เรื่องเล่า “น้ำตาลกับความอ้วน”

“ไขมัน • แคลอรี่ • น้ำตาล สิ่งไหนกันที่ทำให้คุณอ้วน ”

ความอ้วนเป็นอะไรที่เราหลีกเลี่ยงกันได้ไหม? ได้ แต่ถ้าเราไม่หลีก ไม่เลี่ยง บางทีตัวอาจจะไม่อ้วนหรอก แต่เผลอนิดเดียวพุงมาเลย 

 

วิวัฒนาการของการกินและผลกระทบต่อสุขภาพ

ตั้งแต่หลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์ในสมัยก่อนก็จะทานธัญพืชทานผลไม้ผสมผสานกับเนื้อสัตว์ แต่พอพัฒนามาเป็นช่วงเวลาหลักไม่กี่ 100 ปีข้างหลังนี้ ก็เริ่มทานธัญพืชกันมากขึ้น แล้วก็เนื้อสัตว์ทานกันน้อยลงมากๆ ความมีสุขภาพแข็งแรงจึงได้ดีขึ้น
 
แต่พอย้อนกลับมาเมื่อประมาณซัก 30-50 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 30 ปีที่ผ่านมานี้ ผู้คนต่างๆอยู่กับอาหารการกินที่มีน้ำตาล แป้ง และสารปรุงแต่งในอาหารแปรรูป (processed food) หรือที่บางคนเรียกกันว่า“จังก์ฟู้ด” (junk food) “อาหารขยะ” ไม่ว่าเราจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่มันส่งผลทำให้สุขภาพของมนุษย์เราย่ำแย่มากกว่าเดิมเป็น 100 เท่า ไม่ใช่แค่หนึ่งเท่าหรือสองเท่านะ ซึ่งมันน่ากลัวเพราะมัน เป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
 
ทีนี้คุณลองนึกภาพนะในอดีตที่ผ่านมา เช่นในประเทศญี่ปุ่นแล้วกัน ในสมัยจูมงเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้วเค้าก็ทานธัญพืช แล้วก็ทานพวกหมูป่า กวาง อะไรพวกนี้ แต่พอผ่านมาในสมัยยาโยอิ คือเมื่อประมาณ หลักหลายร้อยปีที่ผ่านมา เค้าก็จะทานธัญพืชกันมากที่สุด เนื้อสัตว์จะน้อยมาก คนก็จะมีสุขภาพที่ดีกัน
 
แต่ในยุคประมาณ 30 ปี 50 ปีที่ผ่านมา ผู้คนจะอยู่กับน้ำตาล แป้ง สารปรุงแต่งต่างๆในฟาสต์ฟู้ด (fast food) และ ขนมหวานทั้งหลาย ทำให้คนอายุสั้นมากขึ้น แล้วทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วยมากขึ้น
 
 

ตัวการที่ซ่อนอยู่ในอาหาร

ตัวที่เป็นปัจจัยทำให้ผู้คนเจ็บไข้ได้ป่วยมากๆ หลายๆคนอาจจะโฟกัสไปที่ไขมัน (fat) ในอดีตเชื่อว่าทำให้คนมีพุงทำให้คนอ้วน ทำให้คนสุขภาพไม่ดี แนวคิดในอดีตก็จะเป็นเรื่องของการไปกล่าวโทษไขมันที่ไม่ดีไม่ดี และอาหารที่มีแคลอรี่ (calories) สูง ก็คืออาหารที่มีไขมัน ส่วนใหญ่ก็จะไปโฟกัสตรงนั้น แล้วก็จะบอกกันว่ามันทำให้คนอ้วน มันไม่ดี แน่นอนอาหารที่มีไขมันสูงแคลอรีสูงเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้คนเสี่ยงโรค ทำให้คนมีพุง ทำให้คนอ้วน
 
แต่ก็มีงานวิจัยทั้งจากหลายๆประเทศ ทั้งญี่ปุ่นและประเทศตะวันตก ซึ่งได้มีการปรับแนวคิดใหม่แล้วว่า จริงๆตัวการที่จะทำให้คนอ้วนมีพุงแล้วก็เสี่ยงกับโรคร้ายมากเลยคือน้ำตาล (sugar)ต่างหาก
 
น้ำตาลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงน้ำตาลทราย น้ำตาลกรวดหวานๆนะ รวมไปถึงข้าวขาว ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยว และขนมปังขัดสี พวกนั้นจะอยู่ในตระกูลน้ำตาลทั้งหมดเลย โครงสร้างของเขาคือคาร์โบไฮเดรต น้ำตาลก็คือคาร์โบไฮเดรตตัวนี้นั่นเอง ที่เป็นปัจจัยปัจจัยอันเป็นบ่อเกิดของไขมันสะสม ที่มันร้ายและรุนแรงกว่าอาหารที่มีแคลอรีสูง หรืออาหารที่มีไขมันสูงด้วยซ้ำไป
 
 

ทำความเข้าใจกระบวนการ สะสมไขมันในร่างกาย 

 
ทีนี้เรามาดู พอน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายเรามาดูกระบวนการและกลไกกัน(ไม่มีอะไรซับซ้อน) พอน้ำตาลหรือแป้งเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายเราก็จะเปลี่ยนย่อยไปเป็นกลูโคส (glucose)  หรือที่เรียกว่าน้ำตาลกลูโคส ซึ่งมันจะมีอนุภาคเล็กลง แล้วก็จะไปไหลอยู่ในกระแสเลือด เมื่อมันไปไหลอยู่ในกระแสเลือด ร่างกายไม่ต้องการให้มันไหลมากในกระแสเลือด ตับอ่อน (pancreas) ก็หลั่งอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมา เพื่อจะนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานให้กับอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย
แต่ถ้ากลูโคสเยอะเกินไป จากการทานแป้งและน้ำตาลมากน้ำตาล และกูโคสก็เยอะ อินซูลินก็ทำงานกันแทบไม่ทัน ไม่ทั่วถึง ส่วนหนึ่งกลูโคสก็ยังไหลอยู่ในเลือด ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนก็จะไปเก็บอยู่ในกล้ามเนื้อ แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ แล้วก็ไปเก็บอยู่ในตับ
 
จำง่ายๆนะ น้ำตาลเข้ามาสู่เลือดเป็น กลูโคส กลูโคสถูกเปลี่ยนโดยอินซูลินไปเป็นไกลโคเจน  ไกลโคเจนก็จะถูกเก็บไปเป็นพลังงานสำรองอยู่ที่ตับ แล้วก็กล้ามเนื้อ

ทีนี้ถ้าไกลโคเจนเยอะอีก กลูโคสก็สูงอีกมันเยอะอีก จะไปอยู่ที่ไหนล่ะทีนี้ ก็จะไปอยู่ในเซลล์ไขมัน ซึ่งเซลล์มีอยู่ เยอะที่ไหน? ที่พุงของเรานั่นเอง 

เค้าเรียกว่า วิสเซอรอลเเฟ๊ต (visceral fat) เพราะฉะนั้น ใครที่มีพุงเยอะๆ ตัวคุณอาจจะไม่ได้อ้วน แต่ถ้ามีพุงเยอะ สันนิฐานเลยว่าเลือดของคุณมีกลูโคสเยอะ แล้วกลูโคสที่เปลี่ยนไปเป็นไกลโคเจนแล้วเก็บไว้ตามกล้ามเนื้อแล้ว แล้วก็ที่ตับ มันเก็บไว้จนล้นแล้ว

พอเก็บไว้จนล้น มันก็เลยต้องเข้าไปอยู่ในเซลล์ไขมัน ปกติ เซลล์ไขมัน ก็จะตีบๆอยู่ พอเปลี่ยนเป็นไขมันปุ๊บมันก็จะ อ้วนฟูขึ้นมา จนทำให้พุงเรายื่นออกมานั่นเอง
 
ถ้าเราต้องการผอม ต้องการลดพุง ก็คือต้องควบคุมน้ำตาล หรือจะใช้คำว่างดน้ำตาลเลยก็ได้ สรุป งดน้ำตาล ทุกคนฟังไม่ผิด งดน้ำตาลไหวหรอ ? ต้องบอกตรงๆนะ คุณเชื่อไหมว่าน้ำตาลที่เข้าสู่เลือดแล้ว จากเลือดไปเก็บเป็นพลังงาน ไปใช้เป็นพลังงานแล้ว มันล้นปรี่ไปจนอยู่ที่วิสเซอรอลแฟ๊ต หรือไขมันหน้าท้อง ไม่ทันที่จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน พอไม่เปลี่ยนไปเป็นพลังงาน พุงก็ยื่น ก็เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นการควบคุม แป้งแล้วก็น้ำตาล
 
ฉะนั้นที่บอกว่าการงดน้ำตาล คุณเชื่อไหมว่าจะทำให้พุงคุณยุบได้ ควรงดสักหนึ่งสัปดาห์แล้วสังเกต คุณงดสักสอง สาม สี่สัปดาห์ แล้วสังเกตว่าพุงคุณยุบไปเท่าไหร่ โดยที่คุณอาจจะมีการปรับเปลี่ยนช่วงแรกๆ คุณอาจงดไปไม่รอด รู้สึกชีวิตและร่างกายขาดน้ำตาล จริงๆ การที่เรารู้สึกว่าร่างกายเราขาดน้ำตาล การที่เราหักดิบในช่วงต้น จริงๆมันคือความเคยชินของดีเอ็นเอในร่างกาย
 
คุณลองนึกภาพ ย้อนย้อนไป ในสมัย โบราณกาล พันปี หมื่นปี  คนสมัยก่อนบางกลุ่มทานแต่ผัก ทานแต่ธัญพืช แต่ทำไมก็เริ่มมาทานเนื้อ ทานแต่เนื้อสัตว์
 
แต่พอเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์ไปเป็นผัก รู้สึกร่างกายมันไม่ไหว มันเกิดอาการเวียนหัว หรืออะไรต่างๆ อันนั้นมันเกิดขึ้นจาก ระบบประสาทอัตโนมัติด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็สิ่งต่างๆที่มันเกิดขึ้นภายในเซลล์นั้นก็คือ ดีเอ็นเอ ที่มันมีการปรับเปลี่ยนกระทันหัน มันเลยสะท้อนออกมา แต่ถ้าเราเข้าใจ และเราอดทน คุณเชื่อไหมว่าสามารถจะทำให้เราอยู่กับมันได้ นั่นเอง
ฉะนั้นค่อยๆปรับร่างกาย ค่อยๆปรับเซลล์ ค่อยๆปรับ ดีเอ็นเอในเซลล์ของเราอีกทีนึงให้ได้
 
 

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ 

 
ดังนั้น วันนี้ถ้าหากคุณต้องการลดพุงภายใน 1 สัปดาห์ 2-3-4 สัปดาห์ แล้วลดไปเป็นนิ้วเลย งดน้ำตาลเลย ไม่ใช่ควบคุมน้ำตาล
 
ทำไมเราถึงงดน้ำตาล เพราะถ้าเรางดน้ำตาล ร่างกายเราแลดูเหมือนขาดน้ำตาล ไม่นะ เราไม่ได้ขาดน้ำตาล ความจริงไม่เราไม่ได้ขาดน้ำตาล ต่อให้เราไม่กินคาร์โบไฮเดรตเรายังอยู่ได้ เพราะร่างกายเราไปดึงไกลโคเจนที่แทรกอยู่ในกล้ามเนื้ออยู่ในตับออกมาใช้เป็นพลังงาน พอไปดึงมา ดึงมาหลายๆวัน หลายๆสัปดาห์เข้า กินแป้งน้อยไง แต่ดึงไกลโคเจนออกมาเยอะ น้ำตาลก็กินน้อยมากแทบงดเลย พอดึงไกลโคเจนออกมามาก ถ้าเกิดไกลโคเจนหมดทำไงหละ ไม่ต้องห่วงเลย ร่างกายก็จะไปดึงไตรกลีเซอไรด์ (Trigleceride) ที่อยู่ในเซลล์ไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานอีกทบหนึ่ง เท่านั้นแหละ พุงคุณก็จะเริ่มยุบ
 
คนที่อดน้ำเสียชีวิต คนที่ขาดอากาศเสียชีวิต แต่ถ้าคนอดอาหารอยู่ได้สามถึงสี่สัปดาห์ แต่จะผอมลงซูบลง เพราะอะไร เพราะร่างกายดึงไกลโคเจนออกมา ไกลโคเจนมาจากไหนมาจากกลูโคส กลูโคสมาจากน้ำตาล
 
ลองย้อนดูนะ
 
น้ำตาลกลายมาเป็นกลูโคส กลูโคสกลายเป็นไกลโคเจน ไกลโคเจนกลายเป็นไตรกลีเซอไรด์  เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ร่างกายเราก็จะย้อนศรกลับ โดยการดึงไตรกีเซอไรด์ออกมา ไขมันก็จะหายไป ดึงไกลโคเจนออกมา ตัวน้ำตาลกลูโคสที่แทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนเกินที่เป็นน้ำตาล ก็จะออกมา
 
ฉะนั้นคนที่เป็นเบาหวานถ้าใช้วิธีนี้ น้ำตาลในเลือดของคุณจะดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด คุณจะ Slender และยิ่งถ้าควบคู่กับการออกกำลังกาย หุ่นคุณจะฟิตเฟิร์ม ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นเข้าใจแล้วนะงดน้ำตาลร่างกายก็ดึงไกลโคเจน ไม่มีปัญหาเพราะร่างกายจะดึงไกลโคเจนที่เคยสะสมมาในอดีต ที่ผ่านมาจากกล้ามเนื้อและตับออกมาใช้ ถ้าดึงเอามาใช้จนหมด จนไม่มีแล้ว ร่างกายเราจะไปดึงไตรกีเซอไรด์ซึ่งอยู่ในเซลล์ไขมัน เซลล์ไขมันอยู่ในไหนอยู่ในพุงของเราออกมาใช้มากขึ้นๆ วันนี้คุณงดหรือควบคุมแป้ง ควบคุมน้ำตาลคุณไม่เป็นอะไร ไม่ต้องซีเรียส
 
เพราะฉะนั้นนี้คือสิ่งที่สำคัญ”
 
ขยาย

👇👇👇

“การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมนำไปสู่ผลกระทบต่อสุขภาพยังไงล่ะ”

“ในสมัยยุคจูมง เมื่อประมาณ 12,000 กว่าปีที่แล้ว ย้อนกลับมาสมัยยาโยอิ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 300 ถึง 1,000 ปีที่ผ่านมา ยุคนั้นยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘จังฟู้ด’ (Junk Food) เลย และเพราะไม่มีสิ่งเหล่านี้ คนในสมัยก่อนจึงมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุขัยที่ยืนยาวมากกว่าเรา

แต่ในยุคปัจจุบันนี้ อาหารแบบจังฟู้ดกลับกลายเป็นเรื่องปกติ ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของคนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 70 ปี บางคนก็ไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะเกิดปัญหาอย่างเส้นเลือดตีบ เส้นเลือดตันในสมอง หรือโรคร้ายแรงต่างๆ ที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เมื่อกี้ได้พูดถึง ‘ไตรกลีเซอไรด์’ (Triglycerides) และการสะสมของไกลโคเจน (Glycogen) ในร่างกายไปแล้ว อยากจะขยายให้เข้าใจชัดขึ้นอีกว่า พอเรากินแป้งหรือน้ำตาลเข้าไปเยอะเกินความต้องการ ร่างกายจะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเหล่านี้ไปเป็นกลูโคส (Glucose) แล้วอินซูลิน (Insulin) จะเข้ามานำกลูโคสไปใช้หรือเก็บสะสมในรูปของไกลโคเจนที่ตับและกล้ามเนื้อ

แต่ปัญหาคือ เมื่อไกลโคเจนมันล้นจนเก็บไม่ไหวแล้ว ร่างกายก็จะเปลี่ยนกลูโคสส่วนเกินไปเป็นไขมัน และไขมันเหล่านี้จะไปสะสมในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นไขมันใต้ผิวหนัง ไขมันช่องท้อง หรือที่เราเรียกว่า ‘Visceral Fat’ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้หลายคนมีพุงออกมา

ขยาย

👇👇👇

สารเร่งแก่ (AGEs) กับการเสื่อมสภาพของร่างกายเรา เกิดจากอะไร

ขยาย

👇👇👇