)
* Flax seed (เมล็ดแฟลกซ์)
*Perilla seed oil (น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน)
พวกนี้จะจะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 6 9 จะโดดเด่นที่สุดเลยในเรื่องการบำรุงระบบประสาทและสมอง
Sacha inchi oil (น้ำมันถั่วดาวอินคา)
Sacha inchi oil
(ซาชา อินจิ ออย)
น้ำมันถั่วดาวอนิคา
– น้ำมันดาวอินคาที่ได้จากการสกัด ถั่วดาวอินคาอบเกลือ หรือถั่วดาวอินคาคั่ว
– ถั่วดาวอินคาจะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงและโอเมก้า 6 และ 9 บำรุงสมอง
– ถั่วดาวอินคายังมีสารไฟโตสเตอรอล หรือสารประกอบอินทรีย์ประเกท
– สเตียรอยด์ที่พบเฉพาะในพืช อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟิโนลิกและ แคโรที
นอยด์
– มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือด
– สามารถต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการออกซิเดชันของไซมัน
– ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมมาบำรุงกระดูกได้ดีขึ้น
– ช่วยบำรุงสุขภาพผิวและผม ช่วยบำรุงผิงผิวให้ชุ่มชื้น
ถั่วดาวอินคา
และงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของระบบประสาท
Evening primrose oil (น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส)
Evening primrose oil
(อีฟนิ่ง พริมโรส ออย)
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส
*ประกอบด้วย Gamma-linolenic acid หรือ Omega-6
*ช่วยลดไมเกรน
*ป้องการอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน
*ป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับปลายประสาทในผู้ป่วยเบาหวาน
*ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
*ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
Flax seed (เมล็ดแฟลกซ์)
Flax seed oil
(แฟล็ก ซีด ออย)
น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์
*มี Omega 3 และลิกแนน
*ช่วยลดการอักเสบที่เกิดจากโรครูมาตอยด์
*อุดมไปด้วยใขมันดีหลายชนิด และมีโอเมกา 3 ชนิดเดียวกับที่พบ
ในน้ำมันปลา
*ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดอุตันความดัน
โลหิตสูง
*ลิกแนน ทำหน้ำที่คล้ายสำรต้านอนุมูลอิลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ มะเร็ง และชะลอวัย
Perilla seed oil (น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน)
Perilla seed oil
น้ำมันงาขี้ม้อน
มีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
มีกรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) ในปริมาณที่สูง
น้ำมันงาขี้ม้อน นั้นมีปริมาณกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่มากกว่า 50% ของน้ำหนัก
โดยนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงต่อร่างกายของผู้ที่บริโภคอาหารทะเลเป็นประจำ ซึ่งเป็น
อาหารที่มีโอเมก้า-3 ในปริมาณมาก และพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจในเกณฑ์ที่
น้อยมาก เนื่องจากโอเมก้า-3 ช่วยลดระดับกอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อันเป็นสาเหตุหลัก
ของปัญหาโรคหัวใจ นอกจากนี้ โอเมก้า-3 ยังช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างมuประสิทธิภาพ ให้หลอดเลือดมี
ความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก มีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงสมอง ลดอาการไมเกรน
น้ำมันงาขี้ม่อน
อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, 6, 9
จะโดดเด่นที่สุดเลยในเรื่องการบำรุงระบบประสาทและสมอง
วิธีการรับประทาน Uni-Oil ก็คือหลังอาหารเช้า 1 เม็ด
หลังอาหารเย็น 1 เม็ด
ขยาย
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่มเติม: Uni-Oil: ✅ มิติที่ 3 -ระบบประสาทอัตโนมัติและสมอง
ดูเพิ่มเติม: Uni-Oil: ✅ มิติที่ 3 -ระบบประสาทอัตโนมัติและสมอง
Uni-Oil
พลังจากน้ำมันสกัดธรรมชาติ 12 ชนิด เพื่อดูแลสุขภาพคุณใน 4 มิติ
Uni-Oil ไม่ใช่แค่น้ำมันธรรมดา แต่เป็นการผสานพลังของน้ำมันสกัดเข้มข้นจากพืช 12 ชนิด ที่ช่วยดูแลร่างกายแบบองค์รวม และที่โดดเด่นที่สุดคือ มิติที่ 3 ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองโดยตรง
4 มิติแห่งการดูแลสุขภาพจาก Uni-Oil
✅ มิติที่ 1: ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์จากความเสื่อม
✅ มิติที่ 2: ลดระดับไขมันในเลือด ดูแลหัวใจและหลอดเลือด
✅ มิติที่ 3: บำรุงระบบประสาทและสมอง ด้วยโอเมก้า 3, 6, 9
✅ มิติที่ 4: ดูแลลำไส้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
แต่ถ้าพูดถึง Uni-Oil สิ่งที่เด่นที่สุดเลยคือ มิติที่ 3 เพราะมันช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบประสาทอัตโนมัติให้ทำงานได้เต็มที่
⸻
มิติที่ 3: ดูแลระบบประสาทและสมอง ด้วยโอเมก้า 3, 6, 9
มี 4 น้ำมันตัวเทพที่ช่วยบำรุงสมองโดยเฉพาะ ได้แก่
1️⃣ Sacha Inchi Oil (น้ำมันถั่วดาวอินคา)
สุดยอดน้ำมันพืชที่อัดแน่นไปด้วย โอเมก้า 3, 6, 9 ในปริมาณสูง!
• บำรุงเซลล์สมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์
• ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ
• ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์
• ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น กระดูกแข็งแรง
2️⃣ Evening Primrose Oil (น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส)
อาวุธลับของสาว ๆ แต่ผู้ชายก็ทานได้!
• ลดไมเกรน ลดความเครียด
• ป้องกันปลายประสาทอักเสบในผู้ป่วยเบาหวาน
• ลดอาการหงุดหงิดช่วงก่อนมีประจำเดือน
• ป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน
3️⃣ Flax Seed Oil (น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์)
น้ำมันที่มีโอเมก้า 3 เหมือนในน้ำมันปลา แต่เป็นพืชล้วน!
• ลดการอักเสบจากโรครูมาตอยด์
• ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
• ป้องกันสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์
4️⃣ Perilla Seed Oil (น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน)
น้ำมันงาขี้ม่อนคือขุมทรัพย์แห่งโอเมก้า 3
• มีโอเมก้า 3 มากกว่า 50% ของน้ำหนัก!
• ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ
• ลดความเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตก
• ช่วยบำรุงสมอง ลดอาการไมเกรน
⸻
วิธีรับประทาน
✅ หลังอาหารเช้า 1 เม็ด
✅ หลังอาหารเย็น 1 เม็ด
ถ้าคุณอยากดูแลสมองและระบบประสาทให้แข็งแรง Uni-Oil คือตัวช่วยที่ใช่สำหรับคุณ!
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ดูเพิ่มเติม: Uni-Oil: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันสกัด 12 ชนิด เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
ดูเพิ่มเติม: Uni-Oil: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันสกัด 12 ชนิด เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
Uni-Oil: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันสกัด 12 ชนิด เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
Uni-Oil เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รวมคุณค่าจากน้ำมันธรรมชาติ 12 ชนิด เพื่อดูแลสุขภาพใน 4 มิติ ได้แก่
1. การต้านอนุมูลอิสระ
2. การลดระดับไขมันในเลือด
3. การบำรุงระบบประสาทและสมอง
4. การดูแลลำไส้และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
โดย มิติที่ 3 เป็นจุดเด่นของ Uni-Oil เนื่องจากมีกรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3, 6, 9 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบประสาทและสมอง
⸻
มิติที่ 3: การบำรุงระบบประสาทและสมองด้วยโอเมก้า 3, 6, 9
โอเมก้า 3, 6, 9 เป็นกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะในเรื่องของ การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท (neurotransmission), การลดการอักเสบของเส้นประสาท, และการป้องกันภาวะสมองเสื่อม
1️⃣ Sacha Inchi Oil (น้ำมันถั่วดาวอินคา)
• อุดมด้วย กรดไขมันอัลฟา-ไลโนเลนิก (ALA, Omega-3) ซึ่งช่วยเสริมสร้างเยื่อหุ้มเซลล์สมอง
• มี ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
• มี สารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟีโนลิกและแคโรทีนอยด์ ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมอง
2️⃣ Evening Primrose Oil (น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส)
• ประกอบด้วย Gamma-linolenic acid (GLA, Omega-6) ซึ่งช่วยลดการอักเสบของปลายประสาท
• งานวิจัยพบว่า GLA สามารถช่วย ลดอาการชาปลายมือปลายเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ได้
• มีฤทธิ์ ลดการเกิดลิ่มเลือด และช่วย ปรับสมดุลฮอร์โมนในสตรี
3️⃣ Flax Seed Oil (น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์)
• มี กรดไขมันอัลฟา-ไลโนเลนิก (ALA, Omega-3) ที่ช่วยลดการอักเสบในเซลล์สมอง
• มี ลิกแนน (Lignans) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นไฟโตเอสโตรเจนและสารต้านอนุมูลอิสระ
• งานวิจัยชี้ว่า การบริโภค Flax Seed Oil อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม
4️⃣ Perilla Seed Oil (น้ำมันเมล็ดงาขี้ม้อน)
• มี โอเมก้า 3 มากกว่า 50% ของน้ำหนัก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ประสาท
• ลดความเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือด ด้วยการลดระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล
• มี สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสื่อม
⸻
วิธีรับประทาน
📌 รับประทาน หลังอาหารเช้า 1 แคปซูล และหลังอาหารเย็น 1 แคปซูล เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นอย่างเพียงพอ
Uni-Oil เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลระบบประสาท, สมอง และสุขภาพโดยรวมอย่างมีประสิทธิภาพ
⸻
Uni-Oil: ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยพลังจากธรรมชาติ
PHYTO 5
ไฟโตนิวเทรียนท์ จากผลไม้ 5 สี
ไฟโต ย่อมาจาก ไฟโตนิวเทรียนท์
5 ย่อมาจาก ผลไม้ห้าสี แต่ถ้านับจริงๆมันมีเจ็ดสี
• แดง
• เขียว
• เหลือง-ส้ม
• ม่วง-น้ำเงิน
• ขาว
น้ำเงินกับม่วงเค้ามารวมเป็นอันเดียวกัน
ส้มกับเหลืองเค้าเอามารวมเป็นอันเดียวกัน
มันก็เลยเหลือแค่ห้า
Phyto 5 - Phytonutrients
Phytonutrients
(สารอาหารอื่นๆ) เป็นกลุ่มสารอาหารที่ได้จากพืช ผักผลไม้ให้สีสันต่างๆ มีผลช่วยส่งเสริมสุขภาพของมนุษย์ เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ พบมากใน ผัก ผลไม้ 5 สี
ในเรื่องของจักระ จักระ ก็คือเรียงจาก ล่างขึ้นบน ดังนี้:
แดง → ส้ม → เหลือง → เขียว → ฟ้า/น้ำเงิน → คราม → ม่วง/ขาว
คือนับตั้งแต่ส่วนโคนกระดูกสันหลังจนถึงระบบสมอง ถ้าตอนนี้คุณเมนเทรนระบบจักระทั้งเจ็ดได้ นั่นหมายความว่า โซลหรือจิตวิญญาณหรือว่าภายใน หยินหยาง ของคุณก็จะสมดุลได้นั่นเอง
ทีนี้มาดูไฟโตนิวเทรียนท์ จริงๆไฟโตนิวเทรียนท์ มีไมโครนิวเทรียนท์ อยู่ในนี้ด้วย ไมโครนิวเทรียนท์ คืออะไรคือแร่ธาตุวิตามิน
คือ อาหารหลักของคนเรา ก็คือ แม็คโครนิวเทรียนท์ แม็คโครนิวเทรียนท์ คืออะไรคือคาร์โบไฮเดรตโปรตีนไขมัน ที่เราต้องได้รับแม็คโครคือใหญ่
ไมโครนิวเทรียนท์ สารอาหารรองซึ่งขาดไม่ได้ มีความจำเป็น ก็คือพวกแร่ธาตุวิตามิน ต่างๆ
และสารอาหารที่เสริมรองลงมาแล้วไม่ควรขาดเลยก็คือ ไฟโตนิวเทรียนท์ เพราะสามารถต้านอนุมูนอิสระ และบำรุงระบบต่างๆในร่างกายได้เป็นอย่างดีเลย
แต่บังเอิญข้อดีในไฟโต5 ของเรา ก็คือ มีทั้งไมโคร และมีทั้งไฟโตอยู่ในนี้ด้วย
แต่ไขมัน คาร์โบไฮเดรตในนี้ไม่มี โปรตีนในนี้ก็ไม่มี
เราสกัดเฉพาะสารสำคัญ เฉพาะที่มีอยู่ในนี้เท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นคุณจะได้ทั้งไมโครและไฟโต ซึ่งจะช่วยยังไง มาดูกันทีละตัว
ขยาย
![]()
![]()
![]()
🌿 ทำไมต้อง “พืช 5 สี”?
🌿 ทำไมต้อง “พืช 5 สี”?
🔬 Phyto 5 – พลังไฟโตนิวเทรียนท์จากพืช 5 สี
เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูเซลล์อย่างลึกระดับ DNA
⸻
🌿 ทำไมต้อง “พืช 5 สี”?
ในธรรมชาติ ผัก ผลไม้ และสมุนไพรแต่ละสี ล้วนสะท้อนสารสำคัญเฉพาะที่เรียกว่า “ไฟโตนิวเทรียนท์” (Phytonutrients) ซึ่งทำหน้าที่ ปกป้องเซลล์จากความเสื่อม ช่วยล้างพิษ ต่อต้านอนุมูลอิสระ และสนับสนุนภูมิคุ้มกัน อย่างเป็นระบบ
ขยาย
![]()
![]()
![]()
พลังแห่งสีสัน – จากผักและผลไม้ 5 สี
พลังแห่งสีสัน – จากผักและผลไม้ 5 สี
พลังแห่งสีสัน – ผักและผลไม้ 5 สี
🥦 สีเขียว (บำรุงสมอง-ต้านอัลไซเมอร์)
✅ อะโวคาโด – ช่วยบำรุงเซลล์สมอง ลดการอักเสบของระบบประสาท
✅ บล็อกโคลี่ – มี ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์
✅ หน่อไม้ฝรั่ง – อุดมไปด้วยโฟเลต ช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง
🍎 สีแดง (ป้องกันหัวใจและสมอง)
✅ เชอร์รี่ – ลดการอักเสบของเซลล์หลอดเลือดและสมอง
✅ แครนเบอร์รี่ – มีสารแอนโธไซยานิน ช่วยป้องกันการติดเชื้อ
✅ มะเขือเทศ – มีไลโคปีน ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด
🔵 สีน้ำเงิน/ม่วง (เสริมสร้างความจำและผิวพรรณ)
✅ แบล็กเบอร์รี่ – ต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันการเสื่อมของเซลล์
✅ สารสกัดเมล็ดองุ่น – บำรุงผิวและเสริมการไหลเวียนโลหิต
✅ บลูเบอร์รี่ – บำรุงสายตาและสมอง
และนอกจากพลังของผักผลไม้ 5 สีแล้ว Phyto 5 ยังมีสารสิทธิบัตร Spectra ซึ่งรวม สารสกัดจากผัก ผลไม้ และสมุนไพรกว่า 27 ชนิด ที่ช่วย ต้านอนุมูลอิสระและดูแลระบบประสาท อย่างล้ำลึก
⸻
Phyto 5 – คำตอบของสุขภาพดีจากภายใน
หากคุณต้องการ ดูแลภูมิคุ้มกัน เสริมพลัง ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ ร่างกายแข็งแรงและอ่อนเยาว์ขึ้น Phyto 5 คือทางเลือกที่ดีที่สุด!
⸻
สารไฟโตนิวเทรียนท์ จากพืช 5 สี
| สารไฟโตนิวเทรียนท์ | วัตถุดิบที่พบ | คุณสมบัติเด่น |
|---|---|---|
| ไลโคปีน (Lycopene) | ● มะเขือเทศ, ● เชอร์รี่ | ต้านอนุมูลอิสระ, ลดมะเร็งต่อมลูกหมาก, บำรุงหัวใจ |
| แคโรทีนอยด์ (Carotenoids) | ● แครอท, ● แอพริคอต, ● พีช | บำรุงสายตา, เสริมภูมิคุ้มกัน, ต้านมะเร็ง |
| เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) | ● แครอท, ● พีช, ● แอพริคอต | เปลี่ยนเป็นวิตามิน A, ต้านอนุมูลอิสระ |
| เคอร์คูมิน (Curcumin) | ● ขมิ้น | ต้านอักเสบ, ต้านมะเร็ง, ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน |
| แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) | ● บลูเบอร์รี่, ● แบล็คเบอร์รี่, ● แบล็กเคอแรนต์, ● อะไซอิ, ● มังคุด, ● อะโรเนีย | ต้านอนุมูลอิสระ, ป้องกันสมองเสื่อม, บำรุงสายตา, ลดอักเสบ |
| โพลีฟีนอล (Polyphenols) | ● เชอร์รี่, ● องุ่น, ● แอปเปิ้ล, ● บลูเบอร์รี่, ● ราสพ์เบอร์รี่, ● แครนเบอร์รี่, ● หอมหัวใหญ่, ● อบเชย | ต้านอนุมูลอิสระ, ปกป้องสมองและหลอดเลือด, ลดการอักเสบ |
| ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) | ● ขิง, ● หอมหัวใหญ่, ● กระเทียม, ● แอปเปิ้ล, ● แบล็คเบอร์รี่ | เสริมหลอดเลือด, ลดอาการแพ้, ต้านไวรัส |
| เควอซิทิน (Quercetin) | ● หอมหัวใหญ่, ● แอปเปิ้ล, ● กระเทียม | ต้านฮิสตามีน, ลดภูมิแพ้, ลดอักเสบ |
| ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) | ● บร็อคโคลี่ | ป้องกันอัลไซเมอร์, ต้านมะเร็ง, กระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษ |
| กลูต้าไธโอน (Glutathione) | ● หน่อไม้ฝรั่ง | ต้านอนุมูลอิสระ, ล้างพิษ, ชะลอวัย |
| อัลลิซิน (Allicin) | ● กระเทียม | ต้านแบคทีเรีย, ลดไขมัน, ลดความดัน |
| ลูทีน (Lutein) | ● อะโวคาโด | บำรุงสายตา, ลดเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม, ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก |
| โปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins) | ● แครนเบอร์รี่, ● สารสกัดเมล็ดองุ่น | ต้านอนุมูลอิสระแรงสูง, เปลี่ยนแปลงยีนมะเร็ง, บำรุงหลอดเลือด |
| โอพีซี (OPCs – Oligomeric Proanthocyanidins) | ● สารสกัดจากเมล็ดองุ่น | ป้องกันการเสื่อมของสมอง ผิวหนัง และหลอดเลือด |
| เอลลาจิก แอซิด (Ellagic Acid) | ● บลูเบอร์รี่, ● แบล็คเบอร์รี่ | ยับยั้งการจับของอนุมูลอิสระกับเซลล์, ลดโอกาสเกิดมะเร็ง |
ไฟโตนิวเทรียนท์จากผักผลไม้ 5 สี
![]()
![]()
![]()
🔴 กลุ่ม “สีแดง” (Red Group)
🔴 กลุ่ม “สีแดง” (Red Group)
สารสำคัญเด่น: ไลโคปีน (Lycopene), แอนโทไซยานิน (ในผลสีแดงเข้มบางชนิด), โพลีฟีนอล (Polyphenols)
✅ รายการวัตถุดิบ:
1. มะเขือเทศ (Tomato)
• สารสำคัญ: ไลโคปีน (Lycopene), เบต้าแคโรทีน
• ประโยชน์: บำรุงผิวพรรณ, ลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก, ชะลอความเสื่อมของเซลล์
2. เรดราสพ์เบอร์รี่ (Red Raspberry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, กรดเอลลาจิก (Ellagic acid)
• ประโยชน์: ต้านอนุมูลอิสระ, ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ, เสริมระบบภูมิคุ้มกัน
3. เชอร์รี่หวาน (Sweet Cherry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, เควอซิทิน, โพลีฟีนอล
• ประโยชน์: ต้านการอักเสบ, ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น, ต้านอนุมูลอิสระสูง
4. อะเซโรลาเชอร์รี่ (Acerola Cherry)
• สารสำคัญ: วิตามินซีสูงมาก, แคโรทีนอยด์, ฟลาโวนอยด์
• ประโยชน์: เสริมภูมิคุ้มกัน, กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน, ต้านไวรัส
5. แครนเบอร์รี่ (Cranberry)
• สารสำคัญ: โปรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidins), ฟลาโวนอยด์
• ประโยชน์: ดูแลระบบทางเดินปัสสาวะ, ต้านแบคทีเรีย, ป้องกันการติดเชื้อ
6. มังคุด (Mangosteen)
• สารสำคัญ: แซนโทน (Xanthones)
• ประโยชน์: ต้านการอักเสบ, ต้านเชื้อแบคทีเรีย, ส่งเสริมสุขภาพผิว
⸻
-เชอร์รี่ (Cherry) มีสารต้านอนุมูลอิสระ หลายชนิดรวมถึง Polyphenol จำนวนมาก ช่วยปกป้องเซลล์หลอดเลือดและสมองจากการถูกทำลายและลดการอักเสบ ช่วยให้หัวใจและสมองมีสุขภาพดี
-แครนเบอร์รี่ (Cranberry) มีวิตามินซีสูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม Proanthocyanidins ที่พบมากมายผลแครนเบอร์รี่ สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนมะเร็งและนำไปสู่การตายของเซลล์มะเร็งได้
-มะเขือเทศ (Tomato) อุดมไปด้วย Lycopene ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขัดขวางและหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
🟠 กลุ่ม “สีส้ม / เหลือง” (Orange / Yellow Group)
🟠 กลุ่ม “สีส้ม / เหลือง” (Orange / Yellow Group)
สารสำคัญเด่น: แคโรทีนอยด์ (Carotenoids) เช่น เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene), ลูทีน (Lutein), ซีแซนทีน (Zeaxanthin), เควอซิทิน (Quercetin)
✅ รายการวัตถุดิบ:
1. แครอท (Carrot)
• สารสำคัญ: เบต้าแคโรทีน, ลูทีน, ซีแซนทีน
• ประโยชน์: บำรุงสายตา, ปกป้องจอประสาทตา, ชะลอความเสื่อมของเซลล์
2. พีช (Peach)
• สารสำคัญ: เบต้าแคโรทีน, วิตามินซี, ฟลาโวนอยด์
• ประโยชน์: เสริมภูมิคุ้มกัน, ช่วยในการย่อยอาหาร, ป้องกันผิวเสื่อม
3. แอพริคอต (Apricot)
• สารสำคัญ: เบต้าแคโรทีน, วิตามินเอ, วิตามินซี
• ประโยชน์: บำรุงผิว, ป้องกันภาวะสายตาเสื่อม, ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน
4. ขิง (Ginger)
• สารสำคัญ: จินเจอรอล (Gingerol), โชกาออล (Shogaol)
• ประโยชน์: ลดการอักเสบ, ป้องกันอาการคลื่นไส้, เพิ่มการไหลเวียนเลือด
5. ขมิ้น (Turmeric)
• สารสำคัญ: เคอร์คูมิน (Curcumin)
• ประโยชน์: ต้านการอักเสบ, ปกป้องตับ, ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง
6. หอมหัวใหญ่ (Onion Extract)
• สารสำคัญ: เควอซิทิน (Quercetin), ซัลโฟไซด์ (Sulphides)
• ประโยชน์: ต้านการอักเสบ, ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด, เสริมภูมิคุ้มกัน
⸻
🟩 กลุ่ม “สีเขียว” (Green Group)
🟩 กลุ่ม “สีเขียว” (Green Group)
สารสำคัญเด่น: คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll), ลูทีน (Lutein), ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane), กลูต้าไธโอน (Glutathione), กลูโคซิโนเลต (Glucosinolate)
✅ รายการวัตถุดิบ:
1. บร็อคโคลี่ (Broccoli)
• สารสำคัญ: ซัลโฟราเฟน, กลูโคซิโนเลต
• ประโยชน์: ต้านมะเร็ง, ต้านการอักเสบ, กระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษ
2. หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)
• สารสำคัญ: กลูต้าไธโอน, ซาโปนิน, วิตามินเค
• ประโยชน์: เสริมการขับสารพิษ, ชะลอวัย, สนับสนุนภูมิคุ้มกัน
3. ปวยเล้ง (Spinach)
• สารสำคัญ: ลูทีน, ซีแซนทีน, วิตามินเค, กรดโฟลิก
• ประโยชน์: บำรุงสายตา, บำรุงเลือด, ช่วยระบบประสาท
4. อะโวคาโด (Avocado)
• สารสำคัญ: ลูทีน, วิตามินอี, ไขมันดี (โอเมก้า 9), ไฟโตสเตอรอล ,กลูต้าไธโอน
• ประโยชน์: บำรุงสมองและหัวใจ, ลดไขมันไม่ดี, บำรุงผิว
5. ชาเขียว (Green Tea)
• สารสำคัญ: คาเทชิน (EGCG), โพลีฟีนอล
• ประโยชน์: ต้านอนุมูลอิสระ, เร่งเผาผลาญ, ต้านการอักเสบ
6. โหระพา (Basil)
• สารสำคัญ: ยูจีนอล (Eugenol), ฟลาโวนอยด์
• ประโยชน์: ต้านแบคทีเรีย, ลดการอักเสบ, ผ่อนคลายระบบประสาท
7. ออริกาโน (Oregano)
• สารสำคัญ: คาร์วาครอล (Carvacrol), โพลีฟีนอล
• ประโยชน์: ต้านไวรัส, ต้านเชื้อรา, เสริมภูมิคุ้มกัน
⸻
-อะโวคาโด (Avocado) มีลูทีน (Lutein) เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระ กลุ่มแคโรทีนอยด์ ชะลอความเสื่อมของดวงตา ลดโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
-บร็อคโคลี่ (Broccoli) อุดมไปด้วย ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ป้องกันอัลไซเมอร์ บำรุงสมอง
-หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) สารกลูต้าไธโอนสูง (Glutathione) ขจัดสารพิษ ต้านอนุมูลอิสระ
🟣/🔵 กลุ่ม “สีม่วง / น้ำเงิน” (Purple / Blue Group)
🟣/🔵 กลุ่ม “สีม่วง / น้ำเงิน” (Purple / Blue Group)
สารสำคัญเด่น: แอนโทไซยานิน (Anthocyanins), ฟลาโวนอยด์, โพลีฟีนอล (Polyphenols)
✅ รายการวัตถุดิบ:
1. บลูเบอร์รี่ (Blueberry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, โพลีฟีนอล, วิตามินซี
• ประโยชน์: บำรุงสมองและสายตา, ป้องกันหลอดเลือดเสื่อม, ต้านอนุมูลอิสระระดับสูง
2. แบล็คเบอร์รี่ (Blackberry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, แทนนิน, วิตามินซี
• ประโยชน์: ช่วยชะลอวัย, บำรุงหัวใจ, เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
3. แบล็กเคอแรนต์ (Blackcurrant)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, วิตามินซีสูง, กรดแกมมา-ลิโนเลนิก
• ประโยชน์: บำรุงสายตา, ลดการอักเสบ, เสริมภูมิคุ้มกัน
4. เรดราสพ์เบอร์รี่ (Red Raspberry)
• หมายเหตุ: แม้จะสีแดง แต่มีโครงสร้างฟลาโวนอยด์คล้ายกลุ่มม่วง
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, เอลลาจิกแอซิด (Ellagic Acid)
• ประโยชน์: ป้องกันมะเร็ง, ป้องกันความเสื่อมของเซลล์
5. บิลเบอร์รี่ (Bilberry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, โพลีฟีนอล, วิตามินอี
• ประโยชน์: บำรุงจอประสาทตา, ป้องกันโรคหลอดเลือด, ต้านอนุมูลอิสระ
6. อะโรเนียเบอร์รี่ (Aronia Berry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, โพลีฟีนอล, โปรแอนโทไซยานิดิน
• ประโยชน์: ลดการอักเสบ, ปกป้องหัวใจและหลอดเลือด, เสริมภูมิคุ้มกัน
7. เชอร์รีหวาน (Sweet Cherry)
• สารสำคัญ: แอนโทไซยานิน, เควอซิทิน, โพลีฟีนอล (สูง)
• ประโยชน์: ลดอักเสบ, บรรเทาอาการเกาต์, ต้านอนุมูลอิสระ, ปกป้องผิว
⸻
-แบล็คเบอร์รี่ (Blackberry) มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ และยังมีสาร ฟลาโวนอยด์ ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง Ellagic Acid ยับยั้งการจับของสารอนุมูลอิสระกับเซลล์ในร่างกาย ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง
-สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed) มีสาร โอพีซี (OPCs – Oligomeric Proanthocyanidins) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความแรง สามารถเข้าไปต้านการทำลายเซลล์สมอง ผิวหนังและหลอดเลือด
-บลูเบอร์รี่ (Blueberry) มีสาร แอนโทไซยานิน ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้หลอดเลือดแข็ง ลดความเมื่อยล้าให้ดวงตา Ellagic Acid ยับยั้งการจับของสารอนุมูลอิสระกับเซลล์ในร่างกาย ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง
⚪ กลุ่ม “สีขาว” (White Group)
⚪ กลุ่ม “สีขาว” (White Group)
สารสำคัญเด่น: อัลลิซิน (Allicin), เควอซิทิน (Quercetin), กลูต้าไธโอน (Glutathione), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), โพลีฟีนอล (Polyphenols)
✅ รายการวัตถุดิบ:
1. กระเทียม (Garlic)
• สารสำคัญ: อัลลิซิน (Allicin), ซัลเฟอร์คอมพาวด์
• ประโยชน์: เสริมภูมิคุ้มกัน, ลดความดันโลหิต, ต้านไวรัสและแบคทีเรีย
2. หอมหัวใหญ่ (Onion Extract)
• สารสำคัญ: เควอซิทิน (Quercetin), ฟลาโวนอยด์
• ประโยชน์: ต้านการอักเสบ, เสริมระบบไหลเวียนเลือด, ลดภูมิแพ้
3. ขิง (Ginger)
• สารสำคัญ: จินเจอรอล (Gingerol), ชาโกล (Shogaol)
• ประโยชน์: ลดอาการอักเสบ, บรรเทาอาการคลื่นไส้, ปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร
4. กะหล่ำดอก (Cauliflower)
• สารสำคัญ: กลูโคซิโนเลต (Glucosinolate), วิตามินซี
• ประโยชน์: ต้านมะเร็ง, เสริมระบบล้างพิษตับ, สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
⸻
อย่างน้อยนี้ผลไม้สีแดง
เชอรี่จะช่วยปกป้องเซลล์หลอดเลือดและสมองจากการถูกทำลาย และลดการอักเสบ ช่วยให้หัวใจและสมองมีสุขภาพดี นั่นรวมถึงระบบประสาทต่างๆในร่างกายด้วย
ถ้าเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง ก็จะเป็นสารสกัดจาก เกรปซีด หรือว่าเมล็ดองุ่น ต้านการทำลายของเซลล์สมอง ผิวหนังและหลอดเลือด
คือในสมองของเราเหล่านี้ประกอบไปด้วยเซลล์เยอะแยะมากมาย
พอเซลมันตายไป มันต้องถูกสร้างใหม่ ถ้าเผื่อเรามีเซลในหัวเราน้อย มันจะทำให้ความจำของเรารู้สึกช้า รู้สึกไม่กระฉับกระเฉง ไม่ว่องไว เพราะฉะนั้นสารสกัดสำคัญหลายๆตัวที่อยู่ในไฟโตนิวเทรียนท์ ก็จะช่วยในเรื่องของการทำให้เซลสมองเจริญเติบโตและเป็นอย่างดี แล้วก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในสีเขียวก็จะมีอาโวคาโด บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง เราจะช่วยในเรื่องของการการอัลไซเมอร์และบำรุงสมอง เพราะในบร็อคโคลี่ก็จะมีซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) คือสารสำคัญมากๆที่อยู่ในนั้น ทำให้บำรุงประสาทได้เป็นอย่างดี
Sulforaphane
Sulforaphane
PM 2.5 induced Apoptosis
ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ปอดจาก
การถูกทำร้ายด้วยฝุ่น PM 2.5
CNS (Alzhemer, Congnitive Impairment,etc.)
ลดความเสี่ยงการเกิดโรค
ทางระบบประสาทส่วนกลาง
เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน
Cardiovascular (HF)
ป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง
Helicobacter Pylori
ยับยั้งการติดเชื้อ H.pylori ลดโอกาสเกิด
แผลในทางเดินอาหาร และกระเพาะอาหารอักเสบ
Cancer
ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะมีอีกตัวนึงที่นอกเหนือจากผักผลไม้ห้าสีนั้นก็คือ เทรดมาร์คหรือ สิทธิบัตรที่ชื่อว่า Spectra
ซื้งสเปคต้าตัวนี้ จะอุดมไปด้วย สารสกัดจากผลไม้สารสกัดจากผักและสารสกัดจากสมุนไพรถึง 27 ชนิดเลย ทั้ง 27 ชนิดนี้ จะช่วยดูแลในเรื่องของระบบประสาทเป็นอย่างดีเลยทีเดียว
Spectra
เทรดมาร์คหรือ สิทธิบัตรที่ชื่อว่า Spectra
ซื่งสเปคต้า ก็คือ สกัดจากผัก สกัดจากสมุนไพร รวมกันกว่า 27 ชนิด
ใส่ลงไปอีกนอกจากผลไม้ห้าสี
🌿 Spectra™ คืออะไร?
Spectra™ เป็นสูตรรวมพลังสารสกัด ผัก, ผลไม้ และสมุนไพร 27 ชนิด ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การรวมวัตถุดิบทั่วไป แต่เป็นการผสมผสานที่มี “Synergy” เพื่อช่วยป้องกันเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ, ลดการอักเสบเรื้อรัง และเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในระดับเซลล์
✅ สารสกัด 27 ชนิดใน Spectra™
- Broccoli powder & Broccoli sprouts concentrate
- Onion extract
- Tomato concentrate
- Dried carrot
- Spinach
- Kale concentrate
- Brussel sprout concentrate
- Whole coffee fruits extract
- Acerola extract
- Camu Camu powder
- Acai berry concentrate
- Mangosteen concentrate
- Green tea extract
- Apple extract
- Turmeric concentrate
- Garlic
- Basil concentrate
- Oregano
- Cinnamon concentrate
- Elderberry concentrate
- Blackcurrant extract
- Blueberry extract
- Sweet cherry powder
- Blackberry powder
- Chokeberry
- Raspberry powder
- Bilberry extract
✅ กลไกการทำงานสำคัญของ Spectra™
- ลดระดับ Reactive Oxygen Species (ROS) → ช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์จาก oxidative stress
- เพิ่มการสร้าง Nitric Oxide (NO) → ส่งผลดีต่อการไหลเวียนเลือดและสุขภาพหัวใจ
- กระตุ้นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น SOD, Catalase, Glutathione Peroxidase
- ลดระดับการอักเสบเรื้อรังในระดับต่ำ (low-grade chronic inflammation) → ชะลอความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะ
✅ หลักฐานทางวิจัย
งานวิจัยทางคลินิก (Stohs et al., 2013) รายงานว่า Spectra™ สามารถช่วยลดการผลิตอนุมูลอิสระ (ROS) และเพิ่มการใช้พลังงานของเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญภายใน 60 นาที อีกทั้งยังมีผลต่อการกระตุ้น Nitric Oxide และการปกป้องระบบภูมิคุ้มกันโดยรวม แสดงถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจนด้านสุขภาพระดับเซลล์
ขยาย
![]()
![]()
![]()
อ่าน:🔬 สารสกัด 27 ชนิดใน Spectra™
| วัตถุดิบ | สี | สารสำคัญ | ประโยชน์เด่น |
|---|---|---|---|
| ผงบร็อคโคลี่ / Broccoli Powder | เขียว | Sulforaphane | ต้านมะเร็ง, เสริมล้างพิษตับ |
| สารสกัดต้นอ่อนบร็อคโคลี่ / Broccoli Sprouts Concentrate | เขียว | Glucoraphanin | เสริมภูมิคุ้มกัน, กระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษ |
| สารสกัดหัวหอม / Onion Extract | ขาว | Quercetin | ต้านอักเสบ, ลดความดันโลหิต |
| มะเขือเทศเข้มข้น / Tomato Concentrate | แดง | Lycopene | บำรุงผิว, ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก |
| แครอทอบแห้ง / Dried Carrot | ส้ม | Beta-Carotene | บำรุงสายตา, ป้องกันอนุมูลอิสระ |
| ผักโขม / Spinach | เขียว | Lutein, Zeaxanthin | บำรุงสายตา, ลดการเสื่อมของจอประสาทตา |
| เคลเข้มข้น / Kale Concentrate | เขียว | Glucosinolates | ดีท็อกซ์ตับ, บำรุงหลอดเลือด |
| กะหล่ำดาวเข้มข้น / Brussel Sprout Concentrate | เขียว | Indole-3-Carbinol | ช่วยฮอร์โมนสมดุล, ป้องกันมะเร็ง |
| สารสกัดผลกาแฟทั้งผล / Whole Coffee Fruits Extract | น้ำตาลแดง | Polyphenols, CGA | ต้านอนุมูลอิสระ, เพิ่มพลังงาน |
| อะเซโรลาเชอร์รี่ / Acerola Extract | แดง | Vitamin C, Polyphenols | เสริมภูมิคุ้มกัน, ชะลอวัย |
| คามู คามู / Camu Camu Powder | ม่วงแดง | Vitamin C, Anthocyanin | ต้านไวรัส, เสริมภูมิคุ้มกัน |
| อาซาอิ เบอร์รี่ / Acai Berry Concentrate | ม่วงเข้ม | Anthocyanins, Polyphenols | ต้านอนุมูลอิสระ, ดีต่อหัวใจ |
| มังคุด / Mangosteen Concentrate | ม่วง | Xanthones | ต้านอักเสบ, เสริมภูมิคุ้มกัน |
| ชาเขียว / Green Tea Extract | เขียว | EGCG (Catechins) | ต้านอนุมูลอิสระ, กระตุ้นสมอง |
| แอปเปิล / Apple Extract | แดง/เขียว | Quercetin, Pectin | ลดไขมัน, บำรุงหัวใจ |
| ขมิ้นชัน / Turmeric Concentrate | เหลือง | Curcumin | ต้านอักเสบ, ปกป้องตับ |
| กระเทียม / Garlic | ขาว | Allicin | ฆ่าเชื้อ, ลดคอเลสเตอรอล |
| โหระพา / Basil Concentrate | เขียว | Eugenol | ต้านจุลชีพ, ต้านอักเสบ |
| ออริกาโน / Oregano | เขียว | Carvacrol | เสริมภูมิคุ้มกัน, ต้านไวรัส |
| อบเชย / Cinnamon Concentrate | น้ำตาล | Cinnamaldehyde | ควบคุมน้ำตาล, ต้านจุลชีพ |
| เอลเดอร์เบอร์รี่ / Elderberry Concentrate | ม่วง | Anthocyanins | ต้านไวรัส, เสริมภูมิคุ้มกัน |
| แบล็คเคอแรนท์ / Blackcurrant Extract | ม่วงเข้ม | Anthocyanins | บำรุงสายตา, เสริมต้านไวรัส |
| บลูเบอร์รี่ / Blueberry Extract | ม่วงน้ำเงิน | Anthocyanins | เสริมสมอง, ป้องกันโรคเสื่อม |
| เชอร์รี่ / Sweet Cherry Powder | แดง | Polyphenols, Melatonin | ลดอักเสบ, ช่วยนอนหลับ |
| แบล็คเบอร์รี่ / Blackberry Powder | ม่วงดำ | Anthocyanins | ต้านอนุมูลอิสระ, ชะลอวัย |
| โช้คเบอร์รี่ / Chokeberry | ม่วงเข้ม | Anthocyanins | ต้านความดัน, เสริมหลอดเลือด |
| ราสพ์เบอร์รี่ / Raspberry Powder | แดง | Ellagic Acid, Anthocyanin | ต้านอนุมูลอิสระ, ลดการอักเสบ |
| บิลเบอร์รี่ / Bilberry Extract | ม่วงเข้ม | Anthocyanins | เสริมสายตา, บำรุงหลอดเลือด |
วิธีรับประทาน Phyto5
หลังอาหารเช้า 1 เม็ด หลังอาหารเย็น 1 เม็ด
ขยาย
![]()
![]()
![]()
PHYTO 5 : พลังแห่งไฟโตนิวเทรียนท์ท์จากผักผลไม้ 5 สี
PHYTO 5 : พลังแห่งไฟโตนิวเทรียนท์จากผักผลไม้ 5 สี
Phyto 5 คือการผสานพลังของ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) จากพืชผักและผลไม้ห้าสี ซึ่งเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลสุขภาพของคุณจากภายในสู่ภายนอก แต่จริง ๆ แล้ว หากนับให้ลึกลงไป สีของผักผลไม้อาจมีถึง 7 สี ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลร่างกาย
จักระและการดูแลสมดุลร่างกาย
สีของผักผลไม้แต่ละชนิดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับ ระบบจักระ ซึ่งเป็นศูนย์พลังงานของร่างกาย ตั้งแต่ จักระรากฐาน (สีแดง) ไปจนถึง จักระมงกุฎ (สีม่วง-น้ำเงิน) การรักษาสมดุลของจักระทั้งเจ็ดช่วยให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะที่สมดุล
Spectra™ – ซูเปอร์ไฟโตนิวเทรียนท์จาก 27 ชนิด
Phyto 5 ไม่ได้มีแค่ไฟโตนิวเทรียนท์จากผักผลไม้ห้าสีเท่านั้น แต่ยังเสริมพลังด้วย Spectra™ สารสกัดจากพืชธรรมชาติ 27 ชนิด ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร โดยช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และฟื้นฟูระบบประสาทอย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีรับประทาน
• หลังอาหารเช้า: 1 เม็ด
• หลังอาหารเย็น: 1 เม็ด
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรทานคู่กับ Uni-Oil และ Muniplus ตามรอบเวลาที่เหมาะสม
⸻
ขยายข้อมูลทางวิชาการ
![]()
![]()
![]()
ดู:PHYTO 5: แหล่งรวมไฟโตนิวเทรียนท์และสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อสุขภาพ
ดู:PHYTO 5: แหล่งรวมไฟโตนิวเทรียนท์และสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อสุขภาพ
Phyto 5 เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้แนวคิด Phytonutrients Synergy ซึ่งเป็นการรวมสารพฤกษเคมีที่พบในผักและผลไม้หลากหลายชนิด เพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และระบบเผาผลาญของร่างกาย
ไฟโตนิวเทรียนคืออะไร?
ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) เป็นกลุ่มสารประกอบจากพืชที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ งานวิจัยพบว่า ไฟโตนิวเทรียนท์บางชนิดมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory), ต้านมะเร็ง (Anti-carcinogenic), และช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง (Neuroprotective Effects)
นี่คือคุณสมบัติของไฟโตนิวเทรียนใน Phyto 5
Spectra™: นวัตกรรมสารสกัดพฤกษเคมีที่จดสิทธิบัตร
Spectra™ เป็นสารสกัดจากผัก ผลไม้ และสมุนไพร 27 ชนิด ที่ได้รับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่า ช่วยเพิ่มระดับไนตริกออกไซด์ (NO) ในร่างกาย ซึ่งส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง โดยช่วยลด Oxidative Stress และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน
บทบาทของไฟโตนิวเทรียนต่อระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน
งานวิจัยหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า ไฟโตนิวเทรียนท์ใน Phyto 5 สามารถช่วยลด การอักเสบในระบบประสาท (Neuroinflammation) และเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมองผ่านกลไกการต้านออกซิเดชัน โดยเฉพาะ แอนโธไซยานินจากบลูเบอร์รี่และสารฟลาโวนอยด์จากเมล็ดองุ่น มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ประสาทจากภาวะเครียดออกซิเดชัน
วิธีการรับประทานเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
• หลังอาหารเช้า: 1 เม็ด
• หลังอาหารเย็น: 1 เม็ด
แนะนำให้ทาน Phyto 5 ควบคู่กับ Uni-Oil และ Muniplus เพื่อเสริมฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาท
สรุป
Phyto 5 ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป แต่เป็นแหล่งรวม ไฟโตนิวเทรียนท์และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงสมอง และด้วยพลังของ Spectra™ ทำให้ Phyto 5 เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยชะลอวัย และเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นั่นหมายความว่าทั้งสามตัวนี้ เริ่มต้นหลังจากทานข้าวเช้า
ทานยูนิออยไปเลย 1 เม็ด
ทานไฟโตไฟท์ไปเลย 1 เม็ด
และหลังอาหารเย็นคุณก็ทาน ยูนิออย 1 เม็ด ไฟโต5 1 เม็ด และก่อนนอนคุณทานมูนิพลัส 2 เม็ดไปเลย
บางคนถามว่าทานมูนิพลัส หนึ่งเม็ดก่อนนอน แล้วทานอีกหนึ่งเม็ดหลังอาหารเช้าได้ไหม
ตอบว่าได้
แต่ถ้าจะได้ผลดีดีที่สุดได้ประสิทธิภาพที่สุด เพื่อที่จะให้มันล้อกับนาฬิกาชีวิต ให้มันล้อกับระบบประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก การทำงานหรือว่าอวัยวะภายในอื่นๆ คุณต้องทานสองแคปซูลหรือสองเม็ดก่อนนอน จึงจะได้ประสิทธิภาพสูงที่สุดนั่นเอง
Muniplus: ปกป้อง ฟื้นฟู ดูแล สมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
วิธีรับประทาน Muniplus
วันละ 2 แคปซูลก่อนนอน
วิธีการรับประทาน Uni-Oil ก็คือหลังอาหารเช้า 1 เม็ด
หลังอาหารเย็น 1 เม็ด